ข้ามเส้น - Kamsen

ข้ามเส้น - Kamsen ไม่เอาเส้นเล็ก เส้นใหญ่ ขอเพียงเส้นใจจากคุลก็พอล เราอยากชวนคุณมาข้ามเส้นแบ่งอคติ ชนชั้น ชนชาติ สังคม เขา และเราไปด้วยกัน เพราะเราแตกต่างเหมือนกัน

"น้ำท่วมเนปาลอาจไม่ใช่แค่เรื่องของเนปาล"วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ชุมชนตามแนวแม่น้ำ Bhote Koshi และ Trishuli ทางตอนเหนื...
09/06/2026

"น้ำท่วมเนปาลอาจไม่ใช่แค่เรื่องของเนปาล"

วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ชุมชนตามแนวแม่น้ำ Bhote Koshi และ Trishuli ทางตอนเหนือของเนปาลและในฝั่งชายแดนทิเบตของจีน เผชิญอุทกภัยฉับพลันครั้งใหญ่หลังการพังถล่มของธารน้ำแข็งและมวลหินบนพื้นที่สูง กระแสน้ำ โคลน และเศษหินไหลลงมาตามหุบเขาอย่างรวดเร็ว บ้านเรือนถูกกวาดหาย ถนนและสะพานขาด ระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานเสียหาย ผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตและอีกหลายพันคนยังสูญหาย ขณะที่ชุมชนจำนวนมากต้องออกจากบ้านของตัวเองเพื่อเอาชีวิตรอด

ภาพที่เกิดขึ้นในเนปาลกำลังบอกเราว่าเรื่องโลกร้อนไม่ได้อยู่ไกลตัวอีกต่อไป และมันไม่ได้มีแค่เรื่องอากาศร้อนขึ้นหรือทะเลสูงขึ้นเท่านั้น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย พื้นที่สูงมีความไม่เสถียรมากขึ้น และเมื่อปัจจัยอย่างน้ำแข็งละลาย ฝนที่รุนแรง ดินถล่ม และภูมิประเทศที่เป็นหุบเขามาเกิดขึ้นพร้อมกัน ภัยพิบัติสามารถกลายเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงภายในเวลาไม่กี่นาที

สิ่งที่น่ากลัวกว่าน้ำที่ไหลลงจากภูเขาคือสิ่งที่ตามมาหลังจากน้ำลด เพราะเมื่อบ้านหายไป ที่ดินทำกินเสียหาย ถนนถูกตัดขาด โรงเรียนพัง โรงพยาบาลเข้าไม่ถึง และอาชีพที่เคยเลี้ยงครอบครัวไม่สามารถทำต่อได้ คนจำนวนหนึ่งก็อาจไม่มีเหตุผลที่จะกลับไปอยู่ที่เดิมอีก

ตรงนี้เองที่เรื่องภัยพิบัติเริ่มกลายเป็นเรื่องการย้ายถิ่น
คนอาจไม่ได้ออกจากบ้านเพราะสงคราม ไม่ได้หนีการเมือง และไม่ได้ถูกใครไล่ออก แต่ต้องย้ายเพราะพื้นที่ที่เคยอยู่อาศัยเริ่มไม่สามารถรองรับชีวิตแบบเดิมได้อีกต่อไป

วันนี้อาจเป็นหมู่บ้านในหุบเขาของเนปาล พรุ่งนี้อาจเป็นชุมชนริมแม่น้ำในบังกลาเทศ พื้นที่เกษตรในอินเดีย ชุมชนชายฝั่งในเวียดนาม หรือพื้นที่ลุ่มน้ำโขงของเราเอง

โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่การย้ายถิ่นไม่ได้มีเพียงเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือสงครามอีกแล้ว แต่สภาพภูมิอากาศกำลังเข้ามาเป็นหนึ่งในแรงผลักสำคัญ เมื่อฝนตกหนักขึ้น น้ำท่วมบ่อยขึ้น ภัยแล้งยาวนานขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรลดลง หรือพื้นที่บางแห่งไม่สามารถอยู่อาศัยได้เหมือนเดิม คนก็จะเริ่มเคลื่อนย้ายไปหาพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่าและมีโอกาสในการดำรงชีวิตมากกว่า
ธนาคารโลกประเมินว่า หากไม่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการพัฒนาที่ช่วยให้ชุมชนปรับตัวได้ดีขึ้น ภายในปี 2050 อาจมีคนมากกว่า 216 ล้านคนต้องย้ายถิ่นภายในประเทศของตัวเองจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะเอเชียใต้ซึ่งอาจมีผู้ย้ายถิ่นจากสภาพภูมิอากาศสูงถึง 40 ล้านคน

ด้วยเหตุนี้ประเด็น “ผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศ” หรือ "climate refugees" จึงกำลังถูกพูดถึงมากขึ้น แม้ในทางกฎหมายคำนี้ยังไม่ใช่สถานะผู้ลี้ภัยที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ คนส่วนใหญ่ที่ต้องย้ายเพราะภัยพิบัติยังคงย้ายอยู่ภายในประเทศของตัวเอง และควรเรียกว่า “ผู้พลัดถิ่นในบริบทของภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” มากกว่า

ลองคิดต่อไปอีกขั้น หากวันหนึ่งบ้านเกิดไม่ปลอดภัยอีกต่อไป หากแม่น้ำเปลี่ยนเส้นทาง หากพื้นที่เกษตรไม่สามารถผลิตอาหารได้ หากภูเขาถล่มซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือชายฝั่งถูกน้ำทะเลรุกเข้ามาเรื่อย ๆ คนเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ไหน

พวกเขาจะกลายเป็นคนไร้บ้านหรือไม่ จะได้รับสิทธิในการตั้งถิ่นฐานใหม่หรือไม่ จะมีที่ดินให้ทำกินหรือไม่ ลูกจะได้เรียนหนังสือหรือไม่ จะเข้าถึงโรงพยาบาลหรือไม่ และถ้าพวกเขาต้องข้ามพรมแดนไปยังประเทศอื่น ประเทศปลายทางจะมองพวกเขาในฐานะอะไร
นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะแม่น้ำ ภูเขา ป่า และระบบภูมิอากาศไม่ได้หยุดอยู่ตรงเส้นพรมแดนบนแผนที่ ประเทศในภูมิภาคนี้เชื่อมโยงกันด้วยแม่น้ำสายเดียวกัน ระบบฝนเดียวกัน และความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเดียวกัน ธนาคารโลกเองก็ชี้ว่าประเทศในเอเชียใต้ไม่สามารถรับมือกับภัยพิบัติด้านภูมิอากาศโดยแยกกันเป็นประเทศ ๆ ได้

สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ยิ่งควรถูกพูดถึง เพราะเราอยู่ท่ามกลางเส้นทางการเคลื่อนย้ายของผู้คนในภูมิภาค ทั้งจากเมียนมา ลาว กัมพูชา และพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ หากภัยแล้ง น้ำท่วม ความร้อนจัด หรือภัยพิบัติรุนแรงขึ้น คนที่สูญเสียบ้านและอาชีพในประเทศเพื่อนบ้านย่อมมีโอกาสเคลื่อนย้ายเข้ามาหาพื้นที่ที่ปลอดภัยกว่าและมีงานมากกว่า

วันนั้นเราอาจยังเรียกพวกเขาว่าแรงงานข้ามชาติหรือคนต่างด้าวเหมือนที่เรียกกันในวันนี้ แต่เบื้องหลังการเดินทางของคนบางคนอาจไม่ได้เริ่มจากความต้องการหางานเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มจากบ้านที่ไม่มีให้กลับไปแล้วซึ่งนี่คือส่วนที่น่ากลัวของวิกฤตภูมิอากาศ
คนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดอาจไม่ใช่คนที่ต้องสูญเสียบ้านก่อน คนที่มีทรัพยากรมากอาจสามารถย้ายไปอยู่พื้นที่ปลอดภัยกว่า ซื้อประกัน สร้างบ้านใหม่ หรือปรับเปลี่ยนอาชีพได้ แต่คนที่อยู่ในชุมชนเปราะบางกลับมีทางเลือกน้อยที่สุด ทั้งที่หลายคนมีส่วนต่อการสร้างวิกฤตนี้น้อยมาก

วิกฤตอุทกภัยเนปาลจึงไม่ได้กำลังเตือนเราเพียงเรื่องน้ำท่วม แต่มันกำลังเตือนว่าโลกในอนาคตอาจเป็นโลกที่ผู้คนต้องย้ายบ้านเพราะสภาพภูมิอากาศมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อคนเริ่มเคลื่อนย้าย สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่แค่เรื่องภัยพิบัติ แต่จะกลายเป็นเรื่องสิทธิ ที่อยู่อาศัย งาน การศึกษา สาธารณสุข พรมแดน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ก้าวด้วยกัน ไปได้ไกล !

#แอดมินลี้หลีกภัยพาล

#ข้ามเส้น #โลกร้อน #การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ #ผู้พลัดถิ่น #ผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศ #เนปาล

แรงงานข้ามชาติแย่งทรัพยากรของคนไทยจริงหรือ?ประโยคนี้ถูกพูดซ้ำมานานจนบางครั้งกลายเป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ ทั้งที่ชีว...
09/03/2026

แรงงานข้ามชาติแย่งทรัพยากรของคนไทยจริงหรือ?

ประโยคนี้ถูกพูดซ้ำมานานจนบางครั้งกลายเป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ ทั้งที่ชีวิตของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยมีรายละเอียดมากกว่านั้น คนเหล่านี้ทำงานอยู่ในโรงงาน ก่อสร้าง ภาคเกษตร ร้านอาหาร งานบริการ และอีกหลายอาชีพที่เศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก พวกเขาไม่ได้เข้ามาแล้วเพียงรอรับสวัสดิการจากรัฐ แต่ทำงาน ผลิตสินค้า ให้บริการ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ขณะที่คนที่อยู่ในระบบยังต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำงานและการพำนัก เช่น ค่าตรวจสุขภาพ ค่าประกันสุขภาพ ค่าประกันสังคม ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานและวีซ่า รวมถึงภาษีทางอ้อมจากการจับจ่ายในชีวิตประจำวัน

ผลจากแรงงานเหล่านี้จึงปรากฏอยู่รอบตัวเรา อาคารที่สร้างขึ้น อาหารที่ผลิตและเสิร์ฟ ผลผลิตจากภาคเกษตร งานในโรงงาน หรือบริการอีกมากมายล้วนเชื่อมโยงกับแรงงานข้ามชาติในทางใดทางหนึ่ง ประเทศไทยไม่ได้เป็นฝ่ายให้เพียงอย่างเดียว แต่เศรษฐกิจไทยเองก็พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้อย่างมากเช่นกัน

เมื่อแรงงานมีครอบครัว มีลูก หรือเจ็บไข้ได้ป่วย เรื่องกลับถูกมองอีกแบบทันที โดยเฉพาะเรื่องโรงพยาบาลและการคลอดบุตรที่มักมีการเล่าต่อกันว่าแรงงานข้ามชาติเข้ามาใช้บริการฟรี ทั้งที่ในความเป็นจริงสิทธิของแรงงานแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอยู่ในระบบประกันสังคม บางคนมีประกันสุขภาพ และบางคนต้องรับภาระค่ารักษาด้วยตัวเอง หากไม่มีเงินก็อาจต้องพึ่งครอบครัวหรือองค์กรที่เข้ามาช่วยเหลือ ภาพของคนที่ตั้งใจเดินทางเข้าประเทศเพื่อมาใช้บริการสาธารณสุขโดยไม่ต้องเสียอะไรจึงไม่สามารถอธิบายชีวิตของคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด

เรื่องเด็กก็เช่นเดียวกัน เด็กที่เกิดในครอบครัวแรงงานข้ามชาติไม่ได้มีสถานะเหมือนเด็กไทยทุกคน และการให้เด็กได้รับการศึกษาไม่ได้แปลว่าเด็กกำลังได้รับสิทธิพิเศษเหนือเด็กไทย ตรงกันข้าม การปล่อยให้เด็กจำนวนหนึ่งเติบโตขึ้นโดยไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ ไม่มีความรู้ด้านสุขอนามัย ไม่มีทักษะภาษา และไม่มีพื้นที่ให้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับสังคม อาจกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิมในอนาคต การศึกษาในกรณีนี้จึงไม่ได้เป็นเรื่องของการแจกของให้คนต่างชาติ แต่เกี่ยวข้องกับการสร้างคนที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเดียวกับเราต่อไป

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากแรงงานข้ามชาติจำนวนมากจึงไม่ควรถูกอธิบายด้วยตัวแรงงานเพียงอย่างเดียว เพราะเบื้องหลังยังมีระบบการจ้างงาน การขึ้นทะเบียน นายหน้า นายจ้าง เจ้าหน้าที่รัฐ และช่องโหว่ทางกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด หากมีคนทำงานอยู่ในประเทศจำนวนมากแต่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้อง ก็ย่อมเปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียกเก็บส่วย การขายเอกสาร การเอาเปรียบแรงงาน การจ้างงานผิดกฎหมาย และการหาผลประโยชน์จากสถานะที่ไม่ชัดเจน

ตรงนี้ต่างหากที่ควรถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะแรงงานข้ามชาติไม่ได้เป็นคนสร้างระบบเหล่านี้ขึ้นมาเอง

นายจ้างต้องการแรงงานราคาถูก ระบบเศรษฐกิจต้องการแรงงานจำนวนมาก แต่การบริหารจัดการกลับไม่สามารถทำให้คนเหล่านี้เข้าสู่ระบบได้อย่างทั่วถึง เมื่อเกิดปัญหาจึงง่ายกว่ามากที่จะชี้ไปที่คนต่างชาติแล้วบอกว่าเป็นต้นเหตุ ทั้งที่ปัญหาบางส่วนเกิดจากระบบที่คนในประเทศเป็นผู้กำหนดและบริหารเอง
โรงพยาบาลมีภาระมากขึ้นก็โทษแรงงานข้ามชาติ โรงเรียนมีข้อจำกัดก็โทษเด็กข้ามชาติ เศรษฐกิจไม่ดีหรือค่าจ้างตกต่ำก็โทษแรงงานต่างชาติ แต่เรื่องนายจ้างที่กดค่าแรง เรื่องเจ้าหน้าที่ที่เรียกรับผลประโยชน์ เรื่องนายหน้าที่ทำธุรกิจบนความไม่ชัดเจนของสถานะบุคคล หรือเรื่องรัฐที่ปล่อยให้คนจำนวนมากอยู่นอกระบบกลับถูกพูดถึงน้อยกว่ามาก
แน่นอนว่าแรงงานข้ามชาติมีทั้งคนที่ทำผิดกฎหมายและคนที่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่นเดียวกับคนไทยเอง การพูดถึงปัญหาของแรงงานข้ามชาติจึงทำได้และควรทำ แต่การเอาความผิดของบางคนไปเหมารวมคนหลายล้านคน หรือทำให้คนทั้งกลุ่มกลายเป็นต้นเหตุของทุกปัญหา เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สุดท้ายแล้วสิ่งที่ควรถูกมองให้เห็นคือความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานกับระบบเศรษฐกิจ แรงงานข้ามชาติไม่ได้เป็นเพียงคนที่เข้ามาใช้ทรัพยากรของประเทศ พวกเขาเป็นคนทำงาน เป็นผู้บริโภค เป็นผู้เสียภาษีในรูปแบบต่าง ๆ และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เศรษฐกิจไทยมานานแล้ว ขณะเดียวกันรัฐก็มีหน้าที่ทำให้การจ้างงาน การเข้าเมือง การรักษาพยาบาล การศึกษา และการคุ้มครองแรงงานอยู่ภายใต้ระบบที่ชัดเจนและตรวจสอบได้

ถ้าระบบมีประสิทธิภาพ คนก็เข้าสู่ระบบได้ นายจ้างก็ถูกตรวจสอบ รายได้ก็ถูกจัดเก็บ สิทธิและหน้าที่ก็ชัดเจน ปัญหาหลายอย่างจะจัดการได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความเกลียดชังต่อคนกลุ่มใด แต่ถ้าระบบยังเต็มไปด้วยช่องโหว่ แล้วเรายังเลือกโทษคนที่อยู่ปลายสุดของระบบอยู่เรื่อย ๆ คนที่ควรรับผิดชอบอาจไม่ใช่คนที่เรากำลังชี้นิ้วใส่ก็ได้ เพราะจริง ๆ แล้ว ปัญหาแรงงานข้ามชาติเป็นปัญหาของระบบไทยที่เราไม่อยากมองตรง ๆ มากกว่า

ก้าวด้วยกัน ไปได้ไกล !

#แอดมินก้องกูไม่ออกออกแล้วจะเอาอะไรแดก

#ข้ามเส้น #แรงงานข้ามชาติ #สิทธิแรงงาน #ผู้ย้ายถิ่น #แรงงานไทย #ความเป็นธรรม

คนหายไม่ได้หายไปจากความจริง — เมื่อการอุ้มหายเกิดขึ้นข้ามพรมแดน30 สิงหาคม คือ วันผู้สูญหายสากล วันที่ชวนให้เรานึกถึงคนที...
09/02/2026

คนหายไม่ได้หายไปจากความจริง — เมื่อการอุ้มหายเกิดขึ้นข้ามพรมแดน

30 สิงหาคม คือ วันผู้สูญหายสากล วันที่ชวนให้เรานึกถึงคนที่ถูกทำให้หายไปจากโลกโดยที่ครอบครัวไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน เป็นหรือตาย และคนที่ทำให้เขาหายไปคือใคร

การบังคับสูญหายไม่ใช่เพียงการหายตัวไปของคนคนหนึ่ง แต่มันคือการทำให้ทั้งคนและความจริงหายไปพร้อมกัน รัฐหรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องอาจจับกุม ควบคุมตัว หรือลักพาตัวใครบางคน ก่อนปฏิเสธว่าไม่ได้จับ ไม่เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว หรือปกปิดชะตากรรมของเขา ครอบครัวจึงถูกทิ้งไว้กับคำถามที่ไม่มีคำตอบ และต้องใช้เวลาหลายปีหรือบางครั้งทั้งชีวิตเพื่อตามหาความจริง

ประเทศไทยเองมีประวัติศาสตร์ของคนที่ถูกทำให้หายไปมากมาย ตั้งแต่ หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ทนง โพธิ์อ่าน สมชาย นีละไพจิตร พอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ไปจนถึงวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และอีกหลายคนที่ชื่ออาจไม่ได้อยู่บนหน้าหนังสือประวัติศาสตร์ แต่ยังอยู่ในความทรงจำของครอบครัว

หากมองเฉพาะในประเทศไทย เราอาจพลาดอีกด้านหนึ่งของปัญหา เพราะในภูมิภาคนี้ พรมแดนไม่ได้ทำให้การกดปราบหยุดลง

หลังรัฐประหารเมียนมาในปี 2564 การจับกุมและคุมขังผู้เห็นต่างกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมาก ข้อมูลของ Assistance Association for Political Prisoners หรือ AAPP ระบุว่า ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2569 มีผู้ถูกจับกุมจากเหตุทางการเมืองสะสมกว่า 31,843 คน และมีผู้ถูกสังหารโดยฝ่ายทหารแล้วอย่างน้อย 8,330 คน ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงจำนวนที่สามารถตรวจสอบยืนยันได้ และ AAPP เองเตือนว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก

ในสถานการณ์ที่ผู้คนจำนวนมากต้องหนีออกจากเมียนมา การลี้ภัยจึงไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะปลอดภัยเสมอไป เพราะการกดปราบสามารถเดินทางตามคนเหล่านี้ออกมานอกประเทศได้

เรื่องนี้เห็นได้ชัดในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ทั้งไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกิดกรณีนักกิจกรรมและผู้เห็นต่างทางการเมืองถูกข่มขู่ ติดตาม ลักพาตัว บังคับส่งกลับ หรือสูญหายขณะลี้ภัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน Amnesty International ระบุว่ามีรูปแบบการกดปราบข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้ และเตือนว่ารัฐในภูมิภาคยังล้มเหลวในการสอบสวนเหตุการณ์เหล่านี้อย่างรวดเร็ว เป็นอิสระ และมีประสิทธิภาพ

ชื่อของ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, ชัชชาญ บุปผาวัลย์ และไกรเดช ลือเลิศ จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนักกิจกรรมไทยสามคน แต่เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้เห็นว่าลำน้ำโขงสามารถกลายเป็นเส้นทางของการกดปราบได้อย่างไร หลังทั้งสามคนหายตัวไปในลาวเมื่อปลายปี 2561 ต่อมาพบร่างของชัชชาญและไกรเดชในแม่น้ำโขงในประเทศไทย ขณะที่สุรชัยยังไม่ทราบชะตากรรมจนถึงวันนี้

นอกจากนี้ยังมี ต้า วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกทำให้หายไปในกัมพูชา สยาม ธีรวุฒิ ที่หายตัวไปในเวียดนาม รวมถึงกรณีอื่น ๆ ของผู้ลี้ภัยและนักกิจกรรมที่ถูกติดตามข้ามพรมแดน เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นว่าการกดปราบในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงไม่ได้เกิดขึ้นอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างโดดเดี่ยว แต่มันสามารถเชื่อมต่อกันผ่านความสัมพันธ์ด้านความมั่นคง การส่งตัวบุคคล และความร่วมมือระหว่างรัฐ

ล่าสุดในปี 2569 Amnesty International ยังออกมาเตือนถึงกรณีการกดปราบข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับเวียดนามและไทย รวมถึงกรณี เลอ จิ แถ่ง (Le Chi Thanh) นักเคลื่อนไหวชาวเวียดนามที่ถูกจับกุมในประเทศไทย และก่อนหน้านี้ยังมีกรณีผู้ลี้ภัยกลุ่มชาติพันธุ์จากเวียดนามที่ถูกกดดันให้เดินทางกลับประเทศ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำว่า “ผู้สูญหาย” จึงไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่เส้นเขตแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง
เพราะสำหรับคนที่ถูกทำให้หาย ครอบครัวไม่ได้สนใจว่าคนรักของพวกเขาถูกพาไปจากกรุงเทพฯ เวียงจันทน์ พนมเปญ ฮานอย หรือเมืองใดในเมียนมา สิ่งที่พวกเขาต้องการเหมือนกันคือรู้ว่า คนที่พวกเขารักอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้นกับเขา และใครต้องรับผิดชอบ
ยิ่งในเมียนมา เรื่องนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะการสูญหายเกิดขึ้นท่ามกลางสงคราม ความขัดแย้งระหว่างกองทัพ กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ และฝ่ายต่อต้าน ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญทั้งการจับกุม การควบคุมตัว การสังหาร และการพลัดถิ่น ขณะที่สถานการณ์ของชาวโรฮิงญาและชนกลุ่มน้อยยังคงเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง

รายงานล่าสุดของสำนักงาน OHCHR เมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ระบุถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นต่อชาวโรฮิงญาและชนกลุ่มน้อย รวมถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจสงครามและความรุนแรงที่ทำให้พลเรือนต้องเผชิญความทุกข์อย่างหนัก

เมื่อคนหนึ่งคนถูกทำให้หาย ครอบครัวของเขาไม่ได้สูญเสียเพียงสมาชิกในครอบครัว แต่ยังสูญเสียความสามารถที่จะไว้ใจสังคมและกฎหมาย หลายครอบครัวต้องอยู่กับความหวังและความกลัวพร้อมกันทุกวัน ขณะที่บางครอบครัวกลับถูกทำให้รู้สึกว่าคนที่หายไปสมควรแล้ว เพราะเป็นนักกิจกรรม เป็นผู้เห็นต่าง เป็นผู้ลี้ภัย หรือถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง
นี่ต่างหากที่น่ากลัวที่สุด เพราะเมื่อสังคมเริ่มเชื่อว่าคนบางกลุ่มสามารถถูกทำให้หายได้ง่ายกว่าคนอื่น การบังคับสูญหายก็ไม่ได้ทำร้ายแค่เหยื่อหนึ่งคน แต่มันกำลังส่งข้อความถึงทุกคนที่ยังอยู่ ว่าอย่าเห็นต่าง อย่าพูด อย่าตั้งคำถาม และอย่าเข้าไปยุ่งกับอำนาจ

ดังนั้น การจดจำจึงเป็นเรื่องสำคัญ
การจำชื่อของหะยีสุหลง บิลลี่ สมชาย สุรชัย ชัชชาญ ไกรเดช วันเฉลิม สยาม และคนอื่น ๆ ไม่ใช่การรื้อฟื้นความขัดแย้งเพื่อสร้างความเกลียดชัง แต่เป็นการยืนยันว่า คนเหล่านี้เคยมีตัวตน และการหายไปของพวกเขาไม่ใช่เรื่องที่สังคมควรยอมให้ถูกลืม เพราะคนที่ถูกทำให้หายอาจหายไปจากบ้าน จากถนน จากเมือง หรือแม้แต่จากประเทศ แต่พวกเขาไม่ควรถูกทำให้หายไปจากความทรงจำ

ก้าวด้วยกัน ไปได้ไกล !

#แอดมินลี้หลีกภัยพาล

#ข้ามเส้น #วันผู้สูญหายสากล
#ผู้สูญหาย #บังคับสูญหาย #เมียนมา #ลาว #กัมพูชา #เวียดนาม #แม่น้ำโขง

ก่อน “เจ๊ก” จะกลายเป็น “คนไทยเชื้อสายจีน” ลืมไปหรือเปล่าว่าอากง อาม่าพวกเราก็เคยเป็น “ต่างด้าว” ที่สังคมรังเกียจมาก่อนช่...
08/30/2026

ก่อน “เจ๊ก” จะกลายเป็น “คนไทยเชื้อสายจีน”
ลืมไปหรือเปล่าว่าอากง อาม่าพวกเราก็เคยเป็น “ต่างด้าว” ที่สังคมรังเกียจมาก่อน

ช่วงที่ผ่านมา แรงงานข้ามชาติกลายเป็นเป้าของความเกลียดชังบนโลกออนไลน์ไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะแรงงานจากเมียนมาและกัมพูชา มีทั้งข้อกล่าวหาว่าเข้ามาแย่งงาน ใช้ทรัพยากรของประเทศฟรี ได้สิทธิมากกว่าคนไทย กำลังเรียกร้องผลประโยชน์เกินควร ไปจนถึงการเหมารวมคนทั้งกลุ่มเข้ากับอาชญากรรมและปัญหาความมั่นคง

วาทกรรมที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงและปลุกปั่นความเกลียดชังได้มากที่สุดในช่วงนี้ คือการกล่าวหาว่าแรงงานข้ามชาติกำลังทำตัวเป็น “ผู้รุกราน” ที่หวังจะมายึดประเทศไทย ข้อหาคลาสสิกที่ถูกนำมาใช้โจมตีอย่างหนักคือการชี้เป้าไปที่กลุ่มแรงงานหญิง โดยอ้างว่าพวกเธอตั้งใจเข้ามาท้องและคลอดลูก เพื่อแย่งใช้สิทธิรักษาฟรีตามโรงพยาบาลของรัฐ ปลุกปั่นภาพจำให้ดูราวกับว่าการมีลูกของคนงานต่างด้าวคือแผนการกลืนชาติ ทั้งที่การมีลูกคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

บางเรื่องไปไกลถึงขั้นสร้างข้อมูลเท็จขึ้นมาเพื่อยืนยันความรู้สึกเหล่านั้น เช่น ในช่วงปี 2568 การแชร์ภาพการชุมนุมพร้อมข้อความว่าแรงงานเมียนมาออกมาเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำวันละ 700 บาท
ภายหลังตรวจสอบแล้วพบว่าภาพที่นำมาใช้เป็นภาพเก่าจากการชุมนุมคนละเหตุการณ์ และไม่พบหลักฐานว่าแรงงานเมียนมามีข้อเรียกร้องดังกล่าว ต่อมายังมีคลิปแรงงานข้ามชาติประท้วงบริษัทเรื่องค่าต่อวีซ่าและใบอนุญาตทำงานที่สูงเกินจริง แต่ถูกบิดเบือนให้กลายเป็น “พม่าจะเอาค่าแรง 700” จนมียอดรับชมคลิปนั้นมากกว่าล้านครั้ง

กลางปี 2569 รูปแบบเดิมกลับมาอีกครั้ง คราวนี้มีเนื้อหาอ้างว่าแรงงานกัมพูชาต้องการสิทธิในโครงการ “คนละครึ่ง” และเรียกร้องขึ้นค่าแรงในไทย
Cofact ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ พร้อมชี้ว่าข่าวลักษณะนี้ใช้วิธีสร้างภาพว่าแรงงานข้ามชาติได้คืบเอาศอก เรียกร้องมากกว่าคนไทย เพื่อกระตุ้นความไม่พอใจและกระแสชาตินิยม
ข่าวปลอมพวกนี้ทำงานได้ดี เพราะมันสานต่อจากอคติเดิมและความชาตินิยมแบบล้นเกินที่มีอยู่ก่อนหน้า แล้วเล่าเรื่องที่สังคมบางส่วนพร้อมจะเชื่ออยู่แล้วว่า คนต่างชาติที่เข้ามาทำงานเป็นภาระ เป็นคู่แข่ง เป็นผู้ฉวยโอกาส และหากปล่อยไว้มากเกินไป วันหนึ่งจะกลายเป็นภัยต่อเจ้าของประเทศ

เรื่องเล่าในลักษณะนี้ไม่ได้ใหม่ เพราะประเทศไทยเคยใช้มันกับคนอีกกลุ่มหนึ่งมาแล้ว
คนกลุ่มนั้นคือ “คนจีน”

เยาวราชซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งการค้าของคนไทยเชื้อสายจีน ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวและหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
อาหารจีนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาหารไทย เทศกาลตรุษจีนถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทั่วประเทศ นักการเมือง นักธุรกิจ ศิลปิน ข้าราชการ และคนธรรมดาจำนวนมากพูดถึงรากเหง้าจีนของครอบครัวได้โดยแทบไม่มีใครตั้งคำถามว่าพวกเขาเป็น “คนไทยจริงหรือไม่” จนทำให้เราลืมไปว่า บรรพบุรุษจีนจำนวนมหาศาลไม่ได้เกิดที่นี่ พวกเขาเดินทางข้ามทะเลมาจากจีนตอนใต้เพื่อหางานและสร้างชีวิตใหม่

คนจีนจำนวนมากที่เข้าไทยมาในยุคนั้นไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีธุรกิจใหญ่โต ไม่มีสิทธิทางการเมือง และพูดภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำ หลายคนทิ้งครอบครัวไว้ที่บ้านเกิด แล้วเข้าทำงานตามท่าเรือ โรงสี โรงเลื่อย เหมือง โรงน้ำตาล งานต่อเรือ งานก่อสร้าง การขนส่ง และสารพัดงานที่ใช้แรงงาน หากใช้คำศัพท์ในปัจจุบัน คนจีนเหล่านี้ก็คือ “แรงงานข้ามชาติ”

ในศตวรรษที่ 19 เศรษฐกิจสยามขยายตัว ขณะที่ประชากรชายชาวสยามจำนวนมากยังติดอยู่กับระบบไพร่ที่ต้องถูกเกณฑ์ไปทำงานให้หลวงฟรี ๆ รัฐจึงเปิดรับคนจีนเข้ามาเป็นแรงงานอย่างกว้างขวาง ในสมัยรัชกาลที่ 5 รัฐยังดำเนินนโยบายเปิดรับการอพยพเพื่อดึงแรงงานจีนเข้ามาโดยตรง คนจีนไม่ต้องเข้าเวรแรงงานแบบไพร่ แต่เสียภาษีรายหัวแก่รัฐแทน

กรุงเทพฯ ที่กำลังเติบโตในยุคนั้นพึ่งพาแรงงานจีนแทบทุกมิติ ตั้งแต่งานแบกหามที่ท่าเรือ โรงสี โรงเลื่อย ไปจนถึงงานช่างฝีมือ การเก็บภาษี หรือแม้แต่งานการแพทย์ เรียกได้ว่าการขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจสยามในเวลานั้น ขับเคลื่อนด้วยแรงงานของผู้อพยพชาวจีนอย่างแท้จริง

ความสำคัญทางเศรษฐกิจไม่เคยป้องกันความอคติ ความเกลียดชังได้เลยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
ในเดือนมิถุนายน 2453 แรงงานจีนได้นัดกันหยุดงานประท้วงเรื่องภาษีรายหัว จนกิจกรรมในพระนครเป็นอัมพาต ชนชั้นนำก็ตระหนักได้ทันทีว่าสยามขาดแรงงานจีนไม่ได้

แต่ในปี 2457 กลับมีบทความ "พวกยิวแห่งบูรพทิศ" (The Jews of the Orient) ถูกเผยแพร่ออกมาเพื่อตีตราคนจีนว่าเป็นพวกเนรคุณ หน้าเงิน ยึดติดแต่เผ่าพันธุ์ตัวเอง และเกาะกินสังคมไทย จากคนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คนจีนถูกผลักให้เป็น “คนนอก” อย่างสมบูรณ์

และเมื่อประเทศเข้าสู่ยุคชาตินิยม รัฐไทยก็เริ่มกวาดล้างชุมชนจีน โรงเรียนจีนกว่าสองร้อยแห่งถูกบังคับปิด กฎหมายสงวนอาชีพถูกงัดมาใช้ ลูกหลานจีนถูกบีบให้ทิ้งแซ่ ต้องเปลี่ยนเป็นนามสกุลไทย ต้องเลิกพูดภาษาแม่ เพื่อแลกกับการมีที่ยืนในสังคม คำชมที่ว่า “คนจีนปรับตัวเก่ง” จึงซ่อนความเจ็บปวดของการถูกรัฐบีบบังคับให้พวกเขาทิ้งรากเหง้าของตัวเอง

ความเกลียดชังยังลุกลามไปสู่การนองเลือด วันที่ 20 กันยายน 2488
เกิดเหตุปะทะครั้งใหญ่ที่เยาวราช ทหารและตำรวจเข้าปิดล้อมชุมชน มีการยิงต่อสู้ ร้านค้าถูกปล้นชิง มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิต นี่คือปลายทางโหดเหี้ยมของการผลิตซ้ำวาทกรรมลดทอนความเป็นมนุษย์ เมื่อคนถูกมองว่าสกปรก แย่งงาน และเป็นผู้รุกราน การใช้ความรุนแรงก็กลายเป็นเรื่องชอบธรรม

แล้วคนที่เคยถูกตราหน้าว่า “เจ๊กผู้รุกราน” หายไปไหน? พวกเขาไม่ได้หายไปไหน พวกเขายังอยู่ที่นี่ สร้างครอบครัวอยู่ที่นี่ จุดเปลี่ยนสำคัญคือ พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2456 ที่ให้สิทธิเด็กทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินสยามได้สัญชาติไทย ลูกของกุลีจีนจึงกลายเป็นคนไทยตามกฎหมาย พอเวลาผ่านไปถึงรุ่นหลานเหลน ป้ายคำว่าต่างด้าวก็ถูกลบเลือนไปจนหมด เหลือเพียงคำว่า “คนไทยเชื้อสายจีน”

ประวัติศาสตร์หน้านี้ควรดึงสติเรา ก่อนที่จะพิมพ์ด่าทอแรงงานเพื่อนบ้านด้วยความเกลียดชัง จริงอยู่ว่ากฎหมายสัญชาติยุคนี้อาจไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่วิธีที่สังคมไทยใช้ผลักใครสักคนให้เป็น “คนนอก” กลับไม่เคยเปลี่ยนเลย ตอนที่เวลาขาดแคลนแรงงาน เราก็กวักมือเรียกเขามาใช้งานเหมือนเครื่องจักร แต่พอเขาควรได้สิทธิขั้นพื้นฐาน หรือแค่ผู้หญิงคนหนึ่งตั้งครรภ์อยากมีลูก เขากลับถูกมองว่าเป็นภัยความมั่นคง สังคมเรากำลังตีราคาแค่หยาดเหงื่อของเขา แต่กลับมองไม่เห็นคุณค่าชีวิตของเขาเลย
แรงงานข้ามชาติยุคนี้กับยุคอากงอาม่าก็มีความเป็นคนเท่ากันนั่นแหละ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พวกเขา แต่อยู่ที่สังคมไทยต่างหากว่าจะเลิกอคติกันได้เมื่อไหร่

#แอดมินแมวดำข้ามทะเล

เมื่อ “ช่วยกันเลี้ยงลูก” กลายเป็น “ต่างด้าวแย่งงานคนไทย”บางครั้งสิ่งที่น่าตั้งคำถามที่สุดในข่าว ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในภ...
08/28/2026

เมื่อ “ช่วยกันเลี้ยงลูก” กลายเป็น “ต่างด้าวแย่งงานคนไทย”

บางครั้งสิ่งที่น่าตั้งคำถามที่สุดในข่าว ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในภาพ แต่คือคำที่ถูกเลือกมาใช้เล่าเรื่อง

รายงานข่าวของ Phuket Times พูดถึงการจับสถานที่รับเลี้ยงเด็กที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งถ้าผิดกฎหมายก็ตรวจสอบกันไปตามกฎหมายครับ เด็กต้องได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย สถานที่ต้องมีมาตรฐาน และคนที่เปิดให้บริการก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ

แต่พอเรื่องเดียวกันถูกพาดหัวว่า “เมียนมา เนอสเซอรี่ เก็บค่าเลี้ยงคนละ 1,000 บาท/เดือน” แล้วลากไปถึง “แย่งงานคนไทย” สิ่งที่หายไปจากข่าวกลับเป็นคำถามสำคัญว่า ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงต้องสร้างระบบดูแลเด็กของตัวเองขึ้นมา

แรงงานข้ามชาติหลายล้านคนไม่ได้ถูกจ้างเข้ามาเพราะประเทศไทยกำลังทำบุญให้พวกเขา พวกเขาเข้ามาเพราะนายจ้างและเศรษฐกิจไทยต้องการแรงงาน คนจำนวนมากทำงานค่าแรงไม่สูงนัก แต่ก็ยังทำงานอยู่ในภาคก่อสร้าง ประมง โรงงาน บริการ ร้านอาหาร งานบ้าน และงานอีกสารพัดที่ระบบเศรษฐกิจไทยพึ่งพาอยู่ทุกวัน

เมื่อคนเหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยนานขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมดาก็คือพวกเขามีครอบครัว มีคู่ชีวิต และมีลูก ลูกที่ก็อาจยังไม่เคยเห็นบ้านเกิดของพ่อแม่ตนเองด้วยซ้ำ และคิดว่านี่แหละบ้านเกิดของตน

คำถามต่อมาก็คือ ในวันที่พ่อแม่ต้องออกไปทำงาน ใครจะดูแลเด็ก ๆ?

ถ้าเป็นครอบครัวไทย เราอาจมีปู่ย่าตายาย มีญาติ มีศูนย์เด็กเล็ก มีสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน หรือมีทางเลือกอื่น ๆ ให้จัดการกันไป แต่สำหรับแรงงานข้ามชาติ ทางเลือกเหล่านั้นไม่ได้เปิดกว้างเท่ากันทั้งหมด ทั้งเรื่องรายได้ ภาษา เอกสาร สถานะทางกฎหมาย และการเข้าถึงบริการ

เมื่อช่องว่างตรงนี้เกิดขึ้น คนในชุมชนจึงหาวิธีจัดการกันเอง บางบ้านมีคนหนึ่งไม่ได้ออกไปทำงาน ก็รับดูแลลูกของเพื่อนบ้าน ลูกของญาติ หรือคนรู้จักในชุมชน แลกกับเงินเล็กน้อยเพื่อช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่าย นานวันเข้า จากการช่วยกันดูแลเด็กในชุมชนก็อาจกลายเป็นสถานที่ที่มีเด็กหลายคนอยู่รวมกัน จนเจ้าหน้าที่มองว่าเข้าข่ายสถานรับเลี้ยงเด็กตามกฎหมาย

ตรงนี้แหละที่ควรคุยกันให้มากกว่าคำว่าเข้ามาแย่งงานคนไทย

แอดอยากรู้จริง ๆ ว่า ถ้าแรงงานเมียนมาคนหนึ่งต้องทำงานเต็มวันและมีลูกเล็ก เขามีตัวเลือกอะไรบ้างในตลาดบริการดูแลเด็กของประเทศไทย? สถานรับเลี้ยงเด็กที่เปิดอย่างถูกต้องตามกฎหมายรับเด็กแรงงานข้ามชาติหรือไม่ ค่าใช้จ่ายเดือนละเท่าไร และถ้าค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ที่ครอบครัวเหล่านี้สามารถจ่ายได้ พวกเขาจะทำอย่างไร?

ถ้าเราไม่มีคำตอบให้คำถามเหล่านี้ แล้วเอาผลลัพธ์ที่เกิดจากช่องว่างของระบบไปเรียกว่าต่างด้าวแย่งงานคนไทยมันก็เหมือนการเห็นคนสร้างสะพานชั่วคราวข้ามคลองแล้วด่าว่าเขาสร้างสะพานโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยไม่เคยถามเลยว่า ทำไมตรงนั้นถึงไม่มีสะพานให้คนใช้ตั้งแต่แรก

ส่วนเรื่องที่มีคนเอาการมีลูกของแรงงานข้ามชาติมาพูดในทำนองว่าขยันทำลูกนี่ยิ่งน่าเหนื่อยใจและรู้สึกรังเกียจคนประเภทนี้เพราะไม่ว่าจะถือสัญชาติอะไร จะพูดภาษาอะไร หรือทำงานอยู่ที่ไหน การมีลูกไม่ใช่อาชญากรรม และเด็กที่เกิดมาก็เลือกเกิดไม่ได้ ไม่มีเด็กคนไหนเกิดมาเพื่อแย่งสวัสดิการจากใครทั้งนั้น เด็กก็คือเด็กเหมือนกัน

ที่น่าสนใจคือ ทำไมเราถึงมองการมีครอบครัวของแรงงานข้ามชาติเป็นปัญหา ทั้งที่เรายังต้องการแรงงานของพวกเขาอยู่ทุกวันเพราะกำลังรงงานไทยก็ต่ำโดยเฉพาะใรแง่ของจำนวนที่เด็กไทยก็เกิดน้อยเหลือเกิน ไหนจะเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์อีก

เราต้องการคนมาทำงาน แต่เมื่อพวกเขามีลูก เรากลับมองว่าเป็นภาระ เราต้องการให้พวกเขาอยู่ในระบบ แต่เมื่อพวกเขาสร้างวิธีดูแลลูกกันเอง เรากลับมองว่าเป็นภัย เราพูดเรื่องความมั่นคง แต่กลับไม่ค่อยพูดถึงการสร้างระบบที่ทำให้คนเหล่านี้สามารถใช้ชีวิตอย่างถูกกฎหมายและตรวจสอบได้

หลังจากรัฐจับกุมพวกเขาแล้ว แอดอยากให้รัฐถามตัวเองด้วยว่า ช่องว่างอะไรทำให้คนต้องสร้างบริการแบบนี้ขึ้นมาเองเพราะถ้าเราแก้ปัญหาแค่ปลายเหตุ วันหนึ่งอาจจับที่หนึ่งได้ อีกวันก็จะมีที่ใหม่เกิดขึ้นอีก

ส่วนสื่อเองก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามเรื่องการทำผิดกฎหมายเต็มที่ แต่ถ้าทุกครั้งที่เห็นคำว่าแรงงานเมียนมาแล้วต้องรีบโยงไปถึงแย่งงานคนไทย เราอาจไม่ได้กำลังทำข่าวให้สังคมเข้าใจปัญหา แต่อาจกำลังทำให้ความกลัวของคนกลายเป็นพาดหัวข่าวแทนข้อเท็จจริง พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นคลิกเบทเพื่อสร้างอคติก็เท่านั้น อย่าเรียกตัวเองว่าสื่อมวลชน หรือเอาคำว่า 'Times' มาใส่ในชื่อเลย

ถ้าการเลี้ยงเด็กเดือนละ 1,000 บาทถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่มาแย่งงานคนไทย แอดก็อยากถามกลับว่า มีธุรกิจของคนไทยที่สามารถดูแลเด็กด้วยต้นทุนระดับนี้จริงหรือเปล่า

ถ้ามี ก็บอกกันหน่อยครับ ถ้าไม่มี ก็คงต้องถามต่อว่า แล้วเรากำลังแข่งกันเรื่องอะไร? บางทีเรื่องนี้อาจไม่ได้เกี่ยวกับต่างด้าวแย่งงานคนไทยเลย แต่อาจเป็นเรื่องของแรงงานที่ประเทศไทยต้องการ ครอบครัวที่เกิดขึ้นจริง และระบบบริการสังคมที่ยังไม่มีที่ทางให้พวกเขามากพอ และแอดค่อนข้างแน่ใจว่า ถ้าเราเริ่มต้นจากคำถามนี้ เราจะเข้าใจข่าวนี้ต่างออกไปมาก

ก้าวด้วยกัน ไปได้ไกล !

เขียนโดย #แอดมินลี้หลีกภัยพาล

#ข้ามเส้น #แรงงานข้ามชาติ #แรงงานเมียนมา #เด็กข้ามชาติ #สิทธิเด็ก #เนอสเซอรี่ #ภูเก็ต #แย่งงานคนไทย #ผู้ลี้ภัยไม่ใช่ภัย

"9 ปีของโรฮิงญา กับคำถามง่าย ๆ ว่า เมื่อไหร่พวกเขาจะได้กลับบ้าน"วันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ชาวโรฮิงญาหลายหมื่นคนในค่ายผู...
08/27/2026

"9 ปีของโรฮิงญา กับคำถามง่าย ๆ ว่า เมื่อไหร่พวกเขาจะได้กลับบ้าน"

วันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ชาวโรฮิงญาหลายหมื่นคนในค่ายผู้ลี้ภัยบริเวณค็อกซ์บาซาร์ ประเทศบังกลาเทศ ออกมารวมตัวกันในวาระครบรอบ 9 ปีของเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาต้องหนีออกจากรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา สิ่งที่พวกเขาเรียกร้องฟังดูเรียบง่ายมาก พวกเขาอยากกลับบ้าน และอยากให้ประชาคมระหว่างประเทศช่วยทำให้การกลับบ้านนั้นเกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัย

9 ปีอาจเป็นเพียงตัวเลขสำหรับคนที่มองจากระยะไกล แต่สำหรับคนที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย 9 ปีคือช่วงชีวิตที่ยาวนานมาก ปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยจากเมียนมามากกว่า 1 ล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่รอบค็อกซ์บาซาร์ ส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮิงญาที่หนีข้ามพรมแดนในปี 2560 หลังการปราบปรามทางทหารในรัฐยะไข่ ซึ่งมีรายงานเรื่องการสังหารพลเรือน การเผาหมู่บ้าน ความรุนแรงทางเพศ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง จนมีชาวโรฮิงญามากกว่า 700,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเกิดภายในเวลาไม่กี่เดือน

พวกเขาไม่ได้หนีเพราะอยากเป็นผู้ลี้ภัย และคงไม่มีใครอยากใช้ชีวิตอยู่ในค่ายไปตลอดชีวิต สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการมาตลอดคือการได้กลับไปยังบ้านเกิดของตัวเอง แต่ปัญหาคือคำว่า “กลับบ้าน” สำหรับชาวโรฮิงญาไม่ได้หมายถึงเพียงการเดินทางข้ามพรมแดนกลับไปยังรัฐยะไข่ หากพื้นที่นั้นยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งและความรุนแรง การส่งคนกลับไปโดยไม่มีหลักประกันเรื่องความปลอดภัยก็อาจหมายถึงการส่งพวกเขากลับไปเผชิญกับเหตุการณ์แบบเดิมอีกครั้ง

ที่ผ่านมา บังกลาเทศเคยพยายามเริ่มกระบวนการส่งผู้ลี้ภัยกลับเมียนมา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะผู้ลี้ภัยจำนวนมากยังไม่มั่นใจว่าการกลับไปจะปลอดภัย และรัฐบาลบังกลาเทศก็ยืนยันว่าจะไม่บังคับให้ใครกลับหากยังไม่พร้อม จุดนี้เองที่ทำให้เรื่องโรฮิงญาซับซ้อนกว่าการพูดว่า “ถึงเวลาส่งกลับบ้านได้แล้ว” เพราะคำถามสำคัญคือ บ้านที่พวกเขาจะกลับไปนั้นยังปลอดภัยสำหรับพวกเขาหรือไม่ และพวกเขาจะกลับไปในฐานะอะไร มีสิทธิอะไร และได้รับหลักประกันอะไรจากรัฐเมียนมา

สถานการณ์ในรัฐยะไข่ในเวลานี้ก็ยังไม่เอื้อต่อการส่งกลับอย่างปลอดภัย ความขัดแย้งยังดำเนินต่อไป ความต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพิ่มขึ้น และการโจมตีต่อพื้นที่พลเรือน รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงความช่วยเหลือ กำลังทำให้สถานการณ์ของผู้คนในพื้นที่เลวร้ายลงกว่าเดิม หลายประเทศและสหภาพยุโรปจึงยังเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศสนับสนุนชาวโรฮิงญาและหาทางสร้างเงื่อนไขที่ทำให้การกลับบ้านเกิดขึ้นได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี

เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ชาวโรฮิงญาจำนวนหนึ่งพยายามเดินทางออกจากบังกลาเทศและเมียนมาผ่านเส้นทางในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย ในช่วงวิกฤตเรือโรฮิงญาที่เคยเกิดขึ้น ทางการไทยเคยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเบื้องต้น ทั้งอาหาร น้ำ ยารักษาโรค และการช่วยเหลือเรื่องเครื่องยนต์เรือ ก่อนที่เรือเหล่านั้นจะเดินทางต่อไปยังประเทศปลายทางอย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย เรื่องเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาผู้ลี้ภัยไม่ได้หยุดอยู่ตรงเส้นเขตแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันทั้งภูมิภาค

สิ่งที่น่าเศร้าคือ เด็กโรฮิงญาจำนวนหนึ่งเกิดในค่ายและเติบโตขึ้นมาโดยไม่เคยใช้ชีวิตในบ้านเกิดของพ่อแม่ บางคนอาจรู้จักรัฐยะไข่จากคำบอกเล่าของคนรุ่นก่อนเท่านั้น ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ความหวังที่จะได้กลับบ้านก็ยิ่งกลายเป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่ต้องรับช่วงต่อจากพ่อแม่ ทั้งที่พวกเขาเองไม่ได้เป็นผู้ก่อความขัดแย้งและไม่ได้มีส่วนตัดสินใจใด ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการพูดถึงโรฮิงญาในฐานะปัญหาผู้ลี้ภัยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะเบื้องหลังตัวเลขนับล้านคนคือชีวิตของผู้คนที่ต้องสูญเสียบ้าน สูญเสียทรัพย์สิน สูญเสียโอกาสทางการศึกษา และต้องใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องเรียกว่าบ้านชั่วคราวเป็นเวลานานถึง 9 ปี

การที่ชาวโรฮิงญาออกมาเรียกร้องในวันที่ 25 สิงหาคมจึงมีความหมายมากกว่าการรำลึกถึงอดีต พวกเขากำลังบอกโลกอีกครั้งว่า พวกเขาไม่ได้ต้องการอยู่ในค่ายตลอดไป พวกเขาต้องการกลับบ้าน แต่การกลับบ้านนั้นต้องเกิดขึ้นเมื่อเงื่อนไขเอื้อให้พวกเขากลับไปใช้ชีวิตได้จริง ไม่ใช่กลับไปอยู่ในความหวาดกลัวแบบเดิม

9 ปีผ่านไป คำถามจึงยังคงอยู่ที่เดิมว่า เมื่อไหร่ชาวโรฮิงญาจะสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย และเมื่อถึงวันนั้น บ้านที่พวกเขากลับไปจะเป็นบ้านที่มีสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีรอพวกเขาอยู่จริงหรือไม่

เราอาจไม่มีคำตอบว่าจะต้องรออีกกี่ปี แต่เราเชื่อว่าอย่างน้อยที่สุด โลกไม่ควรปล่อยให้การถูกบังคับให้พลัดถิ่นกลายเป็นชะตากรรมถาวรของคนทั้งรุ่น

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นโรฮิงญา เมียนมา บังกลาเทศ หรือคนจากประเทศไหนก็ตาม ความปรารถนาที่อยากกลับไปใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในบ้านของตัวเอง ไม่ควรเป็นสิทธิที่ต้องรอให้ใครอนุญาต
9 ปีแล้ว พวกเขายังรอวันกลับบ้าน

ก้าวด้วยกัน ไปได้ไกล !

เขียนโดย #แอดมินลี้หลีกภัยพาล

#ข้ามเส้น #โรฮิงญา #ผู้ลี้ภัยไม่ใช่ภัย #เมียนมา #บังกลาเทศ #ค็อกซ์บาซาร์ #สิทธิมนุษยชน #กลับบ้านอย่างปลอดภัย

เมื่อไม่กี่วันก่อน “ข้ามเส้น” เคยเขียนถึงกรณี นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง หลังถูกพาดหัวโจมตีว...
08/25/2026

เมื่อไม่กี่วันก่อน “ข้ามเส้น” เคยเขียนถึงกรณี นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยาง หลังถูกพาดหัวโจมตีว่า “พบพิรุธ” จากการออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องการศึกษาของเด็กในพื้นที่พักพิงชั่วคราว

ตอนนั้นเราโยนคำถามไปในเพจง่าย ๆ ว่า จากหัวข้ออย่าเรียกการทำหน้าที่ของหมอว่าพิรุธเพียงเพราะคนที่หมอดูแลคือผู้ลี้ภัย

วันนี้มีคำตอบจากหน่วยงานรัฐออกมาแล้ว โดยวันที่ 25 สิงหาคม 2569 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตากออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 หลังตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว โดยระบุชัดว่า การแสดงความคิดเห็นของ ผอ.โรงพยาบาลท่าสองยาง เป็นการแสดงความคิดเห็นในมิติด้านมนุษยธรรมและการคุ้มครองเด็กซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง โดยคำนึงถึงหลักสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของเด็ก

ที่สำคัญที่สุดคือไม่ปรากฏหลักฐานว่า นพ.ธวัชชัย ฝ่าฝืนระเบียบหรือกฎหมาย ใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือได้รับเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ใด ๆ จากกรณีนี้
พูดง่าย ๆ คือ สิ่งที่ถูกทำให้ดูเหมือนเป็น “พิรุธ” ในพาดหัวข่าวของ The Critics นั้น เมื่อรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ได้พบความผิดตามที่ถูกตั้งข้อสงสัย

จึงมีคำถามย้อนกลับไปว่าไม่ได้มีแค่ว่า “หมอผิดหรือไม่” ก่อนจะเอาคำว่า “พิรุธ” ไปแปะบนชื่อคนทำงานชายแดน สื่อได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงมากพอแล้วหรือยัง?

เพราะคุณหมอธวัชชัยไม่ใช่คนที่เพิ่งเดินเข้ามาในพื้นที่เมื่อวานนี้ แต่เขาทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลท่าสองยางและพื้นที่ชายแดนมานานกว่า 25 ปี ทำงานกับประชาชนในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งเรื่องสุขภาพ ความยากจน การเคลื่อนย้ายประชากร และผู้ลี้ภัย

ในช่วงเวลาที่ค่ายพักพิงกำลังเผชิญปัญหาความช่วยเหลือที่ลดลง บุคลากรสาธารณสุขชายแดนยังต้องทำหน้าที่ดูแลสุขภาพของคนที่อยู่ตรงนั้น

ในโลกความเป็นจริง โรคไม่เคยถามว่าคนป่วยถือสัญชาติอะไร การดูแลสุขภาพคนในค่ายจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการช่วยคนอื่น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพของชุมชนชายแดนทั้งหมดด้วย

นอกจากนี้ การศึกษาเองก็ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องของกาาดันลูกต่างด้าวเข้าโรงเรียนไทยอย่างง่าย ๆ เพราะสิ่งที่หมอกำลังพูดถึงคือเด็ก เด็กที่ไม่ได้เป็นคนเลือกว่าจะเกิดที่ไหน ไม่ได้เป็นคนเลือกว่าจะต้องอยู่ในค่ายหรือไม่ และไม่ได้เป็นคนเลือกสถานะทางกฎหมายของตัวเอง

การศึกษาที่ดีไม่ได้ทำให้ประเทศไทยอ่อนแอ ตรงกันข้าม มันคือหนึ่งในเครื่องมือที่จะทำให้เด็กเหล่านี้มีสุขภาพที่ดีขึ้น เข้าใจภาษาและสังคมไทยมากขึ้น และสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้ดีขึ้นในระยะยาว

เรื่องนี้จึงไม่ควรถูกลดทอนเหลือเพียงคำว่าต่างด้าว
และไม่ควรใช้ความกลัวคนต่างชาติเป็นเชื้อเพลิงเพื่อทำให้คนทำงานด้านมนุษยธรรมกลายเป็นผู้ต้องสงสัย
เพราะถ้าเราตั้งคำถามเรื่องกฎหมาย งบประมาณ หรือความมั่นคง ตั้งได้เต็มที่เลยครับ แต่ถ้าจะกล่าวหาว่าใครมี “พิรุธ” ก็ควรมีหลักฐานรองรับคำกล่าวหานั้นด้วย
ไม่ใช่โยนคำแรง ๆ ออกมาก่อน แล้วปล่อยให้คนที่ถูกกล่าวหาต้องใช้เวลาหลายวัน (บางคนก็หลายต่อหลายปี) พิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด

วันนี้ สสจ.ตากตรวจสอบแล้วและบอกว่าไม่พบความผิดของหมอ ทีนี้คำถามที่เหลืออยู่คือ แล้วคำว่าพิรุธที่พวกคนรักชาติมากกว่าใครโยนเข้าไปในสังคม จะมีใครรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนทำงานชายแดนบ้าง?หรือในยุคที่ยอดแชร์สำคัญกว่าความจริง คนทำงานที่ดูแลคนเปราะบางก็ต้องยอมเป็นเป้าเพียงเพราะเขาเลือกจะไม่มองคนด้วยสายตาแบบ เรา–เขา

ก้าวด้วยกัน ไปได้ไกล !

เขียนโดย #แอดมินลี้หลีกภัยพาล

#ข้ามเส้น #หมอชายแดน #ผู้ลี้ภัยไม่ใช่ภัย #เด็กทุกคนควรได้เรียน #ท่าสองยาง #ตาก #มนุษยธรรม #การศึกษา #สาธารณสุขชายแดน #ข่าวที่คุณวางใจ

Address

ทุกที่บนโลกใบนี้ที่พอจะมีสัญญาณ
Los Angeles, CA

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when ข้ามเส้น - Kamsen posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Shortcuts

Share

Category