ชาลีคลินิกแล็บ คลินิกเทคนิคการแพทย์

ชาลีคลินิกแล็บ  คลินิกเทคนิคการแพทย์ ชาลีคลินิกแล็บ คลินิกเทคนิคการแพทย์ บริการตามมาตรฐานวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ เลขที่อนุมัติ ฆสพ.อต. ๑๖/๒๕๖๘

- โรคกระเพาะอาหาร เป็นโรคที่คนไทยจำนวนไม่น้อยพบเจอกันกับโรคนี้ครับ โดยสาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร**โรคกระเพาะอาหารมี สาเหตุ...
18/05/2026

- โรคกระเพาะอาหาร เป็นโรคที่คนไทยจำนวนไม่น้อยพบเจอกันกับโรคนี้ครับ โดยสาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร**โรคกระเพาะอาหารมี สาเหตุหลักจากการเสียสมดุลของกรดภายในกระเพาะอาหาร ที่ไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร เนื่องจากการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น อาหารไขมันสูงและอาหารรสจัด รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตครับ เช่น ความเครียด รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา การดื่มแอลกฮอล์ และการรับประทานยาบางชนิด และอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้คือ การติดเชื้อ Helicobacter pylori หรือ H.pylori ครับ โดยมีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่มีภาวะโรคกระเพาะอาหาร มักจะมีเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้อยู่ที่เยื่อบุกระเพาะอาหารมากถึง 90% (อ้างอิงข้อมูลจาก** https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/november-2020/hpylori-stomach-ulcers-stomach-cancer) การติดต่อของเชื้อสามารถติดต่อได้จากคนสู่คน การรับประทานอาหารและใช้อุปกรณ์ที่ปนเปื้อน เชื้อจะเข้าสู่กระเพาะอาหารและเคลื่อนที่เข้าสู่เซลล์ของกระเพาะอาหาร ซึ่งทุกท่านอาจเคยได้ยินกันมาบ้างว่า กระเพาะอาหารของเรานั้นมีฤทธิ์เป็นกรด จากกรดที่ใช้ในการย่อยอาหาร มันน่าจะต้องย่อยเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ได้ แต่แบคทีเรียตัวนี้มีความสามารถพิเศษครับ คือ มันสามารถที่จะสร้างเกราะป้องกันการถูกย่อยจากกรดในกระเพาะอาหารได้ ทำให้สามารถอยู่รอดในกระเพาะอาหารได้ โดยเชื้อสามารถที่จะอยู่ในกระเพาะผู้ติดเชื้อได้นานนับ 10 ปีโดยผู้ที่ติดเชื้อไม่แสดงอาการเลยครับ โดยเชื้อจะทำให้ความแข็งแรงผิวเยื่อบุลดลง ส่งผลให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังหรือเกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ครับ
- สำหรับอาการที่พบได้ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ H.pylori คือ มีอาการปวดท้องเป็นๆหายๆ เรื้อรัง บริเวณใต้ลิ้นปี่ มีอาการปวดสัมพันธ์กับมื้ออาหาร เช่น ก่อนหรือหลังมื้ออาหาร มีอาการปวดแสบ จุกแน่น หรือในกรณีที่เป็นรุนแรง สามารถที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือบริเวณลำไส้เล็กส่วนต้นจนมีอาการเลือดออกในระบบทางเดินอาหารได้ครับ
- ในส่วนของการรักษา ปัจจุบันมีแนวทางในการรักษาได้หลายวิธีเลยครับ เช่น การส่องกล้องเพื่อเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อในกระเพาะอาหาร การตรวจอุจาระเพื่อหาซากเชื้อหรือโปรตีนของเชื้อที่หลุดออกมาในอุจจาระ ซึ่งวิธีนี้มีความแม่นยำถึง 98 % ในการที่จะตรวจพบเชื้อเลยครับ
- สำหรับคนที่กลัวว่าเมื่อเรามีการติดเชื้อดังกล่าวแล้วจะหายไหม ปัจจุบันมียาปฏิชีวนะที่สามารถที่จะรักษาให้โรคติดเชื้อนี้หายได้ครับ และวิธีการป้องกันการติดเชื้อนี้สามารถป้องกันได้โดย 1. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนที่จะจัดเตรียมหรือรับประทานอาหาร 2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ไม่สะอาด รวมถึงอาหารที่ปรุงไม่สุก และหากมีอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร หรือเป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุแท้จริง รวมถึงตรวจหาเชื้อ H.pylori ด้วยครับ ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/november-2020/hpylori-stomach-ulcers-stomach-cancer)

13/05/2026
 # Hanta virusสวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เราพูดถึงข่าวหนึ่งที่เป็นที่พูดถึงเกี่ยวกับการที่มีการระบาดไวรัสชนิดหนึ่งบนเรือสำร...
05/05/2026

# Hanta virus

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เราพูดถึงข่าวหนึ่งที่เป็นที่พูดถึงเกี่ยวกับการที่มีการระบาดไวรัสชนิดหนึ่งบนเรือสำราญกันครับ โดยอ้างอิงจากข่าวจากทาง https://www.bbc.com/thai/articles/cy8291nggego ได้มีรายงานผู้เสียชีวิต 3 รายที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ Hantavirus บนเรือสำราญ MV Hondius ซึ่งกำลังเดินทางอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก โดยมีรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อยืนยันทางห้องปฏิบัติการแล้ว 1 ราย และมีผู้ป่วยต้องสงสัยเพิ่มเติมอีกหลายราย หนึ่งในผู้ป่วยยังอยู่ใน ICU ที่ประเทศแอฟริกาใต้ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับเชื้อไวรัสฮันตา (Hanta virus)กันครับ

สำหรับเชื้อ hanta virus นั้น เป็นเชื้อที่พบได้ในสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู เป็นต้น โดยการที่คนจะติดเชื้อนั้นส่วนใหญ่จะเกิดมาจากการสัมผัสกับปัสสาวะหรืออุจจาระของหนู ซึ่งมีเชื้ออยู่ หรืออาจเกิดจากการกินอาหารที่ปนเปื้อน หรือล้างมือไม่ดีและนำเชื้อเข้าร่างกายผ่านทางเยื่อบุต่างๆเช่น ตา จมูก ปาก หรือการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป สำหรับการติดเชื้อ hanta virus นั้นสามารถทำให้เกิดโรค Hantavirus Pulmonary Syndrome (Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome): HCPS ซึ่งอาการของโรคในระยะแรกจะพบอาการเหมือนไข้หวัดทั่วไป แต่หลังจากนั้นจะพบอาการรุนแรงขึ้นที่ปอดทำให้เกิดอาการปอดบวม เกิดภาวะหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้ สำหรับการตรวจนั้นจะตรวจเป็นการหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ hanta virus เพื่อดูว่าผู้ป่วยนั้นมีการติดเชื้อหรือไม่ หรือทำการตรวจด้วยวิธี PCR (polymerase chain reaction) โดยทั่วไป Hantavirus ส่วนใหญ่ “ไม่ใช่โรคที่แพร่จากคนสู่คนง่าย” การติดเชื้อมักมาจากสัตว์ฟันแทะเป็นหลัก ซึ่งในเคสการติดเชื้อที่บนเรือสำราญนี้อาจต้องมีการสืบสวนโรคต่อไปว่าเกิดจากสาเหตุใด

สำหรับแนวทางในการป้องกันการติดเชื้อ hanta virus หัวใจสำคัญคือการ **หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับหนูและสิ่งคัดหลั่งของหนู** เนื่องจากไวรัสชนิดนี้แพร่กระจายผ่านทางปัสสาวะ อุจจาระ และน้ำลายของสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะเมื่อสิ่งเหล่านั้นแห้งและกลายเป็นละอองฝอยในอากาศให้เราสูดดมเข้าไป และกำจัดแหล่งรังโรคที่อาจเป็นที่อยู่ของหนู เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.bbc.com/thai/articles/cy8291nggego

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=122110515849208187&id=61586245633353

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับบริการ👉 สามารถดื่มน้ำเปล่าได้👉 พักผ่อนให้เพียงพอ👉 ตรวจน้ำตาลในกระแสเลือด งดอาหาร 6-8 ชั่วโมง👉 ตรว...
28/04/2026

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับบริการ
👉 สามารถดื่มน้ำเปล่าได้
👉 พักผ่อนให้เพียงพอ
👉 ตรวจน้ำตาลในกระแสเลือด งดอาหาร 6-8 ชั่วโมง
👉 ตรวจสุขภาพประจำปี/ตรวจไขมันครบชุด งดอาหาร 10-12 ชั่วโมง
👉 ตรวจการทำงานของตับ ไต ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ไม่ต้องงดอาหาร🙅‍♂️🍲

🗓️ เปิดให้บริการทุกวัน
จันทร์ - ศุกร์ :
เช้า 07.00 - 08.20 น.
เย็น 17.30 - 20.00 น.

เสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดราชการ :
เช้า 07.00 - 12.00 น.
เย็น ปิดทำการ

สนใจติดต่อรับบริการและปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ :
📲 Tel : 08-9705-4217
👨‍💻Inbox page facebook ชาลีคลินิกแล็บ คลินิกเทคนิคการแพทย์

 # อัพเดทความรู้การตรวจเลือดสวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นเรื่องการเตรียมตัวก่อนที่จะเจาะเลือดกันครับ ก่อนหน...
26/04/2026

# อัพเดทความรู้การตรวจเลือด

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นเรื่องการเตรียมตัวก่อนที่จะเจาะเลือดกันครับ ก่อนหน้านี้เวลาเราไปหาหมอที่โรงพยาบาลหรือเจาะเลือดตรวจสุขภาพ มีการบอกการเตรียมตัวเบื้องต้นก่อนมาเจาะเลือดว่า ให้คนไข้งดน้ำงดอาหาร พักผ่อนให้เพียงพอก่อนการเจาะเลือด โดยประเด็นที่มีการพูดถึงกันในช่วงนี้คือไม่จำเป็นที่จะต้องงดน้ำก่อนมาตรวจเลือด แล้วทำไมในสมัยก่อนเราถึงเขียนหรือบอกคนไข้ว่าให้งดน้ำงดอาหารละถ้าอย่างนั้น สาเหตุที่ในสมัยก่อนมีการบอกแบบนั้นเนื่องจากว่า

1. **การตรวจระดับน้ำตาล:** อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นทันที การงดอาหารช่วยให้เห็นระดับน้ำตาลพื้นฐานขณะอดอาหาร (Fasting Blood Sugar)
2. **การตรวจไขมัน:** อาหารประเภทไขมันส่งผลโดยตรงต่อค่า Triglyceride หากกินอาหารมา ผลตรวจอาจแสดงค่าไขมันที่สูงกว่าความเป็นจริง
3. **ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์:** เป็นวิธีที่ใช้อ้างอิงทางคลินิกเพื่อให้ได้ค่าเฉลี่ยที่สมบูรณ์ที่สุดก่อนการวินิจฉัย

และด้วยความที่ว่าบางทีแพทย์กลัวคนไข้จะไปกินน้ำหวานหรือน้ำต่างๆที่อาจจะมารบกวนทำให้ค่าเลือดไม่ใช่ค่าที่แท้จริงแต่ถูกรบกวนจากอาหารที่กินเข้าไป แพทย์เลยเขียนหรือบอกคนไข้ไปเลยว่า ให้งดน้ำงดอาหารครับ แต่ปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น จาก **FLM (European Federation of Clinical Chemistry and Laboratory Medicine):** คณะทำงานด้านกระบวนการก่อนการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ (Working Group on Preanalytical Phase - WG-PRE) ของยุโรป ได้ออกแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสำหรับการเตรียมตัวก่อนเจาะเลือด ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า: *“Fasting should last for 12 h. Water consumption is permitted.”* (ควรงดอาหาร 12 ชั่วโมง **โดยอนุญาตให้ดื่มน้ำเปล่าได้**) (**เปเปอร์อ้างอิง:** Simundic AM, et al. *Standardization of collection requirements for fasting samples: for the Working Group on Preanalytical Phase (WG-PA) of the European Federation of Clinical Chemistry and Laboratory Medicine (EFLM).* (เผยแพร่ในวารสาร Clinica Chimica Acta) และในประเทศไทยเอง เช่น **คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล**ได้ระบุไว้ในในคู่มือการเตรียมตัวก่อนตรวจเลือดของโรงพยาบาลศิริราช ระบุชัดเจนในหมวดการตรวจหาปริมาณน้ำตาลและไขมันในเลือดว่า:*"ควรงดอาหารนาน 8–12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด **(ดื่มน้ำเปล่าได้)**"* ครับ ซึ่งข้อดีของการที่ว่าทำไมการ "ดื่มน้ำเปล่า" ถึงดีกว่าการ "อดน้ำ" ก่อนเจาะเลือด?ในทางเทคนิคการแพทย์ (Preanalytical Variables) การอดน้ำเปล่าจะส่งผลเสียต่อผลเลือดมากกว่าผลดีครับ คือ

1. **ค่าไตและค่าความเข้มข้นเลือดเพี้ยน:** การขาดน้ำ (Dehydration) จะทำให้เลือดหนืดขึ้น ส่งผลให้ค่าการทำงานของไต เช่น BUN (Blood Urea Nitrogen) และ Creatinine สูงกว่าความเป็นจริง หลายคนตกใจนึกว่าตัวเองเป็นโรคไตเสื่อม ทั้งที่จริงๆ แค่ขาดน้ำ
2. **เส้นเลือดตีบ เจาะยาก เจ็บตัวฟรี:** เมื่อร่างกายขาดน้ำ ปริมาตรน้ำในหลอดเลือดจะลดลง ทำให้เส้นเลือดแฟบและหาเส้นยาก พยาบาลหรือนักเทคนิคการแพทย์จะต้องคลำหาเส้นเลือดนานขึ้น หรืออาจต้องเจาะซ้ำหลายรอบ
3. **ลดอาการหน้ามืด:** การงดอาหารนานๆ ทำให้ร่างกายขาดพลังงานอยู่แล้ว หากขาดน้ำด้วยจะยิ่งเสี่ยงต่อภาวะความดันตกหรือเป็นลมหลังถูกดูดเลือดออกไป

**ข้อควรระวัง:** ข้อมูลทั้งหมดนี้ใช้สำหรับการ **"เจาะเลือดตรวจสุขภาพ"** เท่านั้นนะครับ น้ำที่ดื่มต้องเป็น **"น้ำเปล่าบริสุทธิ์"** (ห้ามใส่น้ำยาอุทัยทิพย์ ห้ามผสมวิตามิน ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลมเด็ดขาด) เพราะการที่ใส่สิ่งเหล่านี้เข้าไป อาจทำให้ค่าเลือดที่ได้ไม่ใช่ค่าที่แท้จริงครับ

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามารู้จักโรคที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันในช่วงเวลานี้กันครับ ซึ่งมีข่าวผู้ป่วยมีอาการพบปอดเป็นผ้าแ...
20/04/2026

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามารู้จักโรคที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันในช่วงเวลานี้กันครับ ซึ่งมีข่าวผู้ป่วยมีอาการพบปอดเป็นผ้าและมีหนองที่ปอด หลังจากนั้นแพทย์ได้วินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรค เมลิออยโดสิส ( Melioidosis) และผู้ป่วยได้เสียชีวิตในเวลาถัดมา วันนี้เรามาทำความรู้จักกับโรคนี้กันครับ

สำหรับโรคเมลิออยโดสิส เป็นโรคที่เกิดมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดชื่อว่า ***Burkholderia pseudomallei*** เป็นเชื้อประจำถิ่นที่ชอบ **ภูมิอากาศเขตร้อนชื้น (Tropical climates)** แหล่งที่พบการกระจายตัวชุกชุมที่สุดในโลกคือ **เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงไทย)** และ **ตอนเหนือของออสเตรเลีย** (ประเทศในเขตหนาวมักไม่พบเชื้อนี้ตามธรรมชาติ) สำหรับ**พื้นที่ในประเทศไทย:** สามารถพบผู้ป่วยได้ทุกภาค แต่จะพบการกระจายตัวของเชื้อหนาแน่นและมีอัตราผู้ป่วยสูงสุดใน **ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน)** โดย**ลักษณะดินและน้ำที่เชื้อชอบ:** เชื้อชอบอาศัยในดินชื้นแฉะ ดินร่วนปนทราย ทุ่งนา และแหล่งน้ำขัง (Stagnant water) ในสภาวะปกติเชื้ออาจฝังตัวอยู่ลึกลงไปในดิน (ประมาณ 30-60 เซนติเมตร) แต่เมื่อเกิดพายุฝนตกหนักหรือน้ำท่วม เชื้อจะถูกน้ำชะล้างหรือดันขึ้นมาอยู่บนผิวดินและผิวน้ำ ทำให้คนมีโอกาสสัมผัสและรับเชื้อได้ง่ายขึ้นในช่วงฤดูฝนครับ ซึ่งเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านบาดแผล ผ่านการที่เรากินน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือผ่านการสูดดมหายใจเอาเชื้อเข้าไปครับ โดยเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะเริ่มทำงานตามลำดับขั้น ทว่าความอันตรายของโรคนี้อยู่ที่ **"ความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน"** ของตัวเชื้อเองครับ:

- **ปราการด่านแรก (Physical Barriers):** ผิวหนังที่สมบูรณ์และเยื่อเมือกต่างๆ รวมถึงกรดในกระเพาะอาหาร จะทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชื้อแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือด
- **ระบบภูมิคุ้มกันระดับเซลล์ (Cellular Immunity):** หากเชื้อหลุดรอดเข้ามาได้ ร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาว (เช่น Macrophages และ Neutrophils) มาทำลายเชื้อด้วยกระบวนการกลืนกินเชื้อ (Phagocytosis)
- **กลไกความร้ายกาจของเชื้อเมลิออยด์ (Intracellular Survival):** เชื้อชนิดนี้มีความสามารถพิเศษในการเอาตัวรอด **"ภายใน"** เซลล์เม็ดเลือดขาว เมื่อถูกกลืนกินเข้าไป เชื้อจะหลั่งสารที่ทำลายถุงหุ้มภายในเม็ดเลือดขาว ทำให้มันไม่ถูกย่อยสลาย แต่กลับอาศัยเม็ดเลือดขาวเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และใช้เป็นพาหะในการเดินทางกระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆ ทั่วร่างกาย (เสมือนม้าโทรจัน) นำไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่รุนแรง

ในทางการแพทย์ กลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางภูมิคุ้มกัน (Immunocompromised) ซึ่งทำให้ร่างกายไม่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อได้:

- **ผู้ป่วยโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus):** เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่ง ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังจะขัดขวางการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ความสามารถในการเคลื่อนที่ไปหาเชื้อและการทำลายเชื้อลดลงอย่างมาก
- **ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease):** ภาวะของเสียสะสมในเลือด (Uremia) ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมทำงานผิดปกติและมีภาวะอักเสบเรื้อรัง ทำให้ร่างกายอ่อนแอต่อการติดเชื้อ
- **ผู้ป่วยธาลัสซีเมียและโรคตับ (Thalassemia & Liver Diseases):** ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมี **ภาวะเหล็กเกิน (Iron overload)** ในร่างกาย ซึ่งธาตุเหล็กเป็นสารอาหารสำคัญที่เชื้อ B. pseudomallei นำไปใช้ในการเจริญเติบโตและเพิ่มความรุนแรงของโรค
- **ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressive Therapy):** เช่น ผู้ป่วยที่ใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง ผู้ป่วยโรคลูปัส (SLE) หรือผู้ป่วยมะเร็งที่รับยาเคมีบำบัด ยาเหล่านี้จะกดการสร้างและการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ไม่มีกลไกต่อต้านเชื้อโรคที่เพียงพอ

สำหรับแนวทางการป้องกันโรคเมลิออยโดสิสสามารถป้องกันได้โดย

**1. การป้องกันการสัมผัสทางผิวหนัง (Physical Protection)**

- **หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง:** หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำท่วมขัง ย่ำโคลน หรือแช่น้ำเป็นเวลานาน โดยเฉพาะหลังพายุฝน
- **ใส่อุปกรณ์ป้องกัน:** หากมีความจำเป็นต้องทำงานเกษตรกรรม หรือต้องเดินลุยน้ำขัง **ต้องสวมรองเท้าบูทยาง ถุงมือยาง และกางเกงขายาว** เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหนังเปล่าๆ สัมผัสกับดินและน้ำ
- **การจัดการเมื่อเกิดบาดแผล:** * หากมีบาดแผล รอยถลอก หรือรอยแผลจากแมลงกัดต่อย ควรรักษาความสะอาดและใช้พลาสเตอร์ปิดแผลให้มิดชิด
- หากแผลบังเอิญไปสัมผัสดินหรือน้ำขัง **ให้รีบล้างออกด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที** เช็ดให้แห้ง แล้วทายาฆ่าเชื้อ (เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน)

**2. สุขอนามัยในการบริโภค (Water & Food Safety)**

- **ดื่มน้ำที่ปลอดภัย:** ดื่มเฉพาะน้ำที่ผ่านการต้มสุก หรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน (หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำบาดาล หรือน้ำจากแหล่งธรรมชาติที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ)
- **ทานอาหารปรุงสุก:** รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ เสมอ และล้างผักผลไม้ให้สะอาดเพื่อชะล้างดินที่อาจติดมา

**3. การป้องกันทางระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Precautions)**

- **หลีกเลี่ยงฝุ่นดินและพายุ:** ในช่วงที่มีพายุฝนลมแรง หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในบริเวณที่ฝุ่นดินฟุ้งกระจาย เพื่อป้องกันการสูดดมละอองที่มีเชื้อเข้าไปในปอด
- **สวมหน้ากากอนามัย:** หากต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นดินหรือละอองน้ำสูง การสวมหน้ากากอนามัยสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้

**4. การเฝ้าระวังอาการสำหรับกลุ่มเสี่ยง (Early Warning & Action)**

- **สังเกตอาการไข้:** หากผู้ป่วยเบาหวาน โรคไต หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ **มีอาการไข้สูงติดต่อกันเกิน 2-3 วัน** หรือมีแผลอักเสบเรื้อรัง ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
- **แจ้งประวัติความเสี่ยง:** สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อไปพบแพทย์คือ **ต้องแจ้งประวัติการลุยน้ำ ลุยโคลน หรือสัมผัสดินให้แพทย์ทราบเสมอ** เพื่อให้แพทย์ฉุกใจคิดถึงโรคนี้ และทำการเจาะเลือดตรวจหาเชื้อได้อย่างทันท่วงที ก่อนเข้าสู่ช่วงวิกฤตครับ

อ้างอิง

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%AA/

Department of Microbiology, Faculty of Medicine Siriraj Hospital. (2021). Medical microbiology volume 1. Department of Microbiology.)

สืบสานประเพณีไทยรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์และพยาธิวิทยาคลินิกโรงพยาบาลอุตรดิตถ์สวัสดีปีใหม่ไทย 2569 ครั...
10/04/2026

สืบสานประเพณีไทยรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่
กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์และพยาธิวิทยาคลินิก
โรงพยาบาลอุตรดิตถ์

สวัสดีปีใหม่ไทย 2569 ครับ

สวัสดีปีใหม่ 2569
03/01/2026

สวัสดีปีใหม่ 2569

เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี 2568 แล้ว ร่วมใส่ใจสุขภาพกับชาลีคลินิกแล็บ ตรวจก่อนป่วย ป่วยแล้วรู้ไว มาตรวจสุขภาพกันนะครับ
04/12/2025

เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี 2568 แล้ว
ร่วมใส่ใจสุขภาพกับชาลีคลินิกแล็บ
ตรวจก่อนป่วย ป่วยแล้วรู้ไว มาตรวจสุขภาพกันนะครับ

ร่วมงานวิ่งUTTARADIT Ultra Marathon First Series Nongpralae 10 Hours 2025
04/12/2025

ร่วมงานวิ่ง
UTTARADIT Ultra Marathon First Series Nongpralae 10 Hours 2025

ที่อยู่

49 ถนนราษฎร์สนาน ต. ท่าอิฐ อ. เมือง จ. อุตรดิตถ์
Uttaradit
53000

เวลาทำการ

จันทร์ 07:00 - 08:30
17:30 - 20:30
อังคาร 07:00 - 08:30
17:30 - 20:30
พุธ 07:00 - 08:30
17:30 - 20:30
พฤหัสบดี 07:00 - 08:30
17:30 - 20:30
ศุกร์ 07:00 - 08:30
17:30 - 20:30
เสาร์ 07:00 - 13:00
อาทิตย์ 07:00 - 13:00

เบอร์โทรศัพท์

0897054217

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ชาลีคลินิกแล็บ คลินิกเทคนิคการแพทย์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์