สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่

สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่

17/04/2026

วิชาชีพ **"สังคมสงเคราะห์" (Social Work)** ในประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะ "ติดหล่ม" อย่างรุนแรง ทั้งในเชิงโครงสร้าง ค่าตอบแทน และการยอมรับจากสังคม การจะถอดรากปัญหานี้จำเป็นต้องมองข้ามแค่ความใจบุญ แล้วหันมาวิเคราะห์ที่ "กลไกเชิงระบบ" ดังนี้ครับ

---

# # 1. การติดหล่มของภาพลักษณ์: "นักบุญในคราบพนักงาน"
ภาพลักษณ์ของนักสังคมสงเคราะห์ในไทยมักถูกแช่แข็งไว้ที่การเป็น **"ผู้ให้บริจาค"** หรือ **"เจ้าหน้าที่แจกของ"** มากกว่าจะเป็น **"วิชาชีพเฉพาะทาง"**

* **ความเข้าใจผิดเชิงหน้าที่:** สังคมมักมองว่าใครก็ทำได้ เพียงแค่มีใจรักการบริการ ทำให้ทักษะเฉพาะทาง เช่น การทำ Case Management, การบำบัดทางสังคมจิตใจ (Psychosocial support) หรือการวิเคราะห์นโยบาย ถูกมองข้าม
* **Charity vs. Rights:** บ้านเรายังติดอยู่กับโมเดล "สงเคราะห์แบบการกุศล" (Charity-based) มากกว่า "การคุ้มครองสิทธิ" (Rights-based) ทำให้นักสังคมสงเคราะห์กลายเป็นเพียงตัวกลางส่งมอบความช่วยเหลือ มากกว่าผู้ที่เข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างชีวิตผู้คน

---

# # 2. โครงสร้างค่าตอบแทน: "ค่าของงานที่ไม่สะท้อนความเสี่ยง"
เมื่อเทียบกับวิชาชีพอื่นในกลุ่มสหวิชาชีพ (แพทย์, พยาบาล, นักจิตวิทยา) ค่าตอบแทนของนักสังคมสงเคราะห์ถือว่ารั้งท้ายอย่างเห็นได้ชัด

* **เพดานเงินเดือนที่ต่ำ:** ส่วนใหญ่ทำงานในหน่วยงานรัฐหรือ NGO ซึ่งมีฐานเงินเดือนเริ่มต้นตามมาตรฐานวุฒิปริญญาตรีทั่วไป โดยไม่มี "ค่าวิชาชีพ" หรือ "ค่าตอบแทนพิเศษ" ที่จูงใจเพียงพอเมื่อเทียบกับความเสี่ยงหน้างาน
* **ภาระงานล้นมือ (Overload):** สัดส่วนนักสังคมสงเคราะห์ต่อประชากรในไทยอยู่ในเกณฑ์วิกฤต ส่งผลให้เกิดภาวะ **Burnout** ได้ง่าย และคนเก่งๆ มักจะไหลออกจากระบบไปทำงานสายบริหารหรือทรัพยากรมนุษย์ (HR) แทน

---

# # 3. พื้นที่งานที่จำกัด: "รัฐผูกขาด และท้องถิ่นที่ยังไม่ตื่นตัว"
* **การกระจุกตัวในส่วนกลาง:** ตำแหน่งงานส่วนใหญ่อยู่ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) หรือโรงพยาบาลรัฐ ทำให้พื้นที่การทำงานถูกจำกัดอยู่ในกรอบระเบียบราชการ
* **ท้องถิ่นขาดงบประมาณ:** อปท. (องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น) หลายแห่งยังไม่มีตำแหน่งนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดปัญหาชุมชนที่สุด
* **ภาคเอกชนยังไม่เห็นค่า:** ธุรกิจส่วนใหญ่ยังมองการช่วยเหลือสังคมเป็นเพียง CSR (การบริจาค) แทนที่จะจ้างนักสังคมสงเคราะห์ไปทำเรื่องสวัสดิการพนักงานหรือการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

---

# # 4. สถานะทางสังคม: "วิชาชีพที่ไร้เสียง"
ในเชิงอำนาจ (Power Dynamics) นักสังคมสงเคราะห์มักมีอำนาจต่อรองน้อยที่สุดในทีมสหวิชาชีพ

* **กฎหมายวิชาชีพที่ยังไม่เข้มแข็ง:** แม้จะมี พ.ร.บ. วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ แต่การบังคับใช้และการสร้างมาตรฐานเพื่อยกระดับสถานะยังทำได้ไม่เต็มที่
* **การถูกมองว่าเป็นงานสนับสนุน:** มักถูกจัดอยู่ในหมวด "งานสนับสนุน" (Back office) มากกว่า "งานยุทธศาสตร์" ทำให้เวลาตัดสินใจนโยบายสำคัญ เสียงของนักสังคมสงเคราะห์จึงเบาที่สุด

---

# # 5. คำถามกู้วิกฤต: ต้อง "ถอนราก" อย่างไร?
หากจะกู้วิกฤตวิชาชีพนี้ เราต้องกล้าถามและลงมือทำใน 3 ประเด็นหลัก:

1. **Re-Branding:** เราจะเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก "ผู้ใจบุญ" เป็น "ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงของมนุษย์" (Human Security Expert) ได้อย่างไร?
2. **Structural Pay Rise:** รัฐบาลจะสามารถกำหนด "ค่าใบประกอบวิชาชีพ" และ "ค่าตอบแทนความเสี่ยง" ให้ทัดเทียมกับวิชาชีพเฉพาะทางอื่นได้อย่างไรเพื่อให้คนคุณภาพไม่ลาออก?
3. **Mandatory Social Work:** การผลักดันให้สถานประกอบการขนาดใหญ่หรือท้องถิ่น "ต้องมี" นักสังคมสงเคราะห์ตามกฎหมาย เพื่อขยายตลาดงานและประสิทธิภาพในการดูแลประชาชน

**สรุป:** ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ "ตัวบุคคล" แต่เป็นเรื่องของ **"คุณค่าที่รัฐและสังคมมอบให้"** หากเรายังมองว่าการช่วยเหลือคนเป็นเรื่องของความเมตตาเพียงอย่างเดียว วิชาชีพนี้ก็จะยังคงติดหล่มอยู่ในกองงานและค่าตอบแทนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินต่อไป

ที่อยู่

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตChiang Mai
Chiang Mai
50200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่:

แชร์

ประเภท