Charming Samut Songkhram I เสน่ห์เมือง 3 น้ำ

Charming Samut Songkhram I เสน่ห์เมือง 3 น้ำ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Charming Samut Songkhram I เสน่ห์เมือง 3 น้ำ, กิจกรรม, Mae Klong.

"Charming Samut Songkhram
เสน่ห์เมือง 3 น้ำ"
เทศกาลที่รวบรวมเสน่ห์ของสมุทรสงครามไว้ในพื้นที่เดียว ผ่านอาหาร วิถีชีวิต วัฒนธรรม ศิลปะ ดนตรี ตลาดชุมชน และประสบการณ์ท้องถิ่นร่วมสมัย
I 15–24 พฤษภาคม 2569
ณ สวนสุขภาพเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม

พื้นที่สร้างสรรค์
07/09/2026

พื้นที่สร้างสรรค์

บันทึกของหนุ่มเมืองสามน้ำ ตอนที่ 31
7 กันยายน 2569

ถ้าแม่กลองมี TCDC ของตัวเอง?
จาก “บ้านชาร์เตอร์ดแบงก์” …ถึง “บ้านคุณป้าประยงค์”

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเห็นข่าวการเปิด TCDC Phuket – ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบภูเก็ต อย่างเป็นทางการ

สถานที่ตั้งของ TCDC แห่งใหม่นี้คือ “บ้านชาร์เตอร์ดแบงก์” อาคารประวัติศาสตร์อายุกว่าร้อยปีของเมืองภูเก็ต

สำหรับผม บ้านหลังนี้มีความหมายมากกว่าสถานที่แห่งหนึ่ง

เพราะย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2565 ขณะที่ผมดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดภูเก็ต

ผมมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงบประมาณพัฒนาจังหวัด เพื่อฟื้นคืนชีวิตให้บ้านหลังนี้

ในเวลานั้น บ้านชาร์เตอร์ดแบงก์ยังอยู่ในสภาพเก่าและถูกทิ้งร้างมาระยะหนึ่ง

คำถามในวันนั้นจึงไม่ได้มีเพียงว่า

“จะซ่อมบ้านอย่างไร?”

แต่มีคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า

“ซ่อมแล้ว…จะเอาไปทำอะไร?”



จังหวัดภูเก็ตได้รับการจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ. 2565 ประมาณ 28 ล้านบาท สำหรับโครงการพัฒนาเมืองเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในเขตเทศบาลนครภูเก็ต โดยมอบหมายให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดภูเก็ตดำเนินการออกแบบและปรับปรุงพื้นที่

วงเงินค่าก่อสร้างตามสัญญาอยู่ที่ 26,487,900 บาท

งานไม่ได้มีเพียงการซ่อมตัวบ้าน

แต่ครอบคลุมทั้งการอนุรักษ์อาคารเดิม การก่อสร้างอาคารประกอบ และการจัดภูมิทัศน์ เพื่อทำให้พื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง โดยคณะกรรมการตรวจรับงานเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566

แต่สำหรับผม

การตรวจรับงานไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการพัฒนา

เพราะ อาคารที่สวยขึ้น ยังไม่เท่ากับเมืองที่ดีขึ้น

สิ่งสำคัญคือ

อาคารนั้นสามารถสร้างคุณค่าใหม่ให้ผู้คนได้หรือไม่



และวันนี้ เราเห็นคำตอบแล้ว

เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA นำบ้านชาร์เตอร์ดแบงก์มาต่อยอดเป็น TCDC Phuket

เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569

ภายใต้แนวคิด Tourism Lab โดยออกแบบให้เป็นพื้นที่กลางสำหรับการเรียนรู้ การสร้างนวัตกรรม การพัฒนาธุรกิจ และการเชื่อมเครือข่ายของนักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ เยาวชน และประชาชน

จากบ้านพักผู้จัดการธนาคารต่างชาติในอดีต

สู่บ้านเก่าที่เคยเงียบและร้าง

สู่โครงการบูรณะด้วยงบพัฒนาจังหวัด

และวันนี้กลายเป็น

“พื้นที่สร้างอนาคตของคนรุ่นใหม่”

นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า

Adaptive Reuse

หรือ

“การให้ชีวิตใหม่แก่สินทรัพย์เดิมของเมือง”



ไม่จำเป็นต้องสร้างอาคารใหม่เสมอไป

แต่สามารถนำ

History + Heritage + Creativity

มาประกอบเข้าด้วยกัน

แล้วเปลี่ยน

ต้นทุนเดิมของเมือง

ให้กลายเป็น

โอกาสใหม่ของเมือง

ได้



และเมื่อกลับมาทำงานที่สมุทรสงคราม

ผมจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า

“แล้วแม่กลองล่ะ?”

สมุทรสงครามไม่ได้มีต้นทุนทางวัฒนธรรมน้อยกว่าที่อื่น

เรามีอัมพวา

มีแม่น้ำแม่กลอง

มีสวน

มีอาหาร

มีงานหัตถกรรม

มีศิลปิน

มีดนตรี

มีประวัติศาสตร์

มีภูมิปัญญาชุมชน

และกำลังเดินหน้าเรื่อง Gastronomy City, Creative Economy และ Creative District

สิ่งหนึ่งที่เรายังมีโอกาสพัฒนาเพิ่มเติม คือ

“พื้นที่กลางของคนสร้างสรรค์”

พื้นที่ที่

นักออกแบบ

ศิลปิน

เชฟ

ผู้ประกอบการ

ชุมชน

นักเรียน

นักศึกษา

คนรุ่นใหม่

และคนที่อยากสร้างอะไรบางอย่างให้เมือง

สามารถเดินเข้ามา

พบกัน
คิดด้วยกัน
ทดลองด้วยกัน
และเปลี่ยนความคิดให้กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง



แล้วผมก็นึกถึงสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมา

“บ้านคุณป้าประยงค์ นาคะวะรังค์”

พื้นที่แห่งนี้อยู่ภายใน โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์

นางสาวประยงค์ นาคะวะรังค์ ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 5 แปลง รวมพื้นที่ 21 ไร่ 12 ตารางวา เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของมูลนิธิชัยพัฒนา โดยมูลนิธิชัยพัฒนาได้รับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2545

พระราชดำริในการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้มีหัวใจสำคัญอยู่ที่

การพัฒนาและอนุรักษ์วิถีชีวิต วัฒนธรรมพื้นบ้าน และเอกลักษณ์ของชุมชนอัมพวา

พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการประกอบอาชีพและกิจกรรมภายในพื้นที่ ตลอดจนพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างสมดุล

ตรงนี้สำคัญมาก

เพราะหมายความว่า

การคิดถึงอนาคตของพื้นที่แห่งนี้

ต้องไม่เริ่มจากคำถามว่า

“เราจะเอาพื้นที่ไปทำอะไร?”

แต่ต้องเริ่มจาก

“เราจะต่อยอดพื้นที่อย่างไร โดยยังรักษาเจตนารมณ์เดิมไว้อย่างครบถ้วน?”



ผมจึงกำลังชวนคิดว่า

เป็นไปได้หรือไม่

ที่ในอนาคตพื้นที่แห่งนี้

หรือพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในอัมพวา

จะได้รับการต่อยอดเป็น

“TCDC Samut Songkhram”

ไม่ใช่การเปลี่ยนคุณค่าดั้งเดิมของสถานที่

แต่คือการทำให้คุณค่าดั้งเดิม

เดินต่อไปในโลกยุคใหม่ได้



อนุรักษ์บ้านเก่า

แต่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาใช้

รักษาภูมิปัญญา

แต่ให้นักออกแบบเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่า

รักษาอาหารแม่กลอง

แต่มีพื้นที่ทดลองผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ Gastronomy ใหม่

รักษาเรื่องราวของเมือง

แต่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ช่วยกันเขียน

“เรื่องราวบทต่อไป”



ผมอยากเห็นพื้นที่แบบนี้ทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน

Creative Space

พื้นที่สร้างสรรค์

Learning Space

พื้นที่เรียนรู้

Design Lab

พื้นที่ทดลองออกแบบ

Gastronomy Lab

พื้นที่ทดลองต่อยอดอาหารและวัตถุดิบท้องถิ่น

รวมถึง

Co-working Space

พื้นที่ที่คนต่างสาขามาเจอกัน



ลองนึกภาพว่า

ชาวสวนมาเจอนักออกแบบ

มะพร้าวหนึ่งลูกอาจไม่จบแค่การขายผลสด

แต่อาจกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่



ชาวประมงมาเจอเชฟ

วัตถุดิบท้องถิ่นอาจกลายเป็นเมนูใหม่

หรือ Gastronomy Experience ใหม่



ชุมชนมาเจอคนทำ Content

เรื่องเล่าที่เคยรู้กันเฉพาะในหมู่บ้าน

อาจเดินทางออกไปสู่คนทั่วโลก



ผู้ประกอบการมาเจอคนรุ่นใหม่

ธุรกิจเดิมอาจได้รับ Packaging ใหม่

Brand ใหม่

ตลาดใหม่



และที่สำคัญ

ราชการมาเจอความคิดใหม่

เพราะนโยบายที่ดี

ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากห้องประชุมเสมอไป

บางครั้งมันเริ่มจาก

การนั่งคุยกันของคนที่ไม่เคยมีโอกาสมาเจอกันมาก่อน



นี่คือสิ่งที่ TCDC สามารถทำให้เมืองได้

TCDC Phuket เองถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ เยาวชน และชุมชน เพื่อเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น สิ่งที่สมุทรสงครามควรเรียนรู้จากภูเก็ต

อาจไม่ใช่เพียง

“เอา TCDC มาตั้งอีกแห่ง”

แต่คือ

“สร้าง Creative Infrastructure ให้เมือง”

เพราะเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็ต้องมี “โครงสร้างพื้นฐาน” เช่นเดียวกับเศรษฐกิจรูปแบบอื่น

ถ้าอุตสาหกรรมต้องมีนิคม

การค้าต้องมีตลาด

การศึกษา ต้องมีโรงเรียน

แล้ว

Creative Economy ก็ต้องมีพื้นที่ที่ทำให้คน ความรู้ ความคิด และโอกาสมาเจอกัน



และสำหรับสมุทรสงคราม

พื้นที่สร้างสรรค์เช่นนี้สามารถเชื่อมกับยุทธศาสตร์จังหวัดได้แทบทั้งหมด

เชื่อม Gastronomy

ผ่าน Food Design และ Gastronomy Lab

เชื่อม OTOP

ผ่าน Product Design และ Branding

เชื่อม Creative District

ผ่านการสร้างกิจกรรมและผู้ประกอบการใหม่

เชื่อม YPC และ Young Ambassadors

ผ่านพื้นที่สำหรับคนรุ่นใหม่

เชื่อม การท่องเที่ยวคุณภาพ

ผ่าน Workshop และ Experience Design

และเชื่อม ชุมชน

ผ่านการทำให้ภูมิปัญญาเดิมถูกต่อยอด โดยที่เจ้าของภูมิปัญญายังคงมีบทบาท



แต่ผมคิดว่ามีหลักการหนึ่งที่ต้องย้ำให้ชัด

TCDC Samut Songkhram ไม่ควรเป็นเพียง “อาคาร”

ถ้ามีเพียงห้องสวย ๆ

โต๊ะใหม่

อินเทอร์เน็ตเร็ว

แล้วไม่มีคนใช้

นั่นไม่ใช่ความสำเร็จ

สิ่งสำคัญคือ

Program + People + Network

ต้องมาก่อน

ต้องมี

Workshop

Mentor

Designer

Chef

Entrepreneur

Community

University

และ Market

เข้ามาใช้พื้นที่จริง



เพราะ Creative Space ที่ดี

ไม่ใช่พื้นที่ที่ดูสร้างสรรค์ที่สุด

แต่คือพื้นที่ที่

“สร้างคน สร้างงาน และสร้างโอกาสใหม่ได้จริง”



แน่นอนว่า

หากแนวคิดนี้จะเดินหน้าต่อ

ต้องเกิดจากการหารืออย่างรอบคอบระหว่าง

มูลนิธิชัยพัฒนา

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

จังหวัด

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ชุมชนอัมพวา

สถาบันการศึกษา

ภาคธุรกิจ

และภาคีที่เกี่ยวข้อง

โดยต้องยึด พระราชดำริและวัตถุประสงค์ของโครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์เป็นหลักสำคัญที่สุด

เพราะการสร้างอนาคต

ไม่ควรแลกมาด้วยการทำให้คุณค่าดั้งเดิมของพื้นที่ลดลง

ตรงกันข้าม

อนาคตที่ดีควรทำให้

“คุณค่าเดิมแข็งแรงขึ้น”



ประสบการณ์จากภูเก็ตทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องหนึ่ง

คือ

งบประมาณพัฒนาจังหวัดที่ดีที่สุด

ไม่ใช่งบประมาณที่ทำให้เราได้

“สิ่งก่อสร้างมากที่สุด”

แต่คือเงินที่สามารถเปลี่ยน

“สินทรัพย์ของเมือง ให้กลายเป็นโอกาสของผู้คน”

และเมื่อโครงการหนึ่งสามารถสร้างประโยชน์ต่อเนื่องไปอีก 10 ปี 20 ปี หรือมากกว่านั้น

งบประมาณในวันนั้น

ก็ไม่ได้เป็นเพียง

Expenditure

แต่กลายเป็น

Long-term Investment in the City



เมื่อปี 2565

ผมเคยมองบ้านชาร์เตอร์ดแบงก์ที่ยังเงียบอยู่

แล้วคิดว่า

“บ้านหลังนี้น่าจะกลับมามีชีวิตได้”

สี่ปีต่อมา

วันนี้มันกลายเป็น TCDC Phuket จริง ๆ

บ้านหลังเดิม

แต่มีบทบาทใหม่

ประวัติศาสตร์เดิม

แต่สร้างอนาคตแบบใหม่



วันนี้

ผมกำลังมอง

“บ้านคุณป้าประยงค์”

ที่อัมพวา

แล้วตั้งคำถามคล้ายกันอีกครั้งว่า

“ถ้าเราสามารถต่อยอดพื้นที่ที่มีคุณค่าอยู่แล้ว ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างโอกาสของคนรุ่นใหม่ได้…มันจะเปลี่ยนอนาคตของแม่กลองได้มากแค่ไหน?”

บางที

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างตึกใหม่

แต่อยู่ที่การ

มองบ้านเก่าในมุมใหม่

และทำให้

ประวัติศาสตร์

ชุมชน

อาหาร

ภูมิปัญญา

การออกแบบ

กับคนรุ่นใหม่

มาเจอกันในพื้นที่เดียว

แล้วช่วยกันสร้างอนาคตของเมือง

บางที…

TCDC Samut Songkhram

อาจเป็นหนึ่งในคำตอบที่น่าลองคิดต่อจริง ๆ ครับ 🌿

เสน่ห์คลองโคน
27/08/2026

เสน่ห์คลองโคน

หลังจากวันเสาร์ที่ผ่านมาเราถ่ายทอดเรื่องราวและเสน่ห์ของผู้คน รวมไปถึงวิถีชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่ต่างต้องพึ่งพากันและกัน ทั้งธรรมชาติอย่างป่าชายเลน สัตว์น้ำและสัตว์บก รวมไปถึงมนุษย์ที่อาศัยอยู่ริมคลอง

วันนี้เราจะพาไปค้นประวัติ #คลองโคน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีความเป็นมาอะไรบ้าง...

#ตำบลคลองโคน อยู่ในอำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม ห่างจากตัวเมืองแม่กลองประมาณ 15 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 33.69 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 21,056 ไร่ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 หมู่บ้าน

#พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบชายฝั่ง เชื่อมต่อกับอ่าวไทยตอนใน มีทั้งพื้นที่ชุมชน คลอง น้ำเค็ม น้ำกร่อย ป่าชายเลน และหาดเลน บริเวณป่าชายเลนพบพันธุ์ไม้สำคัญ เช่น แสมและโกงกาง ส่วนพื้นที่บนบกบางส่วนใช้ทำสวนมะพร้าวและเป็นที่อยู่อาศัย

#จากแนวชุมชนบนบกลงไปทางอ่าวไทย มีคลองสายสำคัญที่เชื่อมพื้นที่กับทะเล ได้แก่ คลองคต คลองโคน คลองแพรกทะเล และคลองช่อง

#ความหมายของชื่อ : สันนิษฐานว่า “ #คลองโคน” เพี้ยนมาจากคำว่า " #คลองเคย" เนื่องจากในอดีตสองฝั่งคลองหนาแน่นไปด้วย "กุ้งเคยตาดำ" ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการทำกะปิชื่อดัง

#ป่าชายเลนกับชีวิตของคนคลองโคน ป่าชายเลนและหาดเลนมีความสำคัญต่อระบบนิเวศชายฝั่ง เป็นแหล่งอาศัยและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำหลายชนิด จึงเชื่อมโยงกับอาชีพประมงพื้นบ้าน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการหาเคยสำหรับนำมาทำกะปิ

#น้ำขึ้นและน้ำลงมีผลต่อการเดินทาง การออกเรือ การเข้าถึงพื้นที่ และการทำงานบนหาดเลน เมื่อน้ำขึ้น เรือสามารถเดินทางเข้าไปตามลำคลองและพื้นที่ป่าชายเลนได้ แต่เมื่อน้ำลด หาดเลนและพื้นที่ทำมาหากินบางส่วนจะปรากฏขึ้น

#ในช่วงที่ป่าชายเลนลดลง ในช่วงที่ธุรกิจเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำขยายตัว พื้นที่ชายฝั่งบางส่วนถูกเปลี่ยนไปใช้ทำนากุ้งและสิ่งปลูกสร้าง ส่งผลให้พื้นที่ป่าชายเลนของคลองโคนลดลง รวมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบนิเวศและการทำมาหากินของชาวประมงในพื้นที่

#การฟื้นฟูป่าชายเลน

👉พ.ศ. 2534 #ราษฎรตระหนักและเห็นความสำคัญของป่าชายเลน จึงได้รวมตัวกันพัฒนาป่าชายเลนที่มีอยู่เดิมขึ้นมาใหม่ แต่ก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากราษฎรขาดความรู้ในการปลูกป่าชายเลน

👉พ.ศ. 2540 #ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดสรรงบประมาณสนับสนุน ชาวบ้านในชุมชนจึงหันมารวมตัวกันปลูกป่าชายเลนเพื่อทวงคืนระบบนิเวศ โดยมีภาครัฐและเอกชนเข้ามาช่วยจัดกิจกรรมเสริม จนปัจจุบันได้ผืนป่ากลับคืนมาแล้วมากกว่า 50% จากแต่ก่อน

👉ในปี พ.ศ. 2540 #สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงปลูกป่าชายเลนด้วยพระองค์เองถึง 5 ครั้ง (ในปี พ.ศ. 2540, 2541, 2542, 2545 และ 2547) ชุมชนจึงร่วมใจกันปลูกป่าผืนนี้เพื่อถวายแด่พระองค์ท่าน และประกาศเป็น " #เขตอนุรักษ์ป่าชายเลน" ที่ #ห้ามบุกรุกทำลายอีกเด็ดขาด

#การเปลี่ยนแปลงของป่าชายเลน

👉ปี พ.ศ. 2540 #จังหวัดสมุทรสงคราม ได้จัดตั้งโครงการปลูกป่าชายเลนบนพื้นที่งอกชายฝั่งทะเล (โครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี) เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนให้จังหวัดสมุทรสงคราม

👉สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ #เสด็จทรงร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลนเป็นครั้งแรกและทรงเสด็จ ในปี พ.ศ. 2541. 2542. 2545 และ 2547 หมู่ 3 บ้านคลองโคน และหมู่ 5 บ้านคลองช่องเป็นจํานวน 5 ครั้ง ส่งผลให้พื้นที่ตำบลคลองโคนได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไป และหน่วยงานต่าง ๆ ในการฟื้นฟูป่าชายเลน

👉 #ดังนั้นพื้นที่ตําบลคลองโคน จึงเป็นพื้นที่ดำเนินกิจกรรมการฟื้นฟูป่าชายเลนทั้งในพื้นที่ป่าชายเลนและพื้นที่หาดเลนงอกใหม่ โดยมีราษฎรในชุมชนและกลุ่มราษฎรนอกพื้นที่อี่น ๆ เข้ามาร่วมกิจกรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 จนถึงปัจจุบัน

👉ปีพ.ศ.2545 #ก่อตั้งสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลน ที่ 7 (สมุทรสงคราม) มีหน้าที่หลักในการบริหารจัดการเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าชายเลน

👉พ.ศ.2550 #การส่งเสริมโครงการท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสงคราม เช่น กิจกรรมค่ายเยาวชนที่ให้ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรป่าชายเลน กิจกรรมปลูกป่าชายเลน โครงการ Cooperate Social Responsibility ขององค์กรต่าง ๆ กิจกรรมท่องเที่ยวเรียนรู้วิถี (CSR) ชุมชน และถีบกระดานเลน เป็นต้น

#อาชีพและวิถีชีวิตในปัจจุบัน ​เมื่อป่าชายเลนฟื้นตัวสัตว์น้ำและระบบนิเวศก็กลับคืนมา ชาวบ้านสามารถประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านได้อย่างยั่งยืน โดยมี 3 อาชีพหลัก ได้แก่:

👉การทำกะปิคลองโคน: จับ "เคยตาดำ" แท้ตามธรรมชาติ นำมาคลุกเกลือ หมัก ตากแดด และบดจนได้กะปิคุณภาพดี รสชาติอร่อย ไม่ผสมสิ่งเจือปน จนกลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อที่มักจะขาดตลาดเป็นประจำ

​👉การทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ: เช่น กุ้ง หอยแครง หอยแมลงภู่ หอยนางรม

​👉การทำประมง: ออกเรือจับสัตว์น้ำตามแนวชายฝั่ง เช่น กุ้ง ปลา และปู เพื่อนำมาขายสดและส่งเข้าตลาด

#การต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

​ชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้ง "กลุ่มวิสาหกิจชุมชนชมรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์คลองโคน" เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านในชุมชน (โดยเฉพาะช่วงที่น้ำตายหรือออกเรือจับปลาไม่ได้)

​​👉การล่องเรือชมธรรมชาติและป่าชายเลน: สัมผัสวิถีชีวิตชาวประมงสองฝั่งคลอง

​​👉การทำความดีปลูกป่าชายเลน: กิจกรรมร่วมใจกันปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ

​​👉นั่งกระดานเลนถีบเก็บหอยแครง: ร่วมสัมผัสประสบการณ์งมและจับหอยแครงบนเลน

​​👉ให้อาหารลิงแสม: ชมและให้อาหารฝูงลิงแสมป่าชายเลนที่อาศัยอยู่เป็นพันตัว

​​👉ทานอาหารทะเลสด ๆ: ลองกินหอยแมลงภู่และหอยแครงสด ๆ จากฟาร์มของชาวบ้าน

วันนี้ป่าชายเลนของ #คลองโคน ไม่ได้กลับมาเป็นเพียงพื้นที่สีเขียว แต่ยังกลับมาเป็นพื้นที่ทำมาหากิน เป็นแหล่งอาหาร และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนอีกครั้ง🧡

#ยินดี #คลองโคน
Writer: Mintt.pob
Editor: N’suay sai
Graphic: markgg789

เที่ยวแบบหลงรักเสน่ห์เมืองสมุทรสงคราม
27/08/2026

เที่ยวแบบหลงรักเสน่ห์เมืองสมุทรสงคราม

เมื่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่การแสวงหาจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ หรือไปเช็คอินสถานที่สวย ๆ ตา....

ปลาทูแม่กลอง คือปลาทูสั้น เนื้อหวานมัน แสนอร่อย
25/08/2026

ปลาทูแม่กลอง คือปลาทูสั้น เนื้อหวานมัน แสนอร่อย

◾ ปลาทูนอนเรียงอยู่ในเข่ง เป็นภาพที่คนไทยคุ้นตา แต่ใต้ชื่อที่เราคุ้นเคยนั้น ยังมีปลาทูอยู่ถึง 3 ชนิดในสกุล Rastrelliger ที่พบในน่านน้ำไทย และทั้งสามชนิดก็มีรูปร่าง ขนาด และบทบาทต่อการประมงแตกต่างกันไป

🐟 1. ปลาทูตัวสั้น — Rastrelliger brachysoma
Short mackerel

นี่คือปลาทูที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด ลำตัวสั้น ป้อม และแบนข้างกว่าปลาลัง จึงมองเห็นความแตกต่างได้ชัดเมื่อวางเทียบกัน

ปลาทูชนิดนี้เป็นทรัพยากรประมงสำคัญของไทย พบได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน และมีแหล่งประมงสำคัญบริเวณสมุทรสงคราม กรมประมงรายงานว่าปลาที่พบทั่วไปมีความยาวราว 15–20 เซนติเมตร แม้จะมีรายงานขนาดใหญ่กว่านั้นได้เช่นกัน

และนี่คือเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนกินปลาทูโดยเฉพาะ — “ปลาทูแม่กลอง” ไม่ใช่ปลาทูอีกชนิดหนึ่ง แต่เป็นชื่อที่ผูกกับแหล่งผลิตและเอกลักษณ์ของปลาทูจากพื้นที่แม่กลอง โดยปลาทูตัวสั้นเป็นชนิดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

---

🐟 2. ปลาลัง / ปลาทูโม่ง — Rastrelliger kanagurta
Indian mackerel

ถ้าปลาทูตัวสั้นคือ “ตัวป้อม” ปลาลังก็คือ “ตัวเรียว”

ปลาลังมีลำตัวยาวกว่า หัวและลำตัวดูเพรียวกว่า และมีลายจุดเข้มเรียงตามแนวด้านหลังอย่างเห็นได้ชัด

ที่น่าสนใจคือปลาลังไม่ได้เป็นเพียงปลาที่หน้าตาคล้ายปลาทู แต่เป็นปลาเศรษฐกิจที่มีการบริโภคอย่างกว้างขวาง สามารถจำหน่ายได้ทั้งแบบสด แช่แข็ง บรรจุกระป๋อง ตากแห้ง หมักเค็ม และรมควัน รวมถึงใช้ทำเป็นน้ำปลาได้ด้วย

และนี่อาจเป็นเรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน — “ปลาทูเค็ม” ไม่ได้หมายถึงปลาทูชนิดใดชนิดหนึ่ง

ปลาทูเค็มของไทยสามารถใช้ทั้งปลาทูตัวสั้นและปลาลังเป็นวัตถุดิบได้ ดังนั้นชื่อ “ปลาทูเค็ม” จึงบอกวิธีการแปรรูป มากกว่าจะบอกชนิดของปลา

ส่วนเรื่องขนาด ปลาลังสามารถโตได้ใหญ่กว่าปลาทูตัวสั้นอย่างชัดเจน โดยมีรายงานความยาวสูงสุดถึงประมาณ 42 เซนติเมตร

---

🐟 3. ปลาทูปากจิ้งจก — Rastrelliger faughni
Island mackerel

ตัวสุดท้ายอาจเป็นปลาที่คนไทยรู้จักน้อยที่สุด

มันมีรูปร่างเพรียวยาว ปากแหลม และมีลักษณะเด่นหลายอย่างที่ช่วยแยกออกจากปลาทูอีกสองชนิด เช่น จุดดำบริเวณหลังโคนครีบอก และจุดขนาดใหญ่บริเวณฐานครีบหลังตอนแรก

ชื่อภาษาอังกฤษว่า Island mackerel แปลตรงตัวได้ประมาณว่า “ปลาทูเกาะ” แต่ในประเทศไทยเราเรียกว่า ปลาทูปากจิ้งจก ซึ่งเป็นชื่อที่สะท้อนรูปร่างบริเวณหัวและปากของมันได้ชัดเจนกว่า

ชนิดนี้มีขนาดเล็กที่สุดในสามชนิด โดยมีรายงานความยาวสูงสุดประมาณ 24 เซนติเมตร และพบกระจายพันธุ์ตั้งแต่มหาสมุทรอินเดีย ผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงแปซิฟิกตะวันตก รวมถึงประเทศไทย

ข้อมูลด้านการบริโภคของปลาทูปากจิ้งจกมีไม่มากเท่าสองชนิดแรก แต่ตัวมันเองก็มีบทบาทในระบบประมง และที่สำคัญคือมันช่วยให้เราเห็นว่า คำว่า “ปลาทู” ครอบคลุมความหลากหลายมากกว่าที่เรามักนึกถึง

---

🐟 แล้วทำไมปลาทูถึงกลายเป็นอาหารคู่ครัวไทย?

เพราะปลาทูไม่ได้เป็นเพียงปลาเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง แต่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนริมทะเลมานาน ตั้งแต่การจับจากทะเล การถนอมอาหาร ไปจนถึงการเดินทางเข้าสู่ตลาดและสำรับอาหารของคนไทย

ปลาทูสดสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลายรูปแบบ ขณะที่การนึ่งและการหมักเกลือช่วยยืดอายุและทำให้ปลาจากทะเลสามารถเดินทางจากแหล่งประมงไปถึงครัวเรือนที่อยู่ห่างไกลจากชายฝั่งได้

และสิ่งที่เราเรียกรวม ๆ ว่า “ปลาทู” ในตลาด จึงไม่ได้สะท้อนเพียงอนุกรมวิธานของปลา แต่ยังสะท้อน วิธีที่มนุษย์นำทรัพยากรจากทะเลมาอยู่บนสำรับอาหาร

จากปลาสามชนิดในทะเล
ผ่านมือชาวประมง
ผ่านตลาดและการแปรรูป
ก่อนจะกลายเป็นปลาทูหนึ่งเข่งบนโต๊ะอาหาร

บางครั้งสิ่งที่อยู่ในสำรับธรรมดา ๆ จึงมีเรื่องราวของทั้ง ทะเล ชาวประมง และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ซ่อนอยู่มากกว่าที่เราคิด

จากผืนสมุทรสู่สำรับของเรา — ปลาทูจึงไม่ใช่เพียงอาหาร แต่คือเรื่องราวอีกบทหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับทะเล

◾ภาพประกอบและบทความโดย Echo Studio 🌿

#ปลาทู #ปลาทูไทย #ปลาทูตัวสั้น #ปลาลัง #ปลาทูโม่ง #ปลาทูปากจิ้งจก #ปลาไทย #สัตว์ทะเลไทย

เมนูโปรดของใครบ้างเอ่ย
22/08/2026

เมนูโปรดของใครบ้างเอ่ย

น้ำพริกกะปิชะคราม น้ำพริกที่รวมสมุทรสงครามไว้ในจานเดียว
“ชะคราม” เป็นอีกหนึ่งชื่อพืชท้องถิ่นที่พบเห็นได้มากในแถบชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร ไปจนถึงเพชรบุรี ซึ่งด้วยความที่เป็นพืชที่มีอยู่ในท้องถิ่นและสามารถบริโภคได้นี่เอง ที่นำมาสู่การเอาชะครามมาใช้ในการประกอบอาหารหลายอย่าง เช่นที่ถิ่นสมุทรสงครามก็มีเมนูอย่าง “น้ำพริกกะปิชะคราม” ที่มีบริโภคกันในครัวเรือน
ตัวน้ำพริกกะปินี้ จะทำจากกะปิคลองโคนซึ่งเป็นกะปิขึ้นชื่อของจังหวัดสมุทรสงคราม มีเอกลักษณ์ทำให้ตัวน้ำพริกมีรสกลมกล่อมลงตัวไม่เค็มจัด เหมาะที่จะกินกับใบชะคราม โดยใบชะครามนั้นจะมีการนำไปลวกแล้วราดกะทิดูแปลกตา จัดใส่จานเคียงข้างถ้วยน้ำพริก
ตัวน้ำพริกเป็นน้ำพริกทำกินกันสด ๆ ไม่ได้แปรรูปขายเป็นอุตสาหกรรม ทำให้เป็นอาหารที่ต้องทำสดกินสดกันเลย ไม่เก็บไว้นาน โดยสูตรก็จะแตกต่างกันไปตามรสมือของแต่ละบ้านด้วย
นอกเหนือจากน้ำพริกกะปิและใบชะครามแล้ว บ่อยครั้งก็อาจปรากฏเครื่องเคียงอื่น ๆ เสริมเข้ามาในสำรับ เช่นปลาทู ปลาหมอเทศ หรือไข่เจียวชะคราม โดยปลาทูทอดจะเป็นที่นิยมมากที่สุดซึ่งก็สอดคล้องกับปลาทูแม่กลองซึ่งเป็นของขึ้นชื่อประจำจังหวัด ทำให้สำรับน้ำพริกกะปิชะครามนี้ เป็นเหมือนกับอาหารที่รวมเอาความเป็นสมุทรสงครามหลาย ๆ ด้านมารวมกันในสำรับเดียว
เรียบเรียงโดยเพจสุดโปรด by Bangkok Bank
#จานโปรด #สุดโปรด #สมุทรสงคราม #น้ำพริกกะปิชะคราม #ชะคราม #ธนาคารกรุงเทพ

13/08/2026

บันทึกของหนุ่มเมืองสามน้ำ ตอนที่ 6
13 สิงหาคม 2569

“Branding เมือง: Charming Samut Songkhram”

หากมีคนถามว่า

“สมุทรสงคราม คือเมืองแบบไหน?”

เราจะตอบว่าอะไร?

เมืองปลาทู?

เมืองอัมพวา?

เมืองมะพร้าว?

เมืองสามน้ำ?

เมืองอาหาร?

หรือเมืองท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ?

ทุกคำตอบล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสมุทรสงคราม

แต่โจทย์สำคัญของการสร้างเมืองในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการบอกว่า “เรามีอะไร”

แต่คือการตอบให้ได้ว่า

“เราเป็นใคร?”

และ

“เราอยากให้ผู้คนรู้สึกอย่างไร เมื่อได้ยินชื่อสมุทรสงคราม?”

นี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า

City Branding



1. จังหวัดก็ต้องมี Brand

วันนี้การแข่งขันระหว่างเมือง ไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่า

ใครมีพื้นที่มากกว่า

ใครมีนักท่องเที่ยวมากกว่า

ใครมีโรงงานมากกว่า

หรือใครมีงบประมาณมากกว่า

แต่แข่งขันกันด้วยคำถามว่า

“เมืองใดสามารถค้นพบตัวตนของตัวเอง และเปลี่ยนตัวตนนั้นให้กลายเป็นคุณค่าได้ชัดเจนกว่ากัน”

สมุทรสงครามอาจเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดของประเทศไทย

เราไม่มีสนามบิน

ไม่มีเมืองขนาดใหญ่

ไม่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดมหึมา

แต่สิ่งหนึ่งที่เรามี และไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นใหม่ คือ

“เสน่ห์”

เสน่ห์ของเมืองสามน้ำ

เสน่ห์ของแม่น้ำและลำคลอง

เสน่ห์ของสวนที่ยังอยู่กับชุมชน

เสน่ห์ของอาหารที่เกิดจากวัตถุดิบในพื้นที่

เสน่ห์ของตลาด วิถีชีวิต และผู้คน

และเสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ

แต่ยังมีจังหวะชีวิตเป็นของตัวเอง

นี่คือที่มาของคำว่า

“Charming Samut Songkhram”



2. Charming ไม่ควรเป็นเพียง Slogan แต่ต้องเป็น “ยุทธศาสตร์ของเมือง”

คำว่า Charming จะไม่มีความหมายเลย

หากมีอยู่เพียงบนโปสเตอร์

ป้ายประชาสัมพันธ์

หรือแคมเปญการท่องเที่ยว

เพราะเมืองที่มีเสน่ห์จริง

ต้องมีเสน่ห์ตั้งแต่

สิ่งแวดล้อมที่เราเห็น

สังคมที่เราอาศัย

ไปจนถึงเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้คนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

ดังนั้น หากจะทำให้คำว่า Charming Samut Songkhram กลายเป็นเรื่องจริง

ผมคิดว่าเราสามารถอธิบายภาพของเมืองผ่านแนวคิดง่าย ๆ สามคำ

Clean • Calm • Creative

หรือ 3C

สามคำที่ไม่ควรเป็นเพียงคำสวย ๆ

แต่ควรเป็น “สามมิติของการพัฒนาเมือง”



3. Clean — “สะอาด” : เมืองน่ามอง

มิติสิ่งแวดล้อม

Clean ไม่ได้หมายถึงเพียงถนนไม่มีขยะ

แต่หมายถึงเมืองที่

น้ำสะอาด

คลองยังมีชีวิต

สิ่งแวดล้อมได้รับการดูแล

อาหารมีความปลอดภัย

ขยะและน้ำเสียได้รับการจัดการ

พื้นที่สาธารณะน่าใช้

ทรัพยากรธรรมชาติสามารถส่งต่อไปถึงคนรุ่นต่อไปได้

สำหรับสมุทรสงคราม เรื่องนี้สำคัญมาก

เพราะเศรษฐกิจของเราแทบแยกออกจากสิ่งแวดล้อมไม่ได้

หากน้ำเสีย

ประมงได้รับผลกระทบ

หากดินเสีย

เกษตรได้รับผลกระทบ

หากคลองหมดเสน่ห์

การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ

หากระบบนิเวศเปลี่ยน

อาหารซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของเราก็เปลี่ยนตาม

ดังนั้น Clean จึงไม่ใช่เรื่องความสวยงามเพียงอย่างเดียว

แต่คือการรักษา “ทุนธรรมชาติ” ซึ่งเป็นฐานของเศรษฐกิจและชีวิตของจังหวัด

เมืองที่ Clean

จึงต้องเป็นทั้ง

“เมืองสะอาด” และ “เมืองน่ามอง”

เมืองที่คนในพื้นที่ภูมิใจเมื่อมอง

และคนภายนอกประทับใจเมื่อมาเยือน



4. Calm — “สงบ ปลอดภัย” : เมืองน่าอยู่

มิติสังคมและความมั่นคง

คำว่า Calm อาจทำให้เรานึกถึงความเงียบ

แต่เมืองที่ Calm ไม่จำเป็นต้องเป็นเมืองที่ไม่มีชีวิตชีวา

ตรงกันข้าม

มันคือเมืองที่เศรษฐกิจสามารถเติบโต

โดยที่ประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

เป็นเมืองที่

ปลอดภัย

ชุมชนเข้มแข็ง

คนต่างวัยอยู่ร่วมกันได้

ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี

เด็กและเยาวชนมีพื้นที่ของตนเอง

นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้อย่างมั่นใจ

ชุมชนไม่ต้องสูญเสียวิถีชีวิตเพื่อแลกกับการท่องเที่ยว

และประชาชนรู้สึกว่า

“บ้านของเขายังเป็นบ้านของเขา”

Calm จึงเชื่อมโยงกับทั้ง

คุณภาพชีวิต

ความปลอดภัย

ความมั่นคง

ความสัมพันธ์ของผู้คน

และความเข้มแข็งของชุมชน

เพราะเมืองน่าเที่ยวอาจสร้างได้ไม่ยาก

แต่เมืองที่ทั้ง “น่าเที่ยวและน่าอยู่”

สร้างยากกว่ามาก

และสำหรับผม

เมืองที่ดีไม่ควรเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวอยากมา

แต่คนในพื้นที่อยากย้ายออก

ดังนั้น Calm จึงหมายถึง

“สงบ ปลอดภัย และน่าอยู่”



5. Creative — “สร้างสรรค์” : เมืองน่าค้นหา

มิติเศรษฐกิจ

Creative ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีงานศิลปะ

หรือการจัด Event สร้างสรรค์

แต่หมายถึงความสามารถของเมืองในการ

“นำสิ่งที่มีอยู่แล้ว มาสร้างคุณค่าใหม่”

มะพร้าว

จะเป็นมากกว่าวัตถุดิบได้อย่างไร?

ปลาทู

จะเป็นมากกว่าอาหารหนึ่งจานได้อย่างไร?

เกลือสมุทร

จะเดินทางไปสู่อาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ได้อย่างไร?

อาหารพื้นถิ่น

จะกลายเป็น Gastronomy ได้อย่างไร?

ตลาด ชุมชน แม่น้ำ และลำคลอง

จะถูกออกแบบให้กลายเป็นประสบการณ์ที่คนเดินทางมาแล้วรู้สึกว่า

“ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น”

ได้อย่างไร?

นี่คือ Creative

ไม่ใช่การทิ้งของเก่าเพื่อสร้างของใหม่

แต่คือ

“การมองของเดิมด้วยสายตาใหม่”

และเปลี่ยน

ภูมิปัญญา → เป็นมูลค่า

วัฒนธรรม → เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์

อาหาร → เป็นประสบการณ์

เกษตร → เป็นสินค้าพรีเมียม

ชุมชน → เป็นเจ้าของเรื่องราว

จังหวัดเล็กอย่างสมุทรสงครามอาจไม่สามารถแข่งขันด้วย Quantity

แต่เราสามารถแข่งขันด้วย

Quality • Identity • Creativity

ได้

Creative จึงหมายถึง

“เมืองสร้างสรรค์ และเมืองน่าค้นหา”

เมืองที่ยิ่งรู้จัก

ยิ่งอยากรู้จักมากขึ้น



6. เมื่อรวม 3C เข้าด้วยกัน เราจะเห็นภาพของ “Charming Samut Songkhram”

Clean — สะอาด (น่ามอง)
มิติสิ่งแวดล้อม

Calm — สงบ ปลอดภัย (น่าอยู่)
มิติสังคมและความมั่นคง

Creative — สร้างสรรค์ (น่าค้นหา)
มิติเศรษฐกิจ

สามคำนี้เมื่ออยู่แยกกัน อาจเป็นเพียงนโยบายสามด้าน

แต่เมื่อเชื่อมเข้าด้วยกัน

มันคือภาพของเมืองที่เราอยากเห็น

เมืองที่น่ามอง
เมืองที่น่าอยู่
และเมืองที่น่าค้นหา

และเมื่อเมืองหนึ่งมีทั้งสามสิ่งพร้อมกัน

นั่นคือความหมายของคำว่า

“Charming”



7. Branding จึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายประชาสัมพันธ์ แต่เป็นหน้าที่ของ “ทั้งจังหวัด”

ถ้า Branding คือการทำให้ 3C เกิดขึ้นจริง

คนที่สร้าง Brand จึงไม่ได้มีเพียงนักประชาสัมพันธ์

คนดูแลคลองกำลังสร้าง Brand

คนเก็บขยะกำลังสร้าง Brand

ตำรวจและฝ่ายปกครองกำลังสร้าง Brand

เทศบาลและ อบต. กำลังสร้าง Brand

เกษตรกรกำลังสร้าง Brand

ร้านอาหารกำลังสร้าง Brand

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวกำลังสร้าง Brand

โรงเรียน มหาวิทยาลัย ชุมชน และประชาชน

ต่างกำลังสร้าง Brand ของจังหวัดทุกวัน

เพราะ Brand ไม่ได้เกิดขึ้นตอนที่คนเห็นโฆษณา

แต่เกิดขึ้นตอนที่เขา

เดินบนถนนของเรา

กินอาหารของเรา

ลงเรือในคลองของเรา

พูดคุยกับคนของเรา

ใช้บริการของเรา

และสัมผัสเมืองของเราด้วยตัวเอง

ท้ายที่สุด

Brand ไม่ใช่สิ่งที่เราพูดถึงตัวเอง

แต่คือ

“สิ่งที่คนอื่นพูดถึงเรา เมื่อเขากลับบ้านไปแล้ว”



8. ต่อไปทุกโครงการควรตอบคำถามเดียวกัน

หาก Charming Samut Songkhram คือยุทธศาสตร์จริง

ทุกครั้งที่เราจะทำโครงการ

อาจไม่ควรถามเพียงว่า

ใช้งบเท่าไร?

สร้างอะไร?

หรือมีผู้เข้าร่วมกี่คน?

แต่ควรถามเพิ่มอีกหนึ่งคำถามว่า

“สิ่งที่กำลังทำ ทำให้สมุทรสงคราม Charming ขึ้นหรือไม่?”

ทำให้เมือง Clean ขึ้นหรือไม่?

ทำให้เมือง Calm ขึ้นหรือไม่?

ทำให้เมือง Creative ขึ้นหรือไม่?

ถ้าโครงการหนึ่งไม่ตอบเลยสักข้อ

เราอาจต้องย้อนกลับมาถามว่า

“แล้วเรากำลังทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร?”

เพราะ Branding ที่แท้จริง

คือการทำให้นโยบาย

งบประมาณ

โครงการ

และการทำงานของทุกภาคส่วน

เดินไปสู่ภาพของเมืองเดียวกัน



สมุทรสงครามไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นจังหวัดอื่น

เราไม่จำเป็นต้องใหญ่กว่าใคร

ไม่จำเป็นต้องมีมากกว่าใคร

และไม่จำเป็นต้องเติบโตในแบบเดียวกับใคร

สิ่งที่เราต้องทำ

คือค้นหาให้เจอว่า

“อะไรคือความเป็นสมุทรสงคราม”

แล้วรักษาสิ่งที่ควรรักษา

พัฒนาสิ่งที่ควรพัฒนา

และสร้างมูลค่าใหม่จากสิ่งที่เรามี

ให้เมืองนี้

Clean — สะอาด น่ามอง

Calm — สงบ ปลอดภัย น่าอยู่

และ

Creative — สร้างสรรค์ น่าค้นหา

เพราะท้ายที่สุด

Charming Samut Songkhram

ไม่ควรเป็นเพียง Brand ที่เราอยากให้คนอื่นจดจำ

แต่ควรเป็น

“เมืองที่เราอยากให้คนสมุทรสงครามได้ใช้ชีวิตอยู่จริง”

และหากวันหนึ่ง

คนที่มาเยือนรู้สึกว่า

“เมืองนี้มีเสน่ห์”

ในขณะที่คนที่เกิดและเติบโตที่นี่รู้สึกว่า

“เมืองนี้น่าอยู่”

วันนั้นเราอาจไม่ต้องอธิบายคำว่า Charming Samut Songkhram อีกต่อไป

เพราะทั้งเมือง

จะเป็นคำอธิบายของ Brand นี้ด้วยตัวเอง

ถ้า “ของดี” ของสมุทรสงคราม ไม่ได้อยู่แค่ในจานแต่อยู่ใน **สวน คลอง  แม่ครัว และวิธีที่คนท้องถิ่นกินอยู่กับสายน้ำ**ร่วมเดิ...
12/08/2026

ถ้า “ของดี” ของสมุทรสงคราม ไม่ได้อยู่แค่ในจาน
แต่อยู่ใน **สวน คลอง แม่ครัว และวิธีที่คนท้องถิ่นกินอยู่กับสายน้ำ**

ร่วมเดินทางไปด้วยกันใน
**กินตามน้ำ : น้ำจืด — “มูหน่อย อร่อยด้วย”**

หนึ่งวันของการปั่นจักรยานผ่านสวนผลไม้โบราณ
ชิมผลไม้จากต้น
ลงมือทำฝอยทอง เม็ดขนุน ยำส้มโอ ทอดมันหัวปลี
ล่องเรือไปตามคลองแควอ้อม
แวะเรียนรู้เรื่องศรัทธา พหุวัฒนธรรม วิถีประมงน้ำจืด
และปิดท้ายด้วยลุยสวนส้มแก้ว ลงมือทำขนมวงทองสูตรดั้งเดิมของบางสะแก

พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ
เชฟบอล อาจารย์สุถี เสริฐศรี
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทย ขนมไทยโบราณ และอัตลักษณ์อาหารพื้นถิ่น

เราไม่ได้อยากพาไป “กินของอร่อย” อย่างเดียว
แต่อยากชวนมาดูว่า **รสชาติหนึ่งคำ มีทั้งดิน น้ำ ฤดูกาล ภูมิปัญญา และคนอยู่ข้างหลัง**

เส้นทางนี้จึงเป็นการทดลองว่า
การท่องเที่ยวจะช่วยให้สวนเก่า ขนมเก่า และวิถีริมคลอง
ยังมีเหตุผลที่จะอยู่ต่อได้อย่างไร

**15 สิงหาคม 2569**
08:30–15:00 น.
เช้าปั่นจักรยาน — บ่ายล่องเรือคลองแควอ้อม

ขอบคุณที่มาร่วม **ทดสอบเส้นทางจริง**
กินจริง ทำจริง ฟังเรื่องจริง
แล้วช่วยกันบอกเราว่า เส้นทางแบบนี้ควรไปต่ออย่างไร

**Regenerative Gastronomy Tourism — สมุทรสงคราม**

#กินตามน้ำ #มูหน่อยอร่อยด้วย #สมุทรสงคราม #เที่ยวชุมชน #อาหารท้องถิ่น

12/08/2026

บันทึกของหนุ่มเมืองสามน้ำ ตอนที่ 5

12 สิงหาคม 2569

“เศรษฐกิจฐานราก คือพระเอกตัวจริง”

เมื่อวานผมเขียนถึงตัวเลขหนึ่ง

164,070 บาทต่อคนต่อปี

คือ GPP per capita หรือผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัวของสมุทรสงครามในปี 2567

ตัวเลขนี้ทำให้จังหวัดที่มีพื้นที่เล็กที่สุดของประเทศไทย อยู่ใน อันดับที่ 26 ของประเทศ

แต่หลังจากมองตัวเลขนั้นอยู่นาน

ผมกลับรู้สึกว่า

สิ่งที่น่าสนใจกว่า “อันดับ”

คือคำถามว่า

“ใครกันแน่…เป็นคนสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดนี้?”



1. ถอดโรงงานใหญ่ เมืองใหญ่ และทุนใหญ่ออกไป เราเหลืออะไร?

หากมองจังหวัดที่มี GPP ต่อหัวสูงในลำดับต้น ๆ ของประเทศ เรามักพบเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่มองเห็นได้ชัด

นิคมอุตสาหกรรม

โรงงานขนาดใหญ่

สำนักงานใหญ่ของบริษัท

สนามบิน

ท่าเรือ

หรืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวขนาดใหญ่

แต่เมื่อหันกลับมามองสมุทรสงคราม

ภาพกลับแตกต่างออกไป

เราไม่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดมหึมา

ไม่มีอุตสาหกรรมหนักเป็นเครื่องยนต์หลัก

ไม่มีสนามบิน

ไม่มีเมืองขนาดใหญ่

และไม่มีประชากรจำนวนมาก

แต่สิ่งที่เรามีอยู่เต็มจังหวัดกลับเป็นสิ่งเล็ก ๆ

สวนมะพร้าวเล็ก ๆ

สวนส้มโอ

เรือประมงพื้นบ้าน

นาเกลือ

ร้านอาหาร

ตลาด

ร้านค้า

โฮมสเตย์

ผู้ประกอบการท่องเที่ยว

วิสาหกิจชุมชน

และครอบครัวจำนวนมากที่ประกอบอาชีพอยู่บนฐานทรัพยากรของบ้านตัวเอง

เมื่อมองเช่นนี้

เราอาจเริ่มเห็นคำตอบว่า

เครื่องยนต์เศรษฐกิจของสมุทรสงคราม

อาจไม่ได้มีเครื่องยนต์ใหญ่เพียงเครื่องเดียว

แต่ประกอบขึ้นจาก

“เครื่องยนต์เล็ก ๆ จำนวนมากที่ทำงานอยู่ทั่วทั้งจังหวัด”



2. เศรษฐกิจฐานราก ไม่ได้แปลว่า “เศรษฐกิจระดับล่าง”

คำว่า “เศรษฐกิจฐานราก” บางครั้งทำให้เรานึกถึงเศรษฐกิจที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ

รายได้น้อย

รายย่อย

หรือเป็นภาคส่วนที่รอให้เศรษฐกิจขนาดใหญ่เข้ามาพัฒนา

แต่ผมคิดว่าเราควรมองใหม่

ฐานราก ไม่ได้แปลว่าอยู่ล่างสุด

ฐานรากหมายถึง

“สิ่งที่ทั้งระบบยืนอยู่บนนั้น”

เหมือนบ้าน

เราอาจมองเห็นหลังคาก่อน

ชื่นชมการออกแบบของตัวอาคาร

หรือประทับใจกับความสูงของมัน

แต่สิ่งที่ทำให้บ้านทั้งหลังยืนอยู่ได้

กลับเป็นส่วนที่เราแทบมองไม่เห็น

นั่นคือ “ฐานราก”

เศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน

ผู้ประกอบการรายเล็กหนึ่งรายอาจดูไม่ใหญ่

เกษตรกรหนึ่งครอบครัวอาจสร้างมูลค่าไม่มากเมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่

เรือประมงหนึ่งลำอาจดูเล็กเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

แต่เมื่อคนตัวเล็กเหล่านี้มีอยู่เป็นพัน เป็นหมื่น และเชื่อมโยงกันทั้งจังหวัด

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ

“ระบบเศรษฐกิจ”



3. จุดแข็งของสมุทรสงคราม คือเศรษฐกิจกับชีวิตยังไม่ได้แยกออกจากกัน

ลองคิดถึงมะพร้าวหนึ่งต้น

มันไม่ได้สร้างเพียงผลผลิตทางการเกษตร

แต่มันเชื่อมไปถึง

น้ำตาลมะพร้าว

อาหาร

ขนม

ร้านค้า

การท่องเที่ยว

ภูมิปัญญา

วิถีชีวิต

และภูมิทัศน์ของพื้นที่

ปลาทูหนึ่งตัวก็เช่นเดียวกัน

มันไม่ได้จบลงที่ท่าเรือ

แต่เดินทางต่อไปยังตลาด

ร้านอาหาร

ครัวเรือน

ผลิตภัณฑ์แปรรูป

เรื่องเล่าของเมืองแม่กลอง

และกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำของจังหวัด

นี่คือความพิเศษของเศรษฐกิจฐานราก

เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจหนึ่งอย่าง

สามารถเชื่อมโยง

“คน – อาชีพ – วัฒนธรรม – ทรัพยากร – และพื้นที่”

เข้าด้วยกัน

ดังนั้น หากเศรษฐกิจฐานรากแข็งแรง

สิ่งที่แข็งแรงขึ้นอาจไม่ได้มีเพียงตัวเลขเศรษฐกิจ

แต่รวมถึงชุมชนและวิถีชีวิตด้วย



4. แต่ต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่า “ฐานราก” ไม่ได้แปลว่า “เข้มแข็ง” โดยอัตโนมัติ

การมีผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากเป็นจุดแข็ง

แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัด

รายเล็กอาจเข้าถึงเงินทุนยากกว่า

มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า

เข้าถึงเทคโนโลยีได้ยากกว่า

ทำการตลาดได้จำกัดกว่า

รับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติหรือความผันผวนทางเศรษฐกิจได้น้อยกว่า

และบางครั้ง

คนที่ผลิตของดีที่สุด กลับไม่ได้เป็นคนที่ได้รับมูลค่าสูงที่สุดในห่วงโซ่

เกษตรกรผลิตวัตถุดิบ

แต่กำไรอาจอยู่ปลายทาง

ชาวประมงจับปลา

แต่คนสร้างแบรนด์อาจได้รับมูลค่าเพิ่มมากกว่า

ชุมชนมีวัฒนธรรมและทรัพยากร

แต่รายได้จากการท่องเที่ยวอาจไหลออกนอกพื้นที่

นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญ

เราไม่ควรเพียงรักษาเศรษฐกิจฐานรากเอาไว้

แต่ต้องทำให้

“ฐานรากมีอำนาจทางเศรษฐกิจมากขึ้น”



5. อย่ารีบหา “ของใหม่” จนลืมเพิ่มมูลค่าให้ “ของดีที่มีอยู่แล้ว”

เมื่อพูดถึงการพัฒนา เรามักเริ่มต้นด้วยคำถามว่า

จะสร้างอะไรใหม่?

จะหาอุตสาหกรรมอะไรมาเพิ่ม?

จะดึงนักลงทุนรายใหญ่รายไหนเข้ามา?

คำถามเหล่านี้ไม่ผิด

แต่สำหรับจังหวัดเล็กอย่างสมุทรสงคราม

อาจมีอีกคำถามหนึ่งที่ควรถามก่อน

“ของดีที่เรามีอยู่แล้ว สร้างมูลค่าเต็มศักยภาพหรือยัง?”

มะพร้าวที่เรามีอยู่แล้ว

ทำอย่างไรให้มูลค่าต่อหน่วยสูงขึ้น?

ปลาทูที่เป็นภาพจำของแม่กลอง

ทำอย่างไรให้เดินทางไปไกลกว่าการเป็นอาหารหนึ่งจาน?

เกลือสมุทร

จะเชื่อมกับอาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว หรือผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ได้อย่างไร?

ส้มโอ ลิ้นจี่ อาหารพื้นถิ่น และภูมิปัญญา

จะเดินทางจาก Local Product

ไปสู่ Premium Market ได้อย่างไร?

ชุมชนที่มีวิถีชีวิตเฉพาะตัว

จะเปลี่ยนจากการเป็นเพียง “สถานที่ท่องเที่ยว”

ไปสู่ Experience Economy ที่ชุมชนเป็นเจ้าของมูลค่าได้อย่างไร?

บางครั้งการพัฒนา

อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างสิ่งใหม่

แต่เริ่มจาก

“มองสิ่งเดิมด้วยสายตาใหม่”



6. จาก “เศรษฐกิจฐานราก” สู่ “เศรษฐกิจมูลค่าสูง”

นี่จึงควรเป็นโจทย์สำคัญของแผนพัฒนาจังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. 2571–2575

เราไม่ควรเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง

“เศรษฐกิจฐานราก”

กับ

“เศรษฐกิจมูลค่าสูง”

เพราะสองเรื่องนี้สามารถเป็นเรื่องเดียวกันได้

อาหารพื้นบ้าน
→ Gastronomy

สินค้าเกษตร
→ Premium Product

ภูมิปัญญา
→ Creative Economy

ชุมชน
→ Experience Economy

ผู้ผลิตรายย่อย
→ Entrepreneur

วัตถุดิบ
→ Brand

และจาก

“ขายสิ่งที่ผลิตได้”

ไปสู่

“สร้างสิ่งที่ตลาดเห็นคุณค่า”

นี่คือการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

ไม่ใช่การทำให้ฐานรากหายไป

แต่ทำให้ฐานราก

“ขึ้นมาอยู่ในส่วนที่มีมูลค่าสูงขึ้นของห่วงโซ่เศรษฐกิจ”



7. การพัฒนาจังหวัดจึงไม่ควรมี “พระเอกคนเดียว”

เวลาพูดถึงความสำเร็จของจังหวัด

เรามักมองหาคนหนึ่งคน

หน่วยงานหนึ่งหน่วยงาน

โครงการหนึ่งโครงการ

หรือผู้ลงทุนรายใหญ่สักราย

แต่เศรษฐกิจของจังหวัดไม่ได้ถูกสร้างขึ้นแบบนั้น

จังหวัดหนึ่งจังหวัดเกิดจากแรงของผู้คนจำนวนมาก

คนปลูก

คนจับปลา

คนแปรรูป

คนทำอาหาร

คนขาย

คนขับเรือ

คนทำโฮมสเตย์

คนออกแบบผลิตภัณฑ์

คนทำตลาดออนไลน์

คนทำงานบริการ

คนรุ่นใหม่ที่กลับมาสร้างธุรกิจในบ้านเกิด

รวมถึงคนธรรมดาอีกจำนวนมากที่ชื่อของเขาอาจไม่เคยปรากฏอยู่ในรายงานเศรษฐกิจของจังหวัดเลย

แต่ทุกเช้า

คนเหล่านี้ตื่นขึ้นมา

เปิดร้าน

ลงเรือ

เข้าสวน

เข้าครัว

ผลิตสินค้า

ให้บริการ

และทำให้เงินหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่

หากถามว่า

“ใครคือพระเอกของเศรษฐกิจสมุทรสงคราม?”

คำตอบจึงอาจไม่ใช่ใครคนหนึ่ง

แต่คือ

“คนตัวเล็ก ๆ ทั้งจังหวัด”



และนี่อาจเป็นสิ่งที่แผนพัฒนาจังหวัดต้องไม่ลืม

เราไม่ได้พัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ตัวเลข GPP สวยขึ้น

ไม่ได้พัฒนาการท่องเที่ยวเพียงเพื่อให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

ไม่ได้พัฒนาการเกษตรเพียงเพื่อให้ผลผลิตมากขึ้น

และไม่ได้พัฒนาสินค้าเพียงเพื่อให้มูลค่าการค้าสูงขึ้น

ตัวเลขเหล่านั้นมีความสำคัญ

แต่ท้ายที่สุดแล้ว

“ตัวเลขต้องเดินทางกลับไปหาคน”

การเติบโตต้องกลับไปเป็นรายได้ของครัวเรือน

มูลค่าเพิ่มต้องกลับไปถึงเกษตรกรและผู้ผลิต

รายได้จากการท่องเที่ยวต้องหมุนเวียนอยู่ในชุมชน

และการพัฒนาต้องทำให้คนธรรมดาสามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้แข็งแรงกว่าเดิม

เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแรงที่สุด

อาจไม่ใช่เศรษฐกิจที่มีบริษัทใหญ่ที่สุด

แต่คือเศรษฐกิจที่

“คนตัวเล็กจำนวนมาก สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้”

สมุทรสงครามอาจเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย

และเราอาจไม่มีทุนขนาดใหญ่เป็นพระเอกของเรื่อง

แต่บางที

นั่นอาจเป็นจุดแข็งของเรา

เพราะพระเอกของเศรษฐกิจเมืองนี้

ไม่ได้ยืนอยู่บนเวที

เขาอยู่ในสวน

อยู่บนเรือ

อยู่ในตลาด

อยู่ในครัว

อยู่ในร้านเล็ก ๆ

และอยู่ในชุมชนทั่วทั้งจังหวัด

เศรษฐกิจฐานรากจึงไม่ใช่ “ตัวประกอบ” ของการพัฒนา

แต่คือ

“พระเอกตัวจริง”

และหน้าที่ของการพัฒนาจังหวัด

ไม่ใช่การเข้าไปแสดงแทนพระเอกเหล่านั้น

แต่คือ

“สร้างเวทีที่ทำให้คนตัวเล็ก ๆ สามารถเติบโต สร้างมูลค่า และได้รับผลตอบแทนจากสิ่งที่เขาสร้างอย่างเป็นธรรม”

ที่อยู่

Mae Klong
75000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Charming Samut Songkhram I เสน่ห์เมือง 3 น้ำผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท