วันว่าง diary

วันว่าง diary วันว่างที่ไม่ว่าง

23/09/2025

“เมื่อเราไม่รู้จัก เราก็อาจไม่รู้สึกถึงความสูญเสีย หากสิ่งเหล่านั้นหายไป” นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์
สำหรับใครหลายคน การไปเที่ยวป่าอาจหมายถึงการชมความงดงามของธรรมชาติ หรือการไปดื่มด่ำทะเลหมอกสุดสายตา แต่ในมุมมองของ หมอหม่อง – รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์และนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
หมอหม่องเอ่ยชวนเราทุกคนก้าวข้ามการเป็น ‘นักท่องเที่ยวธรรมดา’ ไปสู่การเป็น ‘นักอ่านป่า’ ที่สามารถตีความและทำความเข้าใจเรื่องราวที่ธรรมชาติกำลังเล่าให้เราฟัง
#เรารู้จักธรรมชาติรอบตัวแค่ไหน?
หมอหม่องตั้งคำถามง่าย ๆ แต่สะกิดใจว่า เรารู้จักสัตว์ที่อยู่รอบตัวมากน้อยเพียงใด เช่น หากให้เลือกระหว่างช้างสองตัวว่า ‘ช้างไทย’ คือฝ่ายไหน หรือหากให้ชี้ว่านกตัวไหนคือนกเงือกไทย หลายคนอาจตอบไม่ได้ แม้แต่นกสามัญประจำบ้าน 8 ชนิดที่อยู่รอบตัวเราก็อาจยังไม่รู้จัก
เมื่อเราไม่รู้จัก เราก็อาจไม่รู้สึกถึงความสูญเสียหากสิ่งเหล่านั้นหายไป เช่นเดียวกับการเลือกเห็ดป่าที่กินได้หรือกินไม่ได้ หากขาดความรู้ก็อาจถึงแก่ชีวิตได้ เรื่องนี้สะท้อนว่า คนเมืองกำลังสูญเสียทักษะการสังเกตและประสาทสัมผัสทางธรรมชาติ
#อ่านธรรมชาติให้ออก
การเดินทางท่องเที่ยวในป่าไม่ควรจบลงเพียงการ ‘เช็คอิน’ ถ่ายรูปกับป้ายบนยอดดอย แล้วรีบกลับลงมาเหมือนการมีหนังสือดี ๆ อยู่ในมือแต่เราอ่านไม่ออก หมอหม่องชี้ว่า หากเรามีทักษะ ‘อ่านธรรมชาติ’ โลกใบนี้จะเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าทึ่งมากมาย
ลองนึกภาพการเดินป่า บางคนอาจเห็นเพียงต้นไม้หนาทึบหรือมัวแต่กังวลเรื่องทาก แต่หากมองลึกลงไป ทุกใบไม้มีเรื่องเล่า อย่างตุ่มบนใบที่แท้จริงคือรังของแมลง หรือ ‘ฝอยลม’ ไลเคนสีขาวฟูที่บ่งบอกถึงอากาศบริสุทธิ์ซึ่งไม่มีวันเจอกลางสี่แยกเมืองใหญ่
#ป่าคือห้องเรียนของชีวิต
ในป่า ทุกสิ่งล้วนมีความหมาย เรือนยอดอายกัน ต้นไม้ไม่ให้กิ่งใบชนกันราวกับรู้จักรักษาระยะห่าง เครือข่ายเชื้อราใต้ดิน ระบบสื่อสารลับที่ทำให้ต้นไม้แลกเปลี่ยนสารอาหารและสัญญาณ โรงงานรีไซเคิลใต้ถุนป่า เห็ดราและจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์คืนสู่ดิน
เมล็ดพันธุ์นับหมื่นในป่าอาจงอกขึ้นมาเป็นไม้ใหญ่ได้เพียงหนึ่งต้น แข่งขันกันเพื่อแสงแดด แต่บางพืชเลือกใช้ ‘กลยุทธ์’ เช่น เถาวัลย์ที่ไต่เกาะต้นไม้อื่น หรือเฟิร์นรังนกที่สร้างสวนลอยฟ้าของตัวเอง
สัตว์ป่าก็ไม่ต่างกัน จั๊กจั่นสร้างปล่องป้องกันน้ำท่วม ปลวกย่อยสลายเศษไม้คืนสารอาหาร ผีเสื้อใบไม้ใหญ่อินเดียพรางตัวได้แนบเนียนราวใบไม้แห้ง ส่วน นกเงือก เป็นนักปลูกป่าที่แท้จริง กระจายเมล็ดพันธุ์ไปไกลและช่วยให้เมล็ดงอกง่ายขึ้น
#บทเรียนจากความสัมพันธ์ในป่า
สิ่งมีชีวิตในป่าล้วนทำงานร่วมกันอย่างสอดคล้อง ต้นไทรที่ผลิดอกออกผลแม้ยามต้นไม้อื่นว่างเปล่า กลายเป็น ‘Keystone Species’ ที่ค้ำจุนทั้งระบบนิเวศ หรือการที่มดอาศัยอยู่ในโพรงต้นไม้แล้วช่วยแลกเปลี่ยนสารอาหาร คือบทเรียนของ การอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัย
แต่เมื่อถนนตัดผ่านป่า ชะนีที่เคยโหนเถาวัลย์ข้ามเรือนยอดก็ต้องแยกจากฝูง การสร้าง Wildlife Corridor หรือทางเชื่อมป่า คือความพยายามใหม่ที่ช่วยให้สัตว์กลับมามีเส้นทางชีวิต
#ความรักต้องมาพร้อมความรู้
หมอหม่องเตือนว่า ความรักธรรมชาติเพียงอย่างเดียวไม่พอ หากขาดความรู้ก็อาจก่อผลเสีย เช่น การสร้างฝายในลำธารผิดที่ผิดทางที่ทำให้ระบบน้ำเปลี่ยนแปลง กลายเป็นการทำร้ายโดยไม่ตั้งใจ
เราต้องรักธรรมชาติอย่างมีความเข้าใจ เพราะแม้แต่สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อย่างไส้เดือน กิ้งกือ หรือทาก ก็มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศทั้งหมด
#ป่าและมนุษย์เรื่องเดียวกัน
โลกนี้ไม่ใช่ของมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นของทุกชีวิตบนโลก หากเรามองธรรมชาติเป็นเพียงทรัพยากร เราก็จะสูญเสียความสามารถในการอยู่รอดไปพร้อมกับมัน สังคมที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือสิ่งมีชีวิต คือสังคมที่มั่นคงและยั่งยืนที่สุด
#บทสรุปแปลป่าให้โลกฟัง
หมอหม่องย้ำว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากแม่ผู้สอนให้เป็นคน ‘แปลป่า’ และเชื่อว่าเราทุกคนก็ทำได้เช่นกัน เพราะเรา จะรักเฉพาะสิ่งที่เรารู้จัก และจะรักษาเฉพาะสิ่งที่เรารัก
ดังนั้น การทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ และมองเห็นความงดงามของธรรมชาติรอบตัวด้วยหัวใจของเราเอง คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ชีวิตมนุษย์ไม่เพียงอยู่รอด แต่ยังคุ้มค่าและอุดมสมบูรณ์
ร่วมปกป้องผืนป่า สัตว์ป่า เพื่อความยั่งยืนของทุกชีวิต https://www.seub.or.th/donate/
#สืบสานงานอนุรักษ์ #รำลึก35ปีสืบนาคะเสถียร

21/09/2025

“ค้าน #เพิกถอน #อุทยานทับลาน 2.6 แสนไร่ ให้ #สปก.” จาก #มูลนิธิสืบฯ ถึง #นายกฯ อนุทิน เหตุผลหลัก “ #นัยสำคัญเชิงระบบนิเวศของผืนป่า - สถานะ #มรดกโลก”
วันนี้ (19 ก.ย.2568) มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง #นายกรัฐมนตรี #อนุทิน #ชาญวีระกูล “ขอยืนยันเจตนารมณ์คัดค้านการเพิกถอนพื้นที่ 2.6 แสนไร่ ออกจากการเป็น #อุทยานแห่งชาติทับลาน” รายละเอียดดังนี้
“สืบเนื่องจากในวันที่ 21 กันยายน 2568 นี้ #สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ( #สคทช.) ร่วมกับ #กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะมีการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ชุมชนที่เกี่ยวข้องและประชาชนในการกำหนด #แนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน (เพิ่มเติม) นั้น
#มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขอยืนยันเจตนา #คัดค้านการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ทั้ง 265,286.58 ไร่ เพื่อกันออกจากการเป็นอุทยานแห่งชาติและส่งมอบพื้นที่ให้ #สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)
เนื่องจากอุทยานแห่งชาติทับลานเปรียบเสมือนไข่แดงของ #กลุ่มป่าดงพญาเย็น- #เขาใหญ่ เป็น #ทางเชื่อมของสัตว์ป่า ในการเดินข้ามไปมาระหว่างพื้นที่ในกลุ่มป่า เป็น #แหล่งอาศัยของสัตว์ป่า ที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของประเทศไทย ถือเป็น #ดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของผืนป่า และ #ความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งผืนป่าบริเวณดังกล่าวมีศักยภาพและความอุดมสมบูรณ์มากพอต่อการขยายตัวของจำนวน #เสือโคร่ง
การประชุม #คณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 47 ได้มีมติย้ำความห่วงกังวล ต่อการที่ยังคงมี #การพิจารณาลดขนาดของพื้นที่ อุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลก

และขอเตือนให้รัฐภาคีตระหนักว่า การปรับเปลี่ยนแนวเขตภายในประเทศที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อขอบเขตของแหล่งมรดกหรือคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (OUV) โดยมิได้เสนอคำขอแก้ไขขอบเขตอย่างมีนัยสำคัญต่อศูนย์มรดกโลก ตามแนวทางอนุวัตตามอนุสัญญา และมิได้รับการอนุมัติเห็นชอบจากคณะกรรมการมรดกโลก อาจทำให้แหล่งมรดกโลกเผชิญกับภัยคุกคามร้ายแรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อคุณลักษณะสำคัญของแหล่ง ทั้งนี้เป็นไปตามย่อหน้าที่ 180 (b) ของแนวทางอนุวัตตามอนุสัญญา และการจัดตั้งเขตกันชนใด ๆ จะต้องได้รับการเห็นชอบจาก คณะกรรมการมรดกโลก ตามย่อหน้าที่ 107 ของแนวทางอนุวัตตามอนุสัญญ เช่นกัน
ดังนั้นการพิจารณาเพิกถอนพื้นที่ขนาดใหญ่ออกจากระบบพื้นที่คุ้มครอง ควรพิจารณาด้วยความละเอียดรอบคอบ โดยขอให้พิจารณาแยกกลุ่มปัญหา ห้วงเวลา ที่มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการในการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน ไม่ควรรวมทุกกลุ่มปัญหานำวิธีการเดียวกันมาแก้ไข เพราะหากขาดความระมัดระวังจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของระบบนิเวศป่าไม้ และสัตว์ป่า

รัฐบาลไทยควรปกป้องรักษาคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลของกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ผืนป่ามรดกโลก เพื่อรักษาพันธสัญญาทางกฎหมายที่ประเทศได้ให้ไว้ในระดับนานาชาติ และคงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนต่อไป” จดหมายเปิดผนึก ระบุ

20/09/2025

จดหมายเปิดผนึกถึงนายกอนุทิน ชาญวีรกูล
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรขอยืนยันเจตนารมณ์คัดค้านการเพิกถอนพื้นที่ 2.6 แสนไร่ ออกจากการเป็นอุทยานแห่งชาติทับลาน
สืบเนื่องจากในวันที่ 21 กันยายน 2568 นี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะมีการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ชุมชนที่เกี่ยวข้องและประชาชนในการกำหนดแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน (เพิ่มเติม) นั้น มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ขอยืนยันเจตนาคัดค้านการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานทั้ง 265,286.58 ไร่ เพื่อกันออกจากการเป็นอุทยานแห่งชาติและส่งมอบพื้นที่ให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เนื่องจากอุทยานแห่งชาติทับลานเปรียบเสมือนไข่แดงของกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ เป็นทางเชื่อมของสัตว์ป่าในการเดินข้ามไปมาระหว่างพื้นที่ในกลุ่มป่า เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของประเทศไทย ถือเป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของผืนป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งผืนป่าบริเวณดังกล่าวมีศักยภาพและความอุดมสมบูรณ์มากพอต่อการขยายตัวของจำนวนเสือโคร่ง
การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 47 ได้มีมติย้ำความห่วงกังวล ต่อการที่ยังคงมีการพิจารณาลดขนาดของพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลก และขอเตือนให้รัฐภาคีตระหนักว่า การปรับเปลี่ยนแนวเขตภายในประเทศที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อขอบเขตของแหล่งมรดกหรือคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล (OUV) โดยมิได้เสนอคำขอแก้ไขขอบเขตอย่างมีนัยสำคัญต่อศูนย์มรดกโลก ตามแนวทางอนุวัตตามอนุสัญญา และมิได้รับการอนุมัติเห็นชอบจากคณะกรรมการมรดกโลก อาจทำให้แหล่งมรดกโลกเผชิญกับภัยคุกคามร้ายแรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อคุณลักษณะสำคัญของแหล่ง ทั้งนี้เป็นไปตามย่อหน้าที่ 180 (b) ของแนวทางอนุวัตตามอนุสัญญา และการจัดตั้งเขตกันชนใด ๆ จะต้องได้รับการเห็นชอบจาก คณะกรรมการมรดกโลก ตามย่อหน้าที่ 107 ของแนวทางอนุวัตตามอนุสัญญ เช่นกัน
ดังนั้นการพิจารณาเพิกถอนพื้นที่ขนาดใหญ่ออกจากระบบพื้นที่คุ้มครอง ควรพิจารณาด้วยความละเอียดรอบคอบ โดยขอให้พิจารณาแยกกลุ่มปัญหา ห้วงเวลา ที่มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการในการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน ไม่ควรรวมทุกกลุ่มปัญหานำวิธีการเดียวกันมาแก้ไข เพราะหากขาดความระมัดระวังจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของระบบนิเวศป่าไม้ และสัตว์ป่า รัฐบาลไทยควรปกป้องรักษาคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลของกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ผืนป่ามรดกโลก เพื่อรักษาพันธสัญญาทางกฎหมายที่ประเทศได้ให้ไว้ในระดับนานาชาติ และคงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนต่อไป
ร่วมรักษาผืนป่า สัตว์ป่า และความยั่งยืนของทุกชีวิต https://www.seub.or.th/donate/

20/09/2025
18/09/2025

หวัง เอินหลิน : ชาวนาผู้ไม่ยอมจำนนต่อนายทุน เรียนกฎหมาย 16 ปี เพื่อทวงคืนผืนดินให้คนในหมู่บ้าน จนกลายเป็นคดีด้านสิ่งแวดล้อมที่ยาวนานที่สุดของจีน
ใช่ว่าฮีโร่ทุกคนต้องใส่ผ้าคลุม บางครั้งพวกเขาใส่รองเท้าบู๊ตเปื้อนโคลน ถือจอบ และค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงโลกเงียบ ๆ ย้อนกลับไปในปี 2001 ‘หวัง เอินหลิน’ (Wang Enlin) ชาวนาวัย 44 ปี ที่ลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เพื่อออกมาทำงานหาเงินดูแลครอบครัว แต่เขาในกลับต้องเปลี่ยนบทบาทครั้งใหญ่ ก้าวสู่ ‘นักกฎหมายจำเป็น’ อย่างเลี่ยงไม่ได้
หวัง เอินหลิน เริ่มศึกษากฎหมายจากตำราเรียนและพจนานุกรมเพียงเล่มเดียว มาเป็นเวลายาวนานถึง 16 ปี ก่อนจะยื่นฟ้องบริษัทในปี 2015 ตอนเขาอายุได้ 60 ปี เพื่อทวงคืนสิ่งที่เป็นของตนและคนในหมู่บ้านกลับคืนมา
ความพากเพียรของคุณลุงหวัง ทำให้ชาวจีนส่วนใหญ่เอาใจช่วย เพราะมีน้อยคนนัก โดยเฉพาะคนที่เรียนจบแต่ชั้น ป.3 จะกล้าต่อกรกับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเคมีภัณฑ์ แต่เขาก็ทำให้เห็นแล้วว่า การเป็นผู้กล้าไม่จำเป็นต้องเรียนจบสูงส่ง หรือมีสถานะทางบ้านดีเลิศ หากใจยังไม่หมดหวัง และเชื่อในความยุติธรรม ทุกคนก็สามารถเป็นฮีโร่ได้
และนี่คือเรื่องราวพลังของคนธรรมที่ไม่ยอมแพ้ ต่อการกระทำของผู้มีอำนาจ
หวัง เอินหลิน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอวี่ซู่ถุน (Yushutun) มณฑลเฮยหลงเจียง (Heilongjiang) ประเทศจีน ทำนาเป็นอาชีพหลักและอาชีพเดียวที่ทำให้เขาสามารถลืมตาอ้าปากในโลกที่โหดร้าย เช่นเดียวกับทุกคนในหมู่บ้าน พวกเขาทุ่มเททุกอย่างไปที่ผืนนาของตน
แต่แล้วฝันร้ายก็มาเยือน เมื่อ Qihua Group บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติจีน ก่อตั้งในปี 1997 ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมวัสดุเคมีและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี เช่น PVC และอีพ็อกซี่เรซิน เริ่มทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ต่างจากการทำลายชีวิตของคนในหมู่บ้าน หลังจากคณะกรรมการหมู่บ้านให้เช่าที่ดิน ราว 178 ไร่ แก่บริษัทในปี 2001 เพื่อใช้เป็นที่ทิ้งของเสียทางเคมี โดยไม่ได้รับความยินยอมจากชาวบ้านในพื้นที่
จากผืนนาที่เคยอุดมสมบูรณ์ คอยหล่อเลี้ยงชีวิตและจิตวิญญาณของคนในครอบครัวและชุมชน กลับกลายเป็นผืนดินแห้งกรัง ปนเปื้อนไปด้วยคราบเคมี ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาทั้งชีวิตพังพินาศไปในชั่วพริบตา พืชผลเหี่ยวเฉา อาชีพของชาวบ้านถูกทำลาย และที่เลวร้ายยิ่งกว่า คือ ไม่มีใครดูแล แม้แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังเพิกเฉย และชาวบ้านรวมถึงหวังเองดูเหมือนจะไร้ทางออก
หลังจากร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นแต่ไม่เป็นผล หวังได้รับความช่วยเหลือในปี 2007 จาก ศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ประสบภัยมลพิษ (Centre for Legal Assistance to Pollution Victims) ซึ่งช่วยชาวบ้านรวบรวมหลักฐานเพื่อฟ้องร้อง
ในปี 2013 การตรวจตัวอย่างระดับปรอทที่ดำเนินการโดย Green Beagle Institute องค์กรไม่แสวงกำไรในปักกิ่ง พบว่าที่ดินดังกล่าว ไม่เหมาะสมสำหรับการเกษตร กระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของจีนได้บรรจุ Qihua อยู่ในรายชื่อคดีสิ่งแวดล้อม ในปี 2014
แต่กว่าคดีของหวังจะได้รับการพิจารณาเข้าสู่ระบบยุติธรรมของจีน ก็ต้องรออีกหนึ่งปี ‘หม่า จุน’ (Ma Jun) นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชื่อดังบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า แม้กระบวนการฟ้องร้องจะราบรื่นขึ้นหลังปี 2015 แต่คดีมลพิษทางสิ่งแวดล้อมยังใช้เวลาหลายปีกว่าจะถูกนำไปขึ้นศาล ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ รัฐบาลท้องถิ่นยังคงให้การคุ้มครองบางส่วนแก่บริษัทที่ก่อมลพิษ
อันที่จริง หวังอาจยอมก้มหน้า น้อมรับชะตากรรม ใช้ชีวิตอยู่เงียบ ๆ ให้ผ่านพ้นไปในแต่ละวัน ยอมเปลี่ยนอาชีพมาทำงานรับจ้างทั่วไปก็ย่อมได้ เพราะเขาลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่ยังไม่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โอกาสที่คนอย่างเขาจะชนะบริษัทมหาศาลนั้นดูแทบเป็นศูนย์ แต่ดูเหมือนว่าไม่มีคำว่า ‘ถอย’ หรือ ‘ยอมแพ้’ อยู่ในหัวใจของสุดแกร่งของชายคนนี้
เขาตัดสินใจศึกษากฎหมายด้วยตัวเอง เพื่อเอาผิด Qihua Group หวังไม่ได้แค่คิด เขาลงมือทำอย่างจริงจัง ถึงจะไม่มีเงินเรียนในระบบการศึกษา เหมือนอย่างคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เขาไม่เคยย่อท้อ เลือกใช้เวลาว่างช่วงเย็นไปนั่งคัดลอกตำรากฎหมายในร้านหนังสือทุกวัน จนเจ้าของร้านประทับใจในความตั้งใจของเขา และยอมให้จ่ายเป็น ‘ถุงข้าวโพด’ แทนเงิน
ตลอด 6 ปี หวังเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้รู้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างถ่องแท้ โดยอาศัยการเรียนด้วยตัวเอง ถึงจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนแทบจะไร้การศึกษาอย่างเขา จะเข้าใจคำศัพท์ทางกฎหมาย แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ผลของความพยายามไม่เคยทรยศใคร เพราะเขาตั้งใจแน่วแน่ที่จะเรียกร้องความยุติธรรมนำกลับมาสู่มือทุกคน
“ในประเทศจีน เบื้องหลังของการเกิดมลพิษทุกอย่าง ล้วนมีการคอร์รัปชันเกิดขึ้นเสมอ” หวังกล่าว และเขามีความศรัทธาอย่างแรงกล้าว่าจะทำให้ Qihua Chemical Group (หรือ Heilongjiang Haohua Chemical) ต้องรับผิดชอบผลของการกระทำ
ทุกวันนี้ คุณลุงหวังจัดทำเอกสารทางกฎหมายเอง และเปิดบ้านจัดประชุมทุกวันให้ชาวบ้านที่ต้องการเรียนรู้สิทธิของตน แม้ว่าเขาจะป่วยเป็นโรคปอดและต้องใช้ยาเพื่อช่วยให้หายใจอยู่ก็ตาม แต่เขายังไม่ลืม และจะไม่มีวันลืมการกระทำอันโหดร้ายของ Qihua ที่แกล้งทำเป็นหูหนวกตาบอด ต่อปัญหา ที่เกิดขึ้นเป็นอันขาด
คุณลุงหวังเล่าว่า ตำรวจมักแวะเวียนมาหาที่บ้าน เพื่อกดดันให้เขาไม่เอาเรื่องบริษัท และหยุดให้สัมภาษณ์สื่อ แต่อย่างที่รู้ เขาไม่มีวันหยุด…
“พวกเราเป็นแค่ชาวนา ไม่มีทั้งทรัพยากรหรืออำนาจ” หวัง เป่าชิน (Wang Baoqin) หนึ่งในสมาชิกทีมผู้สูงอายุพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของหวัง เอินหลิน (ไม่ได้เป็นญาติกับคุณลุงหวัง) กล่าว
“ต่อสู้กับรัฐบาลเราไม่มีทางชนะ ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ทุจริตเรายิ่งไม่มีทางชนะ ดังนั้นเราจึงเลือกสู้กับนายทุนแทน”
ตามข้อมูลของ ‘ราเชล สเติร์น’ (Rachel Stern) ผู้เขียนหนังสือ Environmental Litigation in China: A Study in Political Ambivalence จำนวนคดีใหม่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ศาลประชาชนสูงสุดของจีนรับฟังคดีลักษณะนี้ถึง 133,000 คดีในปี 2017
ผู้ร้องบางรายประสบความสำเร็จ โดยในปี 2015 บริษัทยักษ์น้ำมันแห่งหนึ่งถูกสั่งให้จ่ายเงิน 1.68 ล้านหยวน (ประมาณ 9.2 ล้านบาท) ให้ชาวประมง 21 คนที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน เมื่อผู้สื่อข่าวเอเอฟพีไปเยือนโรงงานของ Qihua ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2017 พบว่าโรงงานไม่ได้ดำเนินการผลิต ที่ดินแห้งแล้งปกคลุมด้วยหญ้าขึ้นรก ไม่มีสระน้ำเสียขนาดใหญ่เหมือนก่อน
แต่ หวัง เป่าชิน คาดการณ์ว่า ที่ดินตรงนั้นจะไม่สามารถปลูกพืชได้อีกแล้ว
“เราอาจไม่ได้เห็นความยุติธรรมในชีวิตของเราเอง
“แต่เราทำสิ่งนี้เพื่อคนรุ่นหลัง”
เดือนกุมภาพันธ์ 2017 หวังและทีมผู้สูงอายุพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ได้รับชัยชนะครั้งสำคัญ เมื่อศาลท้องถิ่นมีคำสั่งให้ Qihua เก็บกวาดกากของเสียทางเคมีที่อยู่ติดกับที่ดินของเกษตรกร และจ่ายเงินชดเชยรวม 820,000 หยวน (ประมาณ 4.5 ล้านบาท) ให้ครัวเรือนชนบทที่ได้รับผลกระทบ 55 ครัวเรือน
แต่คำตัดสินดังกล่าวถูกศาลสูงกว่าเพิกถอน และหวังกำลังเตรียมต่อสู้ในศาลอีกครั้ง
“เราต้องชนะอย่างแน่นอน กฎหมายอยู่ข้างเรา” คุณลุงหวังบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพี เมื่อปี 2017
แม้คดีระหว่างชาวบ้านธรรมดากับบริษัทยักษ์ใหญ่ยังไม่สิ้นสุด และยังไม่มีรายงานผลคำตัดสินขั้นสุดท้ายจากศาลอุทธรณ์เผยแพร่ออกมา แต่ตราบใดที่ยังมีคนอย่างคุณลุงหวัง ความหวังก็ยังคงหยั่งรากลึกอยู่บนผืนแผ่นดินไม่จากไปไหน
เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง
#ชาวนา #สิ่งแวดล้อม #กฎหมาย #หวัง_เอินหลิน

16/09/2025

16 กันยายน "วันโอโซนโลก"

วันที่ 16 กันยายนของทุกปีตรงกับวันโอโซโลก (World Ozone Day) ถูกกำหนดขึ้นในปี พ.ศ. 2530 จากอนุสัญญาเวียนนา และพิธีสารว่าด้วยการเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน และลงนามในพิธีสารมอนทรีออลขึ้นในวันที่ 16 กันยายน 2530 โดยการกำหนดวันโอโซนโลกนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติต่ออนุสัญญา ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และช่วยกันลดใช้สาร CFCs และสารฮาลอน ซึ่งเป็นตัวทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ

โอโซน (Ozone หรือ O3) เป็นก๊าซที่เกิดจากการแตกตัวของก๊าซออกซิเจนในชั้นบรรยากาศ ซึ่งซึ่งก๊าซโอโซนมีความสามารถในการดูดซึมรังสีอัลตราไวโอเลต โดยโอโซนระดับสูงจะเป็นโล่ป้องกันให้พืชและสัตว์พ้นจากอันตรายของรังสี UV และช่วยให้อากาศของพื้นโลกเสถียร เนื่องจากรังสีไวโอเลตก็สามารถทำให้โอโซนแตกตัวกลับเป็นอะตอมและโมเลกุลของออกซิเจนก่อนลงมาถึงพื้นโลก ถ้าหากโมเลกุลของโอโซนถูกทำลายไปจำนวนหนึ่งก็จะทำให้รังสีอัลตราไวโอเลตสามารถเข้ามาถึงพื้นผิวของโลกได้มากยิ่งขึ้น เป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนและโรคมะเร็งผิวหนังนั่นเอง

โอโซนจะถูกทำลายได้ด้วยสารทําลายโอโซน เช่น คลอโรฟลูออโรคาร์บอนหรือซีเอฟซี (CFCs) ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เครื่องทําความเย็นในตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ โฟม กระป๋องสเปรย์ สารดับเพลิง นอกจากนี้ยังมีสารชะล้าง เช่น คาร์บอนเตตระคลอไรด์ (CCl4) ที่มักใช้เป็นตัวทําละลายในห้องปฏิบัติการ การผลิตยาเม็ด และใช้ทดสอบการดูดซึมของถ่านกัมมันตรังสีอีกด้วย

ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ได้ร่วมกันหยุดผลิตสารทำลายโอโซนที่กล่าวมานี้ ยกเว้นในกรณีที่จำเป็น และในอุตสาหกรรมได้พยายามผลิตสารที่เป็นมิตรกับโอโซน (Ozone-Friendly) ตามพิธีสารมอนทรีออลซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการลดและเลิกใช้สารทําลายชั้นบรรยากาศโอโซน และค่อยๆ ฟื้นฟูปริมาณโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ให้เพิ่มขึ้น โดยคาดการว่าปริมาณโอโซนจะกลับเข้าสู่ระดับปกติในปี ค.ศ. 2070

ที่มา: เว็บไซต์กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเว็บไซต์สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

#กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช #วันโอโซนโลก #โอโซน #สิ่งแวดล้อม

12/09/2025

เส้นทาง Fjallraven Thailand Trail งานเดินป่าระยะ(ไม่)ไกล เส้นใหม่เอี่ยม
บนเส้นทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ของ “สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และเป็นงานเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี Fjallraven Thailand Apparel ในประเทศไทย Save วัน เวลาไว้ก่อน รายละเอียดงานติดตามได้ที่นี่ เร็วๆ นี้
#เดินป่าไทย #เดินป่า

12/09/2025

ที่อยู่

Chiang Mai

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วันว่าง diaryผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วันว่าง diary:

แชร์

ประเภท