07/09/2026
พื้นที่สร้างสรรค์
บันทึกของหนุ่มเมืองสามน้ำ ตอนที่ 31
7 กันยายน 2569
ถ้าแม่กลองมี TCDC ของตัวเอง?
จาก “บ้านชาร์เตอร์ดแบงก์” …ถึง “บ้านคุณป้าประยงค์”
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเห็นข่าวการเปิด TCDC Phuket – ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบภูเก็ต อย่างเป็นทางการ
สถานที่ตั้งของ TCDC แห่งใหม่นี้คือ “บ้านชาร์เตอร์ดแบงก์” อาคารประวัติศาสตร์อายุกว่าร้อยปีของเมืองภูเก็ต
สำหรับผม บ้านหลังนี้มีความหมายมากกว่าสถานที่แห่งหนึ่ง
เพราะย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2565 ขณะที่ผมดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดภูเก็ต
ผมมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงบประมาณพัฒนาจังหวัด เพื่อฟื้นคืนชีวิตให้บ้านหลังนี้
ในเวลานั้น บ้านชาร์เตอร์ดแบงก์ยังอยู่ในสภาพเก่าและถูกทิ้งร้างมาระยะหนึ่ง
คำถามในวันนั้นจึงไม่ได้มีเพียงว่า
“จะซ่อมบ้านอย่างไร?”
แต่มีคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า
“ซ่อมแล้ว…จะเอาไปทำอะไร?”
⸻
จังหวัดภูเก็ตได้รับการจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ. 2565 ประมาณ 28 ล้านบาท สำหรับโครงการพัฒนาเมืองเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในเขตเทศบาลนครภูเก็ต โดยมอบหมายให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดภูเก็ตดำเนินการออกแบบและปรับปรุงพื้นที่
วงเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาอยู่ที่ 26,487,900 บาท
งานไม่ได้มีเพียงการซ่อมตัวบ้าน
แต่ครอบคลุมทั้งการอนุรักษ์อาคารเดิม การก่อสร้างอาคารประกอบ และการจัดภูมิทัศน์ เพื่อทำให้พื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง โดยคณะกรรมการตรวจรับงานเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566
แต่สำหรับผม
การตรวจรับงานไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการพัฒนา
เพราะ อาคารที่สวยขึ้น ยังไม่เท่ากับเมืองที่ดีขึ้น
สิ่งสำคัญคือ
อาคารนั้นสามารถสร้างคุณค่าใหม่ให้ผู้คนได้หรือไม่
⸻
และวันนี้ เราเห็นคำตอบแล้ว
เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA นำบ้านชาร์เตอร์ดแบงก์มาต่อยอดเป็น TCDC Phuket
เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569
ภายใต้แนวคิด Tourism Lab โดยออกแบบให้เป็นพื้นที่กลางสำหรับการเรียนรู้ การสร้างนวัตกรรม การพัฒนาธุรกิจ และการเชื่อมเครือข่ายของนักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ เยาวชน และประชาชน
จากบ้านพักผู้จัดการธนาคารต่างชาติในอดีต
สู่บ้านเก่าที่เคยเงียบและร้าง
สู่โครงการบูรณะด้วยงบพัฒนาจังหวัด
และวันนี้กลายเป็น
“พื้นที่สร้างอนาคตของคนรุ่นใหม่”
นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า
Adaptive Reuse
หรือ
“การให้ชีวิตใหม่แก่สินทรัพย์เดิมของเมือง”
⸻
ไม่จำเป็นต้องสร้างอาคารใหม่เสมอไป
แต่สามารถนำ
History + Heritage + Creativity
มาประกอบเข้าด้วยกัน
แล้วเปลี่ยน
ต้นทุนเดิมของเมือง
ให้กลายเป็น
โอกาสใหม่ของเมือง
ได้
⸻
และเมื่อกลับมาทำงานที่สมุทรสงคราม
ผมจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า
“แล้วแม่กลองล่ะ?”
สมุทรสงครามไม่ได้มีต้นทุนทางวัฒนธรรมน้อยกว่าที่อื่น
เรามีอัมพวา
มีแม่น้ำแม่กลอง
มีสวน
มีอาหาร
มีงานหัตถกรรม
มีศิลปิน
มีดนตรี
มีประวัติศาสตร์
มีภูมิปัญญาชุมชน
และกำลังเดินหน้าเรื่อง Gastronomy City, Creative Economy และ Creative District
สิ่งหนึ่งที่เรายังมีโอกาสพัฒนาเพิ่มเติม คือ
“พื้นที่กลางของคนสร้างสรรค์”
พื้นที่ที่
นักออกแบบ
ศิลปิน
เชฟ
ผู้ประกอบการ
ชุมชน
นักเรียน
นักศึกษา
คนรุ่นใหม่
และคนที่อยากสร้างอะไรบางอย่างให้เมือง
สามารถเดินเข้ามา
พบกัน
คิดด้วยกัน
ทดลองด้วยกัน
และเปลี่ยนความคิดให้กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
⸻
แล้วผมก็นึกถึงสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมา
“บ้านคุณป้าประยงค์ นาคะวะรังค์”
พื้นที่แห่งนี้อยู่ภายใน โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์
นางสาวประยงค์ นาคะวะรังค์ ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 5 แปลง รวมพื้นที่ 21 ไร่ 12 ตารางวา เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของมูลนิธิชัยพัฒนา โดยมูลนิธิชัยพัฒนาได้รับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2545
พระราชดำริในการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้มีหัวใจสำคัญอยู่ที่
การพัฒนาและอนุรักษ์วิถีชีวิต วัฒนธรรมพื้นบ้าน และเอกลักษณ์ของชุมชนอัมพวา
พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการประกอบอาชีพและกิจกรรมภายในพื้นที่ ตลอดจนพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างสมดุล
ตรงนี้สำคัญมาก
เพราะหมายความว่า
การคิดถึงอนาคตของพื้นที่แห่งนี้
ต้องไม่เริ่มจากคำถามว่า
“เราจะเอาพื้นที่ไปทำอะไร?”
แต่ต้องเริ่มจาก
“เราจะต่อยอดพื้นที่อย่างไร โดยยังรักษาเจตนารมณ์เดิมไว้อย่างครบถ้วน?”
⸻
ผมจึงกำลังชวนคิดว่า
เป็นไปได้หรือไม่
ที่ในอนาคตพื้นที่แห่งนี้
หรือพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในอัมพวา
จะได้รับการต่อยอดเป็น
“TCDC Samut Songkhram”
ไม่ใช่การเปลี่ยนคุณค่าดั้งเดิมของสถานที่
แต่คือการทำให้คุณค่าดั้งเดิม
เดินต่อไปในโลกยุคใหม่ได้
⸻
อนุรักษ์บ้านเก่า
แต่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาใช้
รักษาภูมิปัญญา
แต่ให้นักออกแบบเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่า
รักษาอาหารแม่กลอง
แต่มีพื้นที่ทดลองผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ Gastronomy ใหม่
รักษาเรื่องราวของเมือง
แต่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ช่วยกันเขียน
“เรื่องราวบทต่อไป”
⸻
ผมอยากเห็นพื้นที่แบบนี้ทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน
Creative Space
พื้นที่สร้างสรรค์
Learning Space
พื้นที่เรียนรู้
Design Lab
พื้นที่ทดลองออกแบบ
Gastronomy Lab
พื้นที่ทดลองต่อยอดอาหารและวัตถุดิบท้องถิ่น
รวมถึง
Co-working Space
พื้นที่ที่คนต่างสาขามาเจอกัน
⸻
ลองนึกภาพว่า
ชาวสวนมาเจอนักออกแบบ
มะพร้าวหนึ่งลูกอาจไม่จบแค่การขายผลสด
แต่อาจกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่
⸻
ชาวประมงมาเจอเชฟ
วัตถุดิบท้องถิ่นอาจกลายเป็นเมนูใหม่
หรือ Gastronomy Experience ใหม่
⸻
ชุมชนมาเจอคนทำ Content
เรื่องเล่าที่เคยรู้กันเฉพาะในหมู่บ้าน
อาจเดินทางออกไปสู่คนทั่วโลก
⸻
ผู้ประกอบการมาเจอคนรุ่นใหม่
ธุรกิจเดิมอาจได้รับ Packaging ใหม่
Brand ใหม่
ตลาดใหม่
⸻
และที่สำคัญ
ราชการมาเจอความคิดใหม่
เพราะนโยบายที่ดี
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากห้องประชุมเสมอไป
บางครั้งมันเริ่มจาก
การนั่งคุยกันของคนที่ไม่เคยมีโอกาสมาเจอกันมาก่อน
⸻
นี่คือสิ่งที่ TCDC สามารถทำให้เมืองได้
TCDC Phuket เองถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ เยาวชน และชุมชน เพื่อเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น สิ่งที่สมุทรสงครามควรเรียนรู้จากภูเก็ต
อาจไม่ใช่เพียง
“เอา TCDC มาตั้งอีกแห่ง”
แต่คือ
“สร้าง Creative Infrastructure ให้เมือง”
เพราะเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็ต้องมี “โครงสร้างพื้นฐาน” เช่นเดียวกับเศรษฐกิจรูปแบบอื่น
ถ้าอุตสาหกรรมต้องมีนิคม
การค้าต้องมีตลาด
การศึกษา ต้องมีโรงเรียน
แล้ว
Creative Economy ก็ต้องมีพื้นที่ที่ทำให้คน ความรู้ ความคิด และโอกาสมาเจอกัน
⸻
และสำหรับสมุทรสงคราม
พื้นที่สร้างสรรค์เช่นนี้สามารถเชื่อมกับยุทธศาสตร์จังหวัดได้แทบทั้งหมด
เชื่อม Gastronomy
ผ่าน Food Design และ Gastronomy Lab
เชื่อม OTOP
ผ่าน Product Design และ Branding
เชื่อม Creative District
ผ่านการสร้างกิจกรรมและผู้ประกอบการใหม่
เชื่อม YPC และ Young Ambassadors
ผ่านพื้นที่สำหรับคนรุ่นใหม่
เชื่อม การท่องเที่ยวคุณภาพ
ผ่าน Workshop และ Experience Design
และเชื่อม ชุมชน
ผ่านการทำให้ภูมิปัญญาเดิมถูกต่อยอด โดยที่เจ้าของภูมิปัญญายังคงมีบทบาท
⸻
แต่ผมคิดว่ามีหลักการหนึ่งที่ต้องย้ำให้ชัด
TCDC Samut Songkhram ไม่ควรเป็นเพียง “อาคาร”
ถ้ามีเพียงห้องสวย ๆ
โต๊ะใหม่
อินเทอร์เน็ตเร็ว
แล้วไม่มีคนใช้
นั่นไม่ใช่ความสำเร็จ
สิ่งสำคัญคือ
Program + People + Network
ต้องมาก่อน
ต้องมี
Workshop
Mentor
Designer
Chef
Entrepreneur
Community
University
และ Market
เข้ามาใช้พื้นที่จริง
⸻
เพราะ Creative Space ที่ดี
ไม่ใช่พื้นที่ที่ดูสร้างสรรค์ที่สุด
แต่คือพื้นที่ที่
“สร้างคน สร้างงาน และสร้างโอกาสใหม่ได้จริง”
⸻
แน่นอนว่า
หากแนวคิดนี้จะเดินหน้าต่อ
ต้องเกิดจากการหารืออย่างรอบคอบระหว่าง
มูลนิธิชัยพัฒนา
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
จังหวัด
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ชุมชนอัมพวา
สถาบันการศึกษา
ภาคธุรกิจ
และภาคีที่เกี่ยวข้อง
โดยต้องยึด พระราชดำริและวัตถุประสงค์ของโครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์เป็นหลักสำคัญที่สุด
เพราะการสร้างอนาคต
ไม่ควรแลกมาด้วยการทำให้คุณค่าดั้งเดิมของพื้นที่ลดลง
ตรงกันข้าม
อนาคตที่ดีควรทำให้
“คุณค่าเดิมแข็งแรงขึ้น”
⸻
ประสบการณ์จากภูเก็ตทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องหนึ่ง
คือ
งบประมาณพัฒนาจังหวัดที่ดีที่สุด
ไม่ใช่งบประมาณที่ทำให้เราได้
“สิ่งก่อสร้างมากที่สุด”
แต่คือเงินที่สามารถเปลี่ยน
“สินทรัพย์ของเมือง ให้กลายเป็นโอกาสของผู้คน”
และเมื่อโครงการหนึ่งสามารถสร้างประโยชน์ต่อเนื่องไปอีก 10 ปี 20 ปี หรือมากกว่านั้น
งบประมาณในวันนั้น
ก็ไม่ได้เป็นเพียง
Expenditure
แต่กลายเป็น
Long-term Investment in the City
⸻
เมื่อปี 2565
ผมเคยมองบ้านชาร์เตอร์ดแบงก์ที่ยังเงียบอยู่
แล้วคิดว่า
“บ้านหลังนี้น่าจะกลับมามีชีวิตได้”
สี่ปีต่อมา
วันนี้มันกลายเป็น TCDC Phuket จริง ๆ
บ้านหลังเดิม
แต่มีบทบาทใหม่
ประวัติศาสตร์เดิม
แต่สร้างอนาคตแบบใหม่
⸻
วันนี้
ผมกำลังมอง
“บ้านคุณป้าประยงค์”
ที่อัมพวา
แล้วตั้งคำถามคล้ายกันอีกครั้งว่า
“ถ้าเราสามารถต่อยอดพื้นที่ที่มีคุณค่าอยู่แล้ว ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างโอกาสของคนรุ่นใหม่ได้…มันจะเปลี่ยนอนาคตของแม่กลองได้มากแค่ไหน?”
บางที
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างตึกใหม่
แต่อยู่ที่การ
มองบ้านเก่าในมุมใหม่
และทำให้
ประวัติศาสตร์
ชุมชน
อาหาร
ภูมิปัญญา
การออกแบบ
กับคนรุ่นใหม่
มาเจอกันในพื้นที่เดียว
แล้วช่วยกันสร้างอนาคตของเมือง
บางที…
TCDC Samut Songkhram
อาจเป็นหนึ่งในคำตอบที่น่าลองคิดต่อจริง ๆ ครับ 🌿