ไปวิ่งกัน

ไปวิ่งกัน เพจ "ไปวิ่งกัน" ให้ความรู้และเชิญชวนให้เพื่อนมาลองออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด อย่าง "วิ่ง" ไร้อุปกรณ์ ไร้สนาม ลองได้ง่าย ติดใจกันทุกคน

"ไปวิ่งกัน" 🏃‍♂️💨
เพจวิ่งสายเถลไถล ชวนออกนอกลู่มากกว่าชวนเข้าเส้นชัย 🏁
สาระไม่ต้องถาม... หาความขำเชิญทางนี้! 🤪

สนใจลงโฆษณา / สนับสนุนเพจ อินบ๊อกโล๊ด
ตอบช้า..แต่ตอบชัวร์

✉️ [email protected]

หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องไปวิ่งคนเดียว ไม่เหงาหรือไง?ประโยคนี้มันจี๊ดถึงใจ .. จริง ๆ นะ (ก็ไม่มึใครไปวิ่งด้วยนี่)เหตุผลอันด...
18/09/2026

หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องไปวิ่งคนเดียว ไม่เหงาหรือไง?

ประโยคนี้มันจี๊ดถึงใจ .. จริง ๆ นะ
(ก็ไม่มึใครไปวิ่งด้วยนี่)

เหตุผลอันดับแรกที่เป็นไปได้คือ "การหนี" เราหนีความวุ่นวายจากหน้าที่การงาน หนีบทสนทนาที่สูบพลังชีวิต และหนีสายตาคนรอบข้าง เพื่อปิดสวิตช์โลกภายนอก ไปกับเส้นทางวิ่งของเรา

"บทสนทนาระหว่างเสียงฝีเท้ากับพื้นถนน"

ช่วง กม. แรกๆ ความคิดยังตีกันยุ่งเหยิง แต่พอผ่านไปสัก กม. ที่ 3 จังหวะหายใจเริ่มคงที่ เสียงรอบข้างเริ่มเงียบลง และเสียงในหัวเริ่มดังขึ้น

มันไม่ใช่เสียงบ่น แต่คือ "เสียงของความจริง"
พื้นที่ปลอดภัยที่สุด คือพื้นที่ที่อยู่คนเดียว

ตอนวิ่งคนเดียว ไม่มีใครเห็นตอนเราหอบ ไม่มีใครตัดสินว่าเราวิ่งช้า ในพื้นที่ตรงนั้น เราได้ถอดหน้ากากทางสังคมออกจนหมด เหลือแค่ตัวตนดิบๆ

"ช่วงนี้เครียดเรื่องนี้มากเลยแหะ"

"ที่ผ่านมาเราแบกรับอะไรไว้เยอะเกินไปไหม"

ความจริงพวกนี้มันไม่ได้โผล่มาให้เห็นตอนเราไถมือถือ แต่มันรอจังหวะที่หัวใจเต้นแรงจากการวิ่ง เพื่อกระซิบให้เราฟัง​

วิ่งหนี..เพื่อ..วิ่งหา

ความเหงาที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่การวิ่งอยู่คนเดียว​ แต่คือการวิ่งอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายแต่รู้สึกโดดเดี่ยวต่างหาก

การวิ่งคนเดียว จึงไม่ใช่การตัดขาดจากโลก แต่เป็นการปลีกตัวออกมาเคลียร์พื้นที่ในใจ เพื่อกลับไปเจอโลกกว้างด้วยเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิมฅ

ครั้งหน้า... ถ้าชีวิตมันเริ่มเสียงดังเกินไป ลองคว้างรองเท้าออกไปวิ่งคนเดียว แล้วจะได้พบกับตัวเองระหว่างทาง พร้อมกับพูดเบาๆ ว่า

“เออ... จริงว่ะ ทำไมมันโล่งใจได้มากมายขนาดนี้”

#วิ่งคนเดียว
#ไปวิ่งกัน

 #ไปวิ่งกัน
17/09/2026

#ไปวิ่งกัน

กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้วจากความเกลียด สู่วันที่เลิกวิ่งไม่ได้ถ้ามีใครมาบอกเราว่า "ออกมาวิ่งระวังจะติดนะ" เราคงหัวเราะแห้งๆ...
17/09/2026

กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว
จากความเกลียด
สู่วันที่เลิกวิ่งไม่ได้

ถ้ามีใครมาบอกเราว่า "ออกมาวิ่งระวังจะติดนะ" เราคงหัวเราะแห้งๆ แล้วมองบนใส่แน่ๆ ก่อนเป็นแน่ เพราะเคยสัมผัสการวิ่งแล้วคือแบบว่า "ไม่ชอบเอาเสียเลย"

มันไม่ใช่แค่ไม่ชอบธรรมดานะ แต่มันคือศูนย์รวมของความทรมานเลยอ่ะ

เสียงในหัวของนักวิ่งมือใหม่ในวันแรก มักจะคิดถึงความชิล ลมพัดเย็นๆ วิ่งสวยๆ แบบในโฆษณา แต่ความเป็นจริงที่เจอกลับกันเลยเน้อ

เหนื่อย แบบหายใจกี่ทีก็ไม่เต็มอิ่ม หัวใจเต้นตึกตักดั่งจะทะลุอก

น่าเบื่อ ก้าวซ้ายเบื่อ ก้าวขวาเบื่อ บรรยากาศรอบข้างเป็นอย่างไร ไม่รู้สุขแล้ว มองไปข้างหน้าก็มีแต่ทางยาวเหยียดที่ไร้จุดหมาย

ท้อ วิ่งไปได้ไม่เท่าไร ตาก็คอยจ้องนาฬิกาว่าเมื่อไหร่จะครบระยะสักที

เจ็บและล้า ตื่นเช้ามาอีกวัน ขาตึง ลงบันไดมีร้องโอ๊ย สารพัดความทุกข์มากองให้เห็นแล้ว

ช่วงนั้นคำถามที่วนเวียนในหัวตลอดเวลาคือ "ฉันมาทำอะไรที่นี่" และ "มันทรมานจะตาย สนุกตรงไหน"

แล้ววันเวลาผ่านไป ความอดทนเล็กๆ น้อยๆ ในวันนั้นก็ค่อยๆ ทำหน้าที่ของมัน

จากที่เคยวิ่งได้แค่ไม่กี่ร้อยเมตรก็ต้องเดินสลับ เริ่มกลายเป็นวิ่งได้ต่อเนื่อง จากความเจ็บความล้าในวันแรกๆ ร่างกายเริ่มปรับตัวและแข็งแรงขึ้น ความเหนื่อยหอบเริ่มเปลี่ยนเป็นจังหวะการหายใจที่มั่นคง และในความน่าเบื่อนั้น สมองกลับเริ่มพบความสงบอย่างประหลาด

เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราได้อยู่กับตัวเอง ได้ยินเสียงหัวใจ ได้ฟังเสียงลมหายใจของตัวเอง โดยไม่มีเรื่องงานหรือความวุ่นวายภายนอกมารบกวน

จนกระทั่งวันหนึ่ง

วันที่ฝนตกแล้วออกไปวิ่งไม่ได้ แล้วรู้สึกหงุดหงิด

วันที่ตื่นเช้ามาแล้วไม่ได้รองเท้าคู่ใจไปแตะพื้น ถนน แล้วรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไปในชีวิต

วันที่ความสุขหลังวิ่งเสร็จ มันหอมหวานกลบความเหนื่อย ตอนเริ่มต้นไปจนหมด

มารู้ตัวอีกที ก็สายเสียแล้ว

คำว่า "สายเสียแล้ว" ในที่นี้ ไม่ใช่เพราะบาดเจ็บหรือทำอะไรผิดพลาด แต่เป็นเพราะ "หลงรักการวิ่งเข้าเต็มๆ จนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว"

จากคนเคยเกลียดเสียงนาฬิกาปลุกยามเช้า ตี 4 ตี 5 กลายเป็นคนที่ตื่นก่อนนาฬิกาปลุกเพื่อมารอแสงแรกของวัน บนรองเท้าวิ่งคู่โปรด จากคนที่มองว่า 5 กิโลเมตรคือระยะทางที่ไกลแสนไกล กลับกลายเป็นระยะทางกระชับมิตรที่วิ่งเสร็จแล้วยังมีรอยยิ้ม วิ่งไปคุยไปสบายๆ

สำหรับมือใหม่ หากเพิ่งเริ่มวิ่ง แล้วกำลังรู้สึกเหนื่อย ท้อ เจ็บ หรือตั้งคำถามว่าตัวเองมาทำอะไรตรงนี้ อยากให้อดทนและให้เวลากับมันอีกสักนิดเน้อบางที เพื่อนๆ อาจจะกำลังเดินทางเข้าใกล้จุดที่ "สายเสียแล้ว" จุดที่จะหลงรักการวิ่งจนเลิกไม่ได้เหมือนกัน

#หลงรักการวิ่ง
#กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว
#ไปวิ่งกัน

"วิ่ง 5 กิโล เหนื่อยแค่ไหนกันนะ" มาถอดรหัสความเหนื่อยสำหรับนักวิ่งมือใหม่ถ้า เราเป็นคนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มต้นวิ่งแล้วมีคำถ...
16/09/2026

"วิ่ง 5 กิโล เหนื่อยแค่ไหนกันนะ"

มาถอดรหัสความเหนื่อยสำหรับนักวิ่งมือใหม่ถ้า เราเป็นคนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มต้นวิ่งแล้วมีคำถามในหัวว่า "ระยะทาง 5K มันจะเหนื่อยขนาดไหนกันนะ"

คำตอบสั้นๆ คือ "เหนื่อยพอให้หัวใจสูบฉีด แต่ไม่ได้เหนื่อยจนร่างพังอย่างที่คิด" เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองเปรียบเทียบระยะทางและระดับความเหนื่อยในแต่ละช่วงของการวิ่ง 5 กิโลเมตร ไว้ประมาณนี้

1. เปรียบเทียบระยะทาง 5K ให้เห็นภาพรอบสนามฟุตบอลประมาณ 12.5 รอบ วิ่งรอบใหญ่เกือบ 2 รอบ (1 รอบประมาณ 2.5k )
เวลาที่ใช้ สำหรับมือใหม่ จะใช้เวลาประมาณ 35 - 50 นาที (เดินสลับวิ่ง)

2. เจาะลึกความรู้สึกในแต่ละกิโลเมตร

🏃‍♂️ กม. ที่ 1 "สบายๆ ร่างกายกำลังตื่นตัว"
ความรู้สึกประมาณว่าเหมือนเดินเร็วขึ้นมาหน่อย ลมหายใจยังปกติ สามารถคุยกับเพื่อนเป็นประโยคยาวๆ ได้สบายระดับความเหนื่อย 3/10

🏃‍♂️กม. ที่ 2 "เริ่มตึงๆ หัวใจเริ่มเต้นแรง"
รับรู้ได้ว่าอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น เหงื่อเริ่มออก เหงื่อซึมตามหน้าผาก ลมหายใจเริ่มถี่ขึ้น คุยได้เป็นคำๆ หรือประโยคสั้นๆระดับความเหนื่อย 5/10

🏃‍♂️กม. ที่ 3 "จุดวัดใจ"
สำหรับมือใหม่ นี่คือช่วงที่ยากที่สุด ขาเริ่มหนัก ลมหายใจเริ่มหอบ สมองจะเริ่มส่งสัญญาณว่า "พอเถอะ พอได้แล้ว" ระดับความเหนื่อย 7/10 ให้ลดความเร็วลง หรือเปลี่ยนเป็นเดินเร็วชั่วคราวได้นะ

🏃‍♂️กม. ที่ 4 "เริ่มปรับตัวได้ และเห็นปลายทาง"
ความรู้สึกตอนนี้ร่างกายเริ่มชินกับจังหวะการหายใจ ความรู้สึกท้อใน กม.ที่ 3 จะลดลง เพราะรู้ว่าเหลืออีกแค่ 1 กม. เท่านั้นระดับความเหนื่อย: 6.5/10

🏃‍♂️กม. ที่ 5 "สปีดเข้าเส้นชัย และความรู้สึกสุดโปร่ง"
รับรู้ได้ถึงหัวใจเต้นแรงที่สุด ขาอาจจะตึง แต่ความรู้สึกดีใจจะเข้ามาแทนที่ เมื่อวิ่งผ่านเส้นชัย คุณจะรู้สึกโปร่ง สดชื่น และฟินกับสารเอ็นดอร์ฟินที่ถูกปลดปล่อยออกมาระดับความเหนื่อย 8/103

เทคนิคมือใหม่ วิ่ง 5K อย่างไรให้ไม่เหนื่อยเกินไป

ลอง "เดินสลับวิ่ง" ดูนะ อย่าฝืนวิ่งยาวตั้งแต่ต้น เช่น วิ่ง 2 นาที สลับเดิน 1 นาที ทำไปเรื่อยๆ และคุมความเร็วให้อยู่ใน Talk Test คือ "วิ่งด้วยความเร็วที่เรายังสามารถพูดคุยเป็นประโยคได้" ไม่ต้องสนว่าคนอื่นจะวิ่งเร็วแค่ไหน

แล้วอย่าลืมวอร์มอัพและคูลดาวน์ ยืดเหยียดร่างกายก่อนวิ่ง 5 นาที และเดินคูลดาวน์หลังวิ่งเสร็จเพื่อลดอาการเมื่อยล้าในวันถัดไปด้วยล่ะ

#มือใหม่หัดวิ่ง
#วิ่ง5kรู้สึกรประมาณไหน
#ไปวิ่งกัน

"ฝืนวิ่งอย่างไร" ในวันที่ใจไม่อยากไปต่ออารมรณ์ประมาณว่า​ นาฬิกาปลุกตี 5 ลืมตาขึ้นมาก็อยากจะนอนต่อ  ฝืนใจลุกไปอาบน้ำแต่งต...
16/09/2026

"ฝืนวิ่งอย่างไร" ในวันที่ใจไม่อยากไปต่อ

อารมรณ์ประมาณว่า​ นาฬิกาปลุกตี 5 ลืมตาขึ้นมาก็อยากจะนอนต่อ ฝืนใจลุกไปอาบน้ำแต่งตัว วางรองเท้า แล้วสมองส่งเสียงว่า “ไปนอนต่อเถอะ” หรือ ระหว่างวิ่งที่ กม.ที่ 7 ขาเริ่มหนักเหมือนมีลูกตุ้มถ่วง ปอดเหนื่อย และเสียงในหัวบ่น “แค่นี้ก่อนมั้ย”

อาการอยากเลิกกลางคันทรงนี้ไม่ได้บอกว่า เรานั้นอ่อนแอ แต่มันแปลว่า “ใจเราสู้กับความขี้เกียจ” และสิ่งที่เราจะทำต่อคือ "การฝืน" งั้นวันนี้เรามาลองวิธีหลอกสมองไว้ประคับประคองใจดูกันนะ

1. ลองลดเพดานความคาดหวังให้เหี้ยมที่สุด "โกงความขี้เกียจของสมอง"
วันไหนไม่อยากวิ่ง อย่าบอกตัวเองว่า "ต้องวิ่ง 10 กิโลให้จบซับ" เพราะแค่คิดใจก็ฝ่อแล้ว ให้เปลี่ยนเป็น "แค่ออกไปใส่รองเท้า เดินวนหน้าปากซอย 5 นาทีพอ"

ความจริงคือ 90% ของความยาก คือการก้าวขาออกจากประตูบ้าน พอได้วิ่งสักนิด เดี๋ยวร่างกายมันรันต่อเอง

ถ้าวิ่งไปแล้ว 5 นาทีอยากกลับจริง ๆ ก็กลับ ถือว่าชนะแล้วที่ได้ออกไป เลิกบังคับตัวเอง ให้เป็นไปตามเป้าหมายในทุกวัน

2. ลองคิดว่า "อีก 100 เมตรพอ"
เวลาเหนื่อยจนใจแทบขาด ห้ามคิดถึงเส้นชัยเด็ดขาด เพราะกิโลท้าย ๆ มันจะยาวนานเสมอ

ลองต่อรองกับตัวเองทีละนิดว่า วิ่งไปถึงเสาไฟฟ้าต้นนั้นก่อน ค่อยคิดต่อ

พอถึงเสาไฟฟ้าต้นนั้น ก็ต่อรองใหม่ งั้นเอาถึงถังขยะสีเขียวข้างหน้า

ย่อยเป้าหมายให้มันเล็กไว้ก่อน จนสมองขี้เกียจจะหาข้ออ้างมาเถียง

3. ลองแยกแยะให้ออกว่า "ใจเราล้า" หรือ "หรือกายพัง"
สมองเรารักสบาย มันจะรีบส่งสัญญาณหลอกว่า "จะไม่ไหวแล้วนะ ปอดจะแตก กล้ามเนื้อจะฉีกแล้ว" ทันทีที่เราเริ่มเหนื่อย

ถ้าแค่หอบแฮ่ก ๆ หัวใจเต้นรัวแบบปกติ แปลว่าเครื่องยนต์ยังทำงาน แค่รอบจัดไป ผ่อนความเร็วลงครึ่งหนึ่ง ลงมาจ๊อกเบาดู แต่ห้ามหยุดเดินทันที ให้ขาได้ไหลต่อ แต่ถ้าเจ็บจี๊ดที่ข้อต่อหรือเอ็น อันนั้นค่อยหยุดจริง ๆ

4. ลอง "วิ่งแบบห่วยแตก" บ้างก็ได้
อย่าไปตั้งเป้าวิ่งว่าวันนี้เพซต้องดีเลิศ เพซต้องนิ่ง สวยงามเสนอเหมือนทุกวัน ในวันที่สภาพร่างกายและจิตใจมันไม่ให้ ก็ลองปล่อย ๆ มันไปดู

เพซหลุดเหรอ... ช่างมัน
เดินสลับวิ่ง... ก็สนุกดีนะ

การได้ออกไปวิ่ง แม้มันจะแย่ สภาพเยิน ๆ แต่ยังดีกว่าการนอนดูสตอรี่คนอื่นแล้วมานั่งหงุดหงิดตัวเองบนโซฟา ทำไมวันนี้ไม่ออกวิ่งนะ

ความรู้สึกอยากเลิก ไม่ได้แปลว่าเราวิ่งไม่ไหว แต่มันแปลว่าเรากำลังต่อสู้กับความสบายของตัวเอง และทุกครั้งที่ได้ชนะเสียงนั้น แม้จะด้วยการวิ่งเหยาะ ๆ เหมือนคนหมดแรง หัวใจและร่างกายมันจดจำความอึดนั้นไว้หมดแล้ว

แล้วเราจะรู้สึก "ขอบคุณตัวเองในวันนี้"
ในวันที่ โคตรอยากเลิก แต่ดันไม่ยอมเลิก เก่งว่ะ

#ฝีนวิ่งอย่างไร #ในวันที่ใจไม่อยากไปต่อ
#ไปวิ่งกัน

เป็นงานที่น่ารัก ของแจกเพียงมัก ๆ อีกงานรีบมาสมัครกันนะ   #ไปวิ่งกัน
15/09/2026

เป็นงานที่น่ารัก ของแจกเพียงมัก ๆ อีกงาน
รีบมาสมัครกันนะ


#ไปวิ่งกัน

ที่อยู่

Nonthaburi
11000

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ไปวิ่งกันผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ไปวิ่งกัน:

ทางลัด

แชร์