06/05/2026
อากาศร้อน เอลนีโญ่ มีผลกับปากท้องเราแน่นอน
(แค่เห็นสวนทุเรียนโดนพายุฤดูร้อนก็เศร้าแทน)
คงต้องได้เริ่มปลูกผักหญ้ากินกันละ
ตลอด 1-2 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) คือสิ่งที่เราได้ยินมาตลอด และนอกจากสภาพภูมิอากาศแล้วปรากฎการณ์ที่สภาวะโลกร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกทวีความรุนแรงขึ้น ยังส่งผลถึงปากท้องและความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) โดยตรง
คริส จาคคารินี นักวิเคราะห์อาวุโส ด้านอาหารและการเกษตร จากหน่วยข่าวกรองด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ (Energy and Climate Intelligence Unit) กล่าวว่า ปี 2026 กำลังจะเป็นอีกปีหนึ่งที่ความขัดแย้งและความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นความจริง ทั้งจากสภาพอากาศสุดขั้วที่กระทบการผลิตในพื้นที่เพาะปลูกหลัก รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งพลต่อเชื้อเพลิงพลังงาน และปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตร
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือฐานการผลิตอาหารสำคัญของโลก และเอลนีโญกำลังทำให้พืชบางชนิดมีแนวโน้มลดลง มีรายงานระบุว่า เอลนีโญทำให้ฝนลดลงในบริเวณที่ปกติมีฝนชุก ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความล้มเหลวของพืชผลในหลายภูมิภาคพร้อมกันโดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ แอฟริกากลาง ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อเมริกากลาง บราซิล และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ขณะที่พืชบางชนิด มีผลผลิตลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ข้าว ธัญพืช ส่วน น้ำตาล และน้ำมันปาล์มมีแนวโน้มผลผลิตลดลงพร้อมกันในหลายประเทศ ทั้งไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ ให้สัมภาษณ์ National Geographic ฉบับภาษาไทย ว่า จนถึงขณะนี้ผลลัพธ์ของการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และภาคเกษตร กรรมได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะข้าว น้ำตาล และน้ำมันปาล์ม ซึ่งราคาสูงขึ้นทั้งจากปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
“เวลาพูดเรื่องความมั่นคงทางอาหาร มองแค่ตัวเลขผลผลิตที่ได้อย่างเดียวคงไม่ได้ ผมขอนิยามความมั่นคงทางอาหารใน 4 ความหมายหลัก เพื่อเชื่อมโยงว่าสภาพภูมิอากาศร้อนขึ้นส่งผลต่อความมั่นคงในนิยามใด โดยหลักการแล้วความมั่นคงทางอาหารประกอบไปด้วย 1. การมีอาหารเพียงพอ (Food Availability) ซึ่งหมายถึงการมีอาหารในปริมาณที่เพียงพอและมีคุณภาพซึ่งจนถึงขณะนี้ยังเชื่อว่าอาหารยังมีเพียงพออยู่ 2. การเข้าถึงอาหาร (Food Access) ซึ่งหมายถึงการที่คนคนหนึ่งการเข้าถึงทรัพยากรที่เหมาะสมรวมไปถึงสิทธิเพื่อการหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม และถ้าในกรณีที่ผลผลิตน้อยลง หรือสินค้ามีราคาที่สูงขึ้น สำหรับบางครอบครัวอาจกระทบในส่วนนี้”
“ข้อ 3 คือการใช้ประโยชน์จากอาหาร (Food Utilization) การใช้ประโยชน์จากอาหารในการบริโภค ซึ่งอากาศที่ร้อนขึ้นส่งผลถึงการมี Food waste ที่เพิ่มขึ้น เกิดการเน่าเสียแทนที่จะเก็บได้นานขึ้น และข้อ 4 คือการมีเสถียรภาพด้านอาหาร (Food Stability) ประชาชนหรือครัวเรือนหรือบุคคลต้องเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอตลอดเวลา ไม่มีความเสี่ยงในการเข้าถึงอาหารเมื่อเกิดความขาดแคลนขึ้นมาอย่างกะทันหัน”
อากาศกับปากท้องสัมพันะ์อย่างไร? จากการศึกวิจัยพบว่าปัจจัยอุณหภูมิที่สูงส่งผลกระทบต่อวงจรด้านอาหารทั้งระบบ ได้แก่ ภาคประมงและทรัพยากรน้ำ ซึ่งความร้อนส่งผลถึงการอพยพของสัตว์น้ำ โดยเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้สัตว์น้ำอพยพไปยังพื้นที่ที่เย็นกว่าทางตอนเหนือ ส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำในภูมิภาคนี้ลดลง ขณะที่การรุกล้ำของน้ำเค็ม เมื่อปริมาณน้ำจืดในเขื่อนมีน้อยลง การปล่อยน้ำเพื่อไล่น้ำทะเลจะทำได้ยาก ทำให้เกิดการรุกล้ำของน้ำเค็ม ซึ่งทำลายพืชผลและสัตว์น้ำจืด
ภาคการเกษตร อุณหภูมิที่สูงและผันผวนส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายและลดลง พืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ทุเรียน มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ ขณะที่ด้านปศุสัตว์มีต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นจากการควบคุมอุณหภูมิเพื่อไม่ให้สัตว์เครียด กินน้อยลง โตช้าลง เป็นโรคง่ายขึ้น และผสมพันธุ์ได้น้อยลง ซึ่งกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนและภาระแก่เกษตรกร ทั้งนี้สภาพอากาศยังส่งผลต่อการเน่าเสียของอาหาร เพิ่ม Food Waste และ Food Loss ระหว่างการขนส่ง
อ่านต่อที่ https://ngthai.com/environment/81785/el-nino-food-security/