Green Life Plus นิตยสารแจกฟรี ที่เต็มไปด้วยสาระความรู้มากมายสำหรับทุกคน / Organizer ระดับ Professional

นิตยสารแจกฟรีรายเดือน ที่รักษ์สิ่งแวดล้อม ที่มีสาระมากมาย พร้อมทั้งไลฟ์สไตล์ ที่พร้อมให้ทุกคนอย่างจริงใจ

บางจากฯ ร่วมเวที TNCC แลกเปลี่ยนมุมมองด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใส สะท้อนแนวคิด “Integrity in Practice” สู่การปฏิบัติจริ...
26/05/2026

บางจากฯ ร่วมเวที TNCC แลกเปลี่ยนมุมมองด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใส สะท้อนแนวคิด “Integrity in Practice” สู่การปฏิบัติจริง

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลอย่างมีความรับผิดชอบ ในเวที “Integrity in Practice Forum: Shaping the Future through Responsible Governance” ซึ่งจัดโดยหอการค้าไทย-นอร์เวย์ (Thai-Norwegian Chamber of Commerce) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย และเครือข่ายหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมแนวคิดด้านความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต และการต่อต้าน คอร์รัปชันในภาคธุรกิจและสังคม

งานดังกล่าวจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี ของหอการค้าไทย-นอร์เวย์ โดยมี H.E. Mrs. Astrid Emilie Helle เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงาน พร้อมผู้แทนจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และองค์กรด้านธรรมาภิบาลทั้งไทยและต่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติด้านกำกับดูแลกิจการอย่างมีความรับผิดชอบ ผ่านเวทีเสวนาและการหารือเชิงปฏิบัติการ

นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกรรมการหอการค้าไทย-นอร์เวย์ ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “From Vision to Practice: Transparency Roadmap” โดยสะท้อนมุมมองว่า ESG และธรรมาภิบาลเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ขององค์กร และเป็นเข็มทิศในการตัดสินใจดำเนินงานในทุก ๆ วัน มากกว่าจะเป็นเพียงกรอบในการจัดทำรายงาน หรือข้อกำหนดเชิงนโยบาย

นางกลอยตา กล่าวว่า ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจต้องสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการทำงานประจำวัน ผ่านกระบวนการที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และสร้างความเข้าใจร่วมกันภายในองค์กร โดย “Integrity in Practice” คือการมองให้ไกลกว่าสิ่งที่กฎหมายกำหนด และพร้อมดำเนินการเชิงรุกเมื่อพบสัญญาณเตือน หรือความเสี่ยงด้านจริยธรรม

นอกจากนี้ ผู้นำองค์กรยังต้องเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติจริง (walk the talk) และร่วมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง ให้พนักงานกล้าตั้งคำถาม กล้าสะท้อนความกังวล และตัดสินใจบนพื้นฐานของความถูกต้อง ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบเท่านั้น เพราะหลักการเหล่านี้มีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่น การดึงดูดการลงทุน ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

บางจากฯ ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง โดยมีนโยบายกำกับดูแลกิจการอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2546 พร้อมกลไกสนับสนุนการดำเนินงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ อาทิ ระบบช่วงงดซื้อขายหลักทรัพย์ การเปิดเผยความขัดแย้งทางผลประโยชน์ การกำหนดระดับอำนาจอนุมัติ การแบ่งแยกหน้าที่ในการทำงาน การพิจารณาและอนุมัติโครงการแบบข้ามสายงาน cross-functional ตลอดจนระบบควบคุมภายใน การตรวจสอบภายใน และคณะกรรมการตรวจสอบ

ในด้านการดำเนินงาน บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบในกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่การจัดซื้อจัดจ้าง การอนุมัติ ไปจนถึงการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ผ่านหลักปฏิบัติต่าง ๆ เช่น การกำกับดูแลด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ระบบเอกสารและการตรวจสอบย้อนกลับ การปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม และนโยบายงดรับของขวัญ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังขยายแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมไปยังคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ผ่านการกำหนด แนวปฏิบัติสำหรับคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) การประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ของคู่ค้า ตลอดจนการจัดกิจกรรมและสัมมนาเพื่อสร้างความตระหนักด้านธรรมาภิบาลร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า

บางจากฯ เป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) ตั้งแต่ปี 2556 และให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านธรรมาภิบาลกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีคู่ค้าของบริษัทฯ จำนวน 136 ราย ที่ได้รับการรับรอง CAC สะท้อนให้เห็นว่าการส่งเสริมความโปร่งใสและความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในองค์กร แต่กำลังขยายไปสู่ห่วงโซ่คุณค่าและระบบนิเวศทางธุรกิจในวงกว้าง ผ่านความร่วมมือของภาคธุรกิจในการร่วมกันยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชันร่วมกัน

“ตลาดใต้ต้นยาง ปลุกพลังชุมชน!ปากพลีเดินหน้ายกระดับตลาดสีเขียว สร้างรายได้ สร้างงานสร้างอาชีพ”วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 วันป...
24/05/2026

“ตลาดใต้ต้นยาง ปลุกพลังชุมชน!
ปากพลีเดินหน้ายกระดับตลาดสีเขียว สร้างรายได้ สร้างงานสร้างอาชีพ”

วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 วันป่าชุมชนแห่งชาติ นายสรรเสริญ คำทอง นายอำเภอปากพลี ร่วมประชุม หาแนวทางการพัฒนาตลาดใต้ต้นยาง กับ พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา และคณะ โดยมีผู้ประกอบการ กำนันตำบลนาหินลาด เข้าร่วมประชุม ซึ่งเป็นการรับฟังความต้องการ ปัญหา อุปสรรค ในการดำเนินการตลาด เพื่อหาแนวทางในการยกระดับตลาดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน สามารถเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ต่อไป

และในวันนี้ นายอำเถอปากพลี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอปากพลี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯ ผู้ประกอบการร้านค้าในตลาดใต้ต้นยาง ร่วมกันถ่ายทำคลิปวีดีโอโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพื่อใช้เป็นสื่อประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวให้แก่ประชาชนทั่วไปได้ทราบ ซึ่งตลาดต้นยางเปิดให้บริการทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงเพื่อให้เป็นแหล่งการค้าสินค้าเกษตรและสินค้าประจำถิ่นสร้างงานสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่พบกับสินค้าดีราคาถูกและที่สำคัญยังเป็นการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวชุมชนสีเขียวสู่ความยั่งยืน

EXIM BANK มองโลกเผชิญวิกฤต “รุนแรง-ผันผวน-แปรปรวน” ลุยเดินหน้ากลยุทธ์ “5T” นำผู้ประกอบการไทยฝ่าภาวะ 3 สูง สู่การเติบโตอย...
23/05/2026

EXIM BANK มองโลกเผชิญวิกฤต “รุนแรง-ผันผวน-แปรปรวน” ลุยเดินหน้ากลยุทธ์ “5T” นำผู้ประกอบการไทยฝ่าภาวะ 3 สูง สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
.
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยในงานแถลงหัวข้อ “โลกเปลี่ยน ความท้าทายใหม่ EXIM BANK เคียงข้างธุรกิจไทยฝ่าวิกฤตโลก” ว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากภาวะวิกฤตที่ “รุนแรง ผันผวน และแปรปรวน” ใน 3 มิติหลัก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนทั่วโลก รวมถึงภาคการส่งออกของไทยที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่
ความขัดแย้งที่รุนแรง ทั้งในรูปแบบของสงครามในสนามรบที่ยืดเยื้อและสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ยเคมี สำคัญของโลก จนสั่นสะเทือนถึงความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารในหลายประเทศ ขณะเดียวกัน มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังส่งผลต่อทิศทางการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
ความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดการเงินโลก จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์และค่าธรรมเนียมความเสี่ยงสงคราม (War Risk Surcharge) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและราคาทองคำ ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและสภาพคล่องของภาคธุรกิจไทย
ความแปรปรวนด้านสิ่งแวดล้อม จากภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศสุดขั้ว ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและต้นทุนการผลิต รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (European Union Deforestation Regulation : EUDR) มาตรการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน (Corporate Sustainability Reporting Directive : CSRD) และระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยการลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation : PPWR) ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของทั้งโลกและไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำลง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า GDP โลกในปี 2569 จะเติบโตในระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปีที่ระดับ 3.1% ลดลงจาก 3.4% ในปีก่อนหน้า ขณะที่การค้าโลกอาจขยายตัวต่ำสุดในรอบ 3 ปี ที่ระดับ 2.8% ลดลงจาก 5.1% ในปี 2568 สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัวสูงสุดในรอบ 2 ปี แตะระดับ 4.4% เพิ่มจาก 4.1% ในปีก่อนหน้า
สำหรับประเทศไทย EXIM BANK ประเมินว่า การส่งออกในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวราว 7% โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งได้รับอานิสงส์จากกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการขนส่งและค่าประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของประเทศคู่ค้า รวมถึงมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับ “ภาวะ 3 สูง” ที่ท้าทายความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ 1) Cost สูง จากต้นทุนวัตถุดิบ โลจิสติกส์ ค่าแรง ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายในการบริหารความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น 2) Compliance สูง จากข้อกำหนดด้านมาตรฐานสากล กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและ ESG กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนมาตรฐานทางบัญชีที่เข้มงวดมากขึ้น และ 3) Competition สูง จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากสินค้าต้นทุนต่ำจากจีน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับโมเดลธุรกิจ และเสริมความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง
นายชลัช กล่าวอีกว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความท้าทาย EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ พร้อมทำหน้าที่ Export Co-pilot เคียงข้างลูกค้าด้วยกลยุทธ์ “5T” ตามแนวนโยบายภาครัฐ ประกอบด้วย Target บรรเทาผลกระทบและลดความเสี่ยงให้ลูกค้าโดยเฉพาะ SMEs อย่างตรงจุด ผ่านการออกเยี่ยมกิจการเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ พร้อมให้ความช่วยเหลือด้วยการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย เสริมสภาพคล่อง และประคองการจ้างงานตามความเหมาะสม Transition สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวผ่านผลิตภัณฑ์ Sustainable Finance โดยตั้งเป้าหมายสินเชื่อและภาระผูกพันเพื่อการลงทุนและการปรับตัวสู่ความยั่งยืนที่ 50% ของยอดคงค้างรวม อีกทั้งจะขยายการให้บริการด้าน ESG เช่น การจัดทำรายงานความยั่งยืนสำหรับลูกค้า EXIM BANK ที่สนใจปรับตัวตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก Transform ส่งเสริมการยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยี และกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายตลาดใหม่ผ่านการให้คำปรึกษา การจับคู่ธุรกิจ และการจัดกิจกรรมและ Product Package ร่วมกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น เป็น 75% การดำเนินงานทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนหลักการ Transparency สนับสนุนการส่งออกอย่างโปร่งใส สอดรับกับมาตรฐานสากล และดูแลลูกค้าด้วยความเป็นมืออาชีพ และ Together บูรณาการความร่วมมือภายใน EXIM One Team และกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้าง Export Ecosystem ที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการไทยอย่างครบวงจร
“มาตรการและความช่วยเหลือของ EXIM BANK จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีทั้งความพร้อมในการรับมือและความสามารถในการปรับตัวต่อความท้าทายในทุกมิติ โดย EXIM BANK พร้อมทำหน้าที่เป็น Export Co-pilot เคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกสถานการณ์ สนับสนุนให้ธุรกิจไทยไม่เพียงอยู่รอดจากวิกฤต แต่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนบนเวทีการค้าโลก” นายชลัช กล่าว

คอมแพ็ค เบรก โดยคุณมินทร์ลดา อัศวกุลบุรานนท์ รองผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและภาพลักษณ์ ได้เข้าร่วมงานแถลงข่าวและสนับสนุน “...
22/05/2026

คอมแพ็ค เบรก โดยคุณมินทร์ลดา อัศวกุลบุรานนท์ รองผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและภาพลักษณ์ ได้เข้าร่วมงานแถลงข่าวและสนับสนุน “เอก - มงคล คำสูง” นักแข่งมืออาชีพเจ้าของฉายา “แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์” จากทีม MILLENNIUM MOTORSPORT x MAGIK PROSHOP ลงแข่งขันในรายการ PT Maxnitron Racing Series 2026 รุ่น Siam GT Class ที่ในปีนี้ยังคงใช้รถแข่งคู่ใจ MINI Cooper F56 Challenge EVO ลงล่าโพเดียม ซึ่งภายในงาน Mini Millennium Auto ผู้จำหน่ายรถยนต์ MINI อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ยังได้เปิดตัว “คูเปอร์” มาสคอตสุนัขพันธุ์อิงลิชบูลด็อกสุดน่ารักที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์ของรถ MINI ในธีมเรซซิ่ง เพื่อสร้างสีสันและเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างแบรนด์กับกลุ่มลูกค้า รวมถึงชาว MINIster ให้ใกล้ชิดและมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น

SME D Bank ร่วมขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ตอบโจทย์นโยบาย  #ราชการทันใจ ลดภาระเอสเอ็มอี เข้าถึงบริการ "พัฒนาคู่เติมทุน"  สะด...
21/05/2026

SME D Bank ร่วมขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ตอบโจทย์นโยบาย #ราชการทันใจ ลดภาระเอสเอ็มอี เข้าถึงบริการ "พัฒนาคู่เติมทุน" สะดวก และรวดเร็ว

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank พร้อมผู้บริหารธนาคาร เข้าร่วมงานยกระดับประเทศไทยสู่รัฐบาลดิจิทัล ขับเคลื่อนการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล ภายใต้แนวคิด "ปลดล็อกข้อมูลภาครัฐ ลดภาระภาคประชาชน" จัดโดย สำนักงาน ก.พ.ร. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ที่จะบูรณาการความร่วมมือปฏิรูปกระบวนการทำงานของหน่วยงานรัฐต่างๆ เชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลแบบ Real Time ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (BDEX) แทนกระดาษ เริ่ม 1 ก.ค. 2569 นี้ เพื่อลดการใช้กระดาษ ลดภาระ ลดต้นทุนของประชาชน และภาคธุรกิจ ให้เข้าถึงบริการภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ และทันสมัย โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในงาน โดยมีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐต่างๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569

ทั้งนี้ SME D Bank พร้อมนำนโยบายดังกล่าว มาประยุกต์ในการทำงาน ตามแนวทาง "ราชการทันใจ" อำนวยความสะดวก ขยายโอกาสผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงบริการ "พัฒนาคู่เติมทุน"ของธนาคาร อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ทททให้ต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจาก CNN International...
21/05/2026

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทททให้ต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจาก CNN International

นำโดย Mr. Phil Nelson, Executive Vice President เข้าเยี่ยมคารวะผู้ว่าการ ททท. เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยสู่เวทีโลก ผ่านเครือข่ายสื่อระดับนานาชาติ รวมถึงการแลกเปลี่ยนความร่วมมือเกี่ยวกับงาน CNN Global Perspectives: In Bangkok ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรม Ritz-Carlton กรุงเทพฯ โดยเป็นเวทีระดับโลกที่รวบรวมผู้นำจากภาคธุรกิจ นโยบาย เทคโนโลยี และวัฒนธรรมทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อร่วมวิเคราะห์ทิศทางโลกในมิติภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และ Soft Power โดยมีผู้สื่อข่าวและผู้ดำเนินรายการชั้นนำของ CNN เข้าร่วมอย่างใกล้ชิด
ความร่วมมือนี้ จะตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
ซึ่งการผนึกกำลังกับเครือข่ายสื่อชั้นนำอย่าง CNN จะช่วยขยายการรับรู้ประเทศไทยในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของอัตลักษณ์วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ วิถีชีวิต และคุณค่าทางสังคม (Value-based Tourism) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวคุณภาพในปัจจุบัน อีกทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ของประเทศให้มีความทันสมัย เชื่อมโยงกับกระแสโลก และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ นักลงทุน รวมถึงผู้มีอิทธิพลทางความคิดจากนานาประเทศได้อย่างยั่งยืน

ผู้ว่าการ กกท. ชื่นชมนักกีฬาเยาวชนไทย ยกมาตรฐานการจัดการแข่งขันสู่ระดับสากลดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศ...
20/05/2026

ผู้ว่าการ กกท. ชื่นชมนักกีฬาเยาวชนไทย ยกมาตรฐานการจัดการแข่งขันสู่ระดับสากล

ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เข้าร่วมงานเลี้ยงขอบคุณนักกีฬากรุงเทพมหานคร ในการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 “สุราษฎร์ธานีเกมส์” โดยมี นายถิรชัย วุฒิธรรม นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในงานเลี้ยง พร้อมด้วย นายไทวุฒิ ขันแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร, นายทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ, พลเอกราชรักษ์ เรียนพืชน์ อุปนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกรุงเทพมหานคร, นางวิไล เจริญชัยสกุล ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว, นายสุทธิพันธ์ วรรณวินเวศร์ ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกรุงเทพมหานคร และนักกีฬาเยาวชนกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ทุกครั้งที่มีการแข่งขันระดับประเทศ กรุงเทพมหานครมักครองความเป็นเจ้าเหรียญทอง อาจด้วยจำนวนประชากรและปัจจัยต่าง ๆ ที่มีความได้เปรียบ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการบริหารจัดการด้านกีฬาที่มีมาอย่างยาวนาน ของสมาคมกีฬากรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2540 รวมถึงการบริหารจัดการด้านโรงเรียนกีฬา ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของเยาวชนในการก้าวสู่ความสำเร็จ ทั้งในเส้นทางนักกีฬาสมัครเล่น นักกีฬาอาชีพ และยังได้รับความรู้เพื่อประกอบอาชีพในอนาคตอีกด้วย ขอชื่นชมกรุงเทพมหานคร สมาคมกีฬากรุงเทพมหานคร ผู้ฝึกสอน และนักกีฬาทุกคน รวมถึงขอสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองในเรื่องมาตรฐานการจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยการจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีนั้น ก็เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้มีเวทีการแข่งขันที่ได้มาตรฐาน และเป็นการเตรียมความพร้อมสู่ระดับทีมชาติ

“โดยรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนในการจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติปีละกว่า 300 ล้านบาท เพื่อวางรากฐานการพัฒนากีฬาเยาวชนของประเทศ ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานการตัดสินและการจัดการแข่งขัน โดยประสานความร่วมมือกับสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยทุกสมาคม เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีการใช้ภาษาอังกฤษและศัพท์เทคนิคด้านกีฬา เพื่อให้นักกีฬาเยาวชนได้คุ้นเคยกับบรรยากาศการแข่งขันระดับนานาชาติ และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติ ต่อไป”

รวอ.วราวุธ ประกาศรวมพลัง ONE MIND เสริมแกร่งเอสเอ็มอีไทย ในโครงการ CEO Exclusive Program จัดโดย SME D Bank นายวราวุธ ศิล...
20/05/2026

รวอ.วราวุธ ประกาศรวมพลัง ONE MIND เสริมแกร่งเอสเอ็มอีไทย ในโครงการ CEO Exclusive Program จัดโดย SME D Bank

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจเอสเอ็มอีไทย แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการ "CEO Exclusive Program : Mastering CFO Mindset, AI Financial Strategy and Capital Expansion" จัดโดย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานภายใต้กำกับทุกแห่ง พร้อมรวมพลังเป็น “ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในทุกมิติ เพิ่มศักยภาพ ก้าวทันเทรนด์โลก สามารถแข่งขันได้ในเวทีระดับสากล นอกจากนั้น ให้เกียรติเป็นประธานสักขีพยานในการมอบป้ายสินเชื่อและร่วมลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับการสนับสนุนจาก SME D Bank

ทั้งนี้ ภายในงาน มี นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงอุตสาหกรรม และประธานกรรมการ SME D Bank ให้การต้อนรับ และนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดโครงการ เพื่อมุ่งพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะด้านบัญชี การเงิน และการบริหารธุรกิจเชิงกลยุทธ์ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างเหมาะสม จัด ณ ห้องทับทิม อาคาร SME Bank Tower เมื่อเร็วๆ นี้

ECO-BRAND กาแฟใต้ร่มไม้ กับภารกิจคืนลมหายใจให้ผืนป่าและผู้คนท่ามกลางปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ที่ปกคลุมภาคเหนือในทุกฤด...
20/05/2026

ECO-BRAND กาแฟใต้ร่มไม้ กับภารกิจคืนลมหายใจให้ผืนป่าและผู้คน

ท่ามกลางปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ที่ปกคลุมภาคเหนือในทุกฤดูแล้ง “ป่า” และ “คน” มักถูกมองว่าอยู่คนละฝั่งของสมการการพัฒนา แต่บนพื้นที่สูงหลายแห่งของประเทศไทย วันนี้มีโมเดลหนึ่งที่กำลังพิสูจน์ว่า การรักษาป่าและการสร้างรายได้ให้ชุมชนสามารถเดินไปพร้อมกันได้จริง ผ่านเมล็ดกาแฟเม็ดเล็ก ๆ ใต้ร่มเงาไม้

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. กำลังขับเคลื่อน “ECO-BRAND” ตรารับรองของสินค้าเกษตรบนพื้นที่สูงที่ผลิตด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เพื่อยกระดับผลผลิตให้เป็นมากกว่าสินค้าทางเศรษฐกิจ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันระหว่าง “คน ป่า และคุณภาพชีวิต” อย่างยั่งยืน

หัวใจสำคัญของ ECO-BRAND คือแนวคิด “No Burn” หรือ “ไม่เผา” การเปลี่ยนผ่านจากระบบเกษตรดั้งเดิมที่ต้องมีการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรก่อนเพาะปลูก มาเป็นการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดจุดความร้อน (Hotspot) และช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่กลายเป็นวิกฤตร่วมของสังคมไทย

เมื่อ “เกษตรกรดี” ปรับวิถีการผลิตจากการทำลายสู่การเกื้อกูลป่า ไม่บุกรุกพื้นที่สีเขียวเพิ่ม แต่ใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงรายได้ที่มั่นคง หากยังนำไปสู่ “สินค้าดี” ที่ผ่านมาตรฐานการผลิต ทั้ง GAP และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อระบบนิเวศอย่างแท้จริง และเมื่อสินค้าคุณภาพเหล่านี้เดินทางถึงมือ “ผู้บริโภคดี” คุณค่าที่ได้รับจึงไม่ใช่เพียงรสชาติหรือสุขภาพที่ดีขึ้น แต่คือความรู้สึกร่วมในการเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูผืนป่าและลดมลพิษทางอากาศไปพร้อมกัน

หนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ สวพส. ส่งเสริมอย่างจริงจัง คือ “กาแฟ” พืชที่เติบโตได้ดีใต้ร่มเงาธรรมชาติ และกลายเป็นความหวังใหม่ของชุมชนบนพื้นที่สูง ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกาแฟภายใต้การส่งเสริมของ สวพส. รวม 37 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 39,138 ไร่ แบ่งเป็นกาแฟอะราบิกา 37,516.6 ไร่ และโรบัสต้า 1,621.4 ไร่ พื้นที่สำคัญในการปลูกกาแฟ ได้แก่ โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงวาวี แม่สลอง
พื้นที่อมก๋อย (แม่แฮหลวง ขุนตื่นน้อย ผีปานเหนือ ห้วยแห้ง) ปางมะโอ ป่าเกี๊ยะใหม่ บ่อเกลือ สบเมย แม่สอง โหล่งขอด ปางหินฝน ห้วยฮะ และป่าแป๋ เป็นต้น โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟกว่า 3,643 ราย สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชนปีละกว่า 80 - 100 ล้านบาท

เบื้องหลังตัวเลขทางเศรษฐกิจ คือการเปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์และผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกลมีอาชีพที่มั่นคง ผ่านระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปลูกกาแฟแบบ Shade-Grown Coffee หรือกาแฟใต้ร่มไม้ เป็นการช่วยอนุรักษ์ต้นน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ และยังทำให้เมล็ดกาแฟมีคุณภาพสูง รสชาติซับซ้อน และมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น

สิ่งที่น่าสนใจ คือกาแฟกำลังเปลี่ยนบทบาทของพื้นที่สูง จากพื้นที่ที่เคยถูกแผ้วถางเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวระยะสั้น กลายเป็น “วนเกษตร” ที่ช่วยหยุดการบุกรุกป่า และฟื้นฟูระบบนิเวศภายใต้ร่มเงา
เมล็ดกาแฟจึงเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาที่ทำให้ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด”

ในวันที่โลกกำลังเผชิญความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม ECO-BRAND คือตราสัญลักษณ์ ที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้บริโภค และสังคม ให้ร่วมกันพิสูจน์ว่า “การพัฒนา” ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการสูญเสียผืนป่าเสมอไป

และเพื่อส่งต่อคุณค่าจากต้นทางสู่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค สวพส. เปิดช่องทางจำหน่ายสินค้า ECO-BRAND ผ่านเว็บไซต์ “ของดีบนดอย” เพื่อเชื่อมตรงระหว่างเกษตรกรบนพื้นที่สูงกับผู้ประกอบการและผู้บริโภค ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน พร้อมสร้างความมั่นใจว่าสินค้าที่เลือกซื้อ มาจากระบบเกษตรที่ใส่ใจทั้งคนและผืนป่าอย่างแท้จริง

ออมสิน แจกจริง! สลากออมสินแคมเปญ 113 ล้านบาท จับรางวัลรอบที่ 1 วันที่ 16 พ.ค. 69ผู้โชคดี 26 ราย รับเงินรางวัลรวม 13 ล้าน...
19/05/2026

ออมสิน แจกจริง! สลากออมสินแคมเปญ 113 ล้านบาท จับรางวัลรอบที่ 1 วันที่ 16 พ.ค. 69

ผู้โชคดี 26 ราย รับเงินรางวัลรวม 13 ล้านบาท ลุ้นรอบต่อไป 16 มิ.ย. 69 รีบซื้อสลากยิ่งมีโอกาสมาก
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ผลการจับรางวัลสลากออมสินแคมเปญใหญ่แห่งปี ฉลอง 113 ปี ธนาคารออมสิน เงินรางวัลรวม 113 ล้านบาท จับรางวัล 3 รอบ โดยจับรางวัลรอบแรกกันไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา จำนวน 26 รางวัล รางวัลละ 500,000 บาท มีผู้โชคดีรวม 26 ราย กระจายความสุขไปในหลากหลายพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ นครสวรรค์ ลพบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม นนทบุรี สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต สงขลา และกรุงเทพมหานคร เงินรางวัลรวม 13 ล้านบาท โดยธนาคารได้โอนเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอนของลูกค้าผู้โชคดีทั้ง 26 รายเรียบร้อยแล้ว
สำหรับการจับรางวัลรอบที่ 2 จะมีขึ้นในงวดวันที่ 16 มิถุนายน 2569 รางวัลละ 1 ล้านบาท จำนวน 30 รางวัล รวมเงินรางวัลรอบที่ 2 จำนวน 30 ล้านบาท จากนั้นกำหนดจับรางวัลรอบสุดท้ายในงวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 อีก 70 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรางวัลละ 10 ล้านบาท จำนวน 7 รางวัล รวมมูลค่ารางวัลพิเศษ 3 รอบรวมกันทั้งสิ้น 113 ล้านบาท ผู้สนใจซื้อสลากออมสินเพิ่มเติมเพื่อจะได้มีโอกาสลุ้นรางวัลพิเศษมากยิ่งขึ้นในการจับรางวัลรอบที่ 2 และรอบที่ 3 สามารถติดต่อซื้อสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี ทั้งแบบใบสลากและสลากดิจิทัล ได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือกดซื้อทางแอปพลิเคชัน MyMo ด้วยตัวเองได้ตลอด 24 ชม.
แคมเปญส่งเสริมการออมแห่งปีของธนาคารออมสิน “ฉลอง 113 ปี เพิ่มเงินรางวัล เพิ่มจำนวนรางวัล กับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี และ 2 ปี (แบบใบสลากและสลากดิจิทัล) เงินรางวัลรวม 113 ล้านบาท” เพื่อส่งเสริมการออม และกระจายความสุขส่งต่อกำลังใจให้คนไทยในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจ โดยมีการเพิ่มจำนวนรางวัล และเพิ่มเงินรางวัล ตลอดจนเปิดโอกาสให้ลูกค้าเดิมที่ถือครองสลากอยู่แล้วได้รับสิทธิ์จับรางวัลอีกด้วย ทั้งนี้ การออมเงินในรูปแบบสลากออมสินเป็นการฝากเงินที่มีความมั่นคง ผู้ออมได้รับผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด โดยเงินต้นและดอกเบี้ยเงินฝากของลูกค้าธนาคารออมสินได้รับการค้ำประกันจากรัฐบาลทั้งจำนวน และยังมีโอกาสลุ้นรางวัลประจำงวด ตลอดจนรางวัลพิเศษที่ธนาคารจัดขึ้นในโอกาสต่าง ๆ ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์ได้ที่เว็บไซต์ www.gsb.or.th หรือติดต่อที่ GSB Contact Center โทร.1115

เอเนอร์จี้ ลิบ ปฏิวัติพลังงานครัวเรือนไทย สู่ความยั่งยืนด้วยนวัตกรรมโซลาร์เซลล์    นายทวนทอง ศรีวิเชียร ประธานเจ้าหน้าที...
18/05/2026

เอเนอร์จี้ ลิบ ปฏิวัติพลังงานครัวเรือนไทย สู่ความยั่งยืนด้วยนวัตกรรมโซลาร์เซลล์
นายทวนทอง ศรีวิเชียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอเนอร์จี้ลิบ (ประเทศไทย)
“เป้าหมายของเรา คือการมอบ ‘อิสระทางพลังงาน’ (Energy Independence) ให้กับครัวเรือนไทย ด้วยนวัตกรรมที่เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานหลักของบ้านอย่างยั่งยืน เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้อย่างลงตัว” คุณทวนทอง ศรีวิเชียร เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดในประเทศไทย
มุมมองตลาดโซลาร์เซลล์: จากพลังงานทางเลือก สู่พลังงานหลักของที่พักอาศัย
คุณทวนทองมองว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยมีปัจจัยกระตุ้นทั้งจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและความผันผวนของราคาพลังงานโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าไฟฟ้าในครัวเรือน
“ในประเทศไทย พลังงานแสงอาทิตย์กำลังขยับจากการเป็นพลังงานทางเลือกมาเป็นพลังงานหลักสำหรับที่พักอาศัยมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการสนับสนุนของรัฐ เช่น การลดหย่อนภาษี ซึ่งเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจติดตั้งได้ง่ายขึ้น”
อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับตลาดในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลีย ซึ่งมีบ้านกว่า 4 ล้านหลังติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไปแล้ว และกำลังก้าวเข้าสู่ยุค ‘Energy Independence’ หรือการติดตั้งแบตเตอรี่เพื่อกักเก็บพลังงานใช้เองแบบ 100% ตลาดไทยยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น (Early Stage) แต่มีศักยภาพการเติบโตมหาศาล “เราจึงมองเห็นโอกาสในการนำโมเดลความสำเร็จจากออสเตรเลียมาประยุกต์ใช้ เพื่อข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และยกระดับมาตรฐานการติดตั้งโซลาร์ในไทยให้ก้าวไปอีกขั้น”
EnergyLIB กับการสร้างความต่าง: ลบภาพจำความยุ่งยาก สู่ทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์
หนึ่งในภารกิจหลักของ EnergyLIB คือการทำให้โซลาร์เซลล์เป็นเรื่องง่ายและสวยงามสำหรับบ้านทุกหลัง คุณทวนทองเน้นย้ำถึงจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์มีความโดดเด่นในตลาด
“เราใช้กลยุทธ์ One-Stop Solution เพื่อดูแลลูกค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงขั้นตอนการออกแบบระบบที่แม่นยำ การติดตั้งโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ และบริการหลังการขายที่อุ่นใจ เราต้องการลบภาพจำความยุ่งยากในอดีตออกไป ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดตลอดอายุการใช้งาน”
นอกจากความสะดวกแล้ว เรื่องของดีไซน์ ก็เป็นสิ่งที่ EnergyLIB ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน “หนึ่งใน Pain Point ใหญ่ของผู้บริโภค คือ รูปลักษณ์ของระบบโซลาร์ที่ดูเป็นเชิงอุตสาหกรรมเกินไปจนไม่เข้ากับตัวบ้าน เราจึงปฏิวัติการออกแบบให้มีความทันสมัย สวยงาม และช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของที่พักอาศัยให้ดูดียิ่งขึ้น”
เจ้าแรกที่บุกตลาด Retail: พลิกโฉมการซื้อโซลาร์เซลล์ให้เป็นเรื่องใกล้ตัว
สิ่งที่สร้างความตื่นตัวให้กับวงการพลังงานสะอาดในไทยมากที่สุด คือการที่ EnergyLIB เป็นผู้บุกเบิกการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่านเครือข่ายค้าปลีก (Retail) เป็นเจ้าแรกของประเทศ
“เราต้องการให้โซลาร์เซลล์เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวคนไทยมากที่สุด EnergyLIB จึงร่วมมือกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ทั้ง BaNANA, HomePro, Power Buy, SINGER, PEA Easy D, รักเหมา และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเดินเข้ามาปรึกษาและเลือกซื้อระบบโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น”
ไม่เพียงเท่านั้น EnergyLIB ยังเป็นแบรนด์แรกที่นำโซลาร์เซลล์ขึ้นห้างสรรพสินค้าอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดตัว LIB Experience Store ครั้งแรกในไทย “เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์และเห็นนวัตกรรมจริงก่อนตัดสินใจ เราจึงเปิด LIB Experience Store แห่งแรกขึ้นที่ เซ็นทรัล เวสต์เกต ชั้น 2 ซึ่งเป็นช้อปโซลาร์เซลล์จากแบรนด์โดยเฉพาะ ที่พร้อมให้คำปรึกษาแบบมืออาชีพในบรรยากาศที่เข้าถึงง่าย”

LIB HomeStack: นวัตกรรมมาตรฐานโลก เพื่อความเสถียรและคุ้มค่าในระยะยาว
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนในปีนี้ คือการเปิดตัว LIB HomeStack นวัตกรรมระบบโซลาร์พร้อมแบตเตอรี่ที่ยกมาตรฐานจากออสเตรเลียมาสู่คนไทยโดยเฉพาะ โดยเริ่มเปิดตัวไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
“LIB HomeStack ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมและการใช้งานในประเทศไทย ที่สามารถมอบความเสถียร ความปลอดภัย และความคุ้มค่าในระยะยาว ช่วยให้บ้านสามารถบริหารจัดการพลังงานได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ของการประหยัดค่าไฟและความสวยงามที่ลงตัวกับบ้านยุคใหม่”
บทสรุปและทิศทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน
คุณทวนทองกล่าวทิ้งท้ายถึงความตั้งใจในการสร้างสังคมสีเขียวว่า “เราเชื่อว่าพลังงานสะอาดไม่ควรเป็นเรื่องที่เข้าถึงยากอีกต่อไป EnergyLIB พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้ทุกครัวเรือนไทยเข้าถึงนวัตกรรมระดับโลก เพื่อก้าวสู่การเป็นบ้านที่พึ่งพาตนเองได้ด้านพลังงาน และร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปพร้อมกับเรา”

ที่อยู่

898/37 Eco Space เกษตร-นวมินทร์
Bangkok
10510

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:30
อังคาร 09:00 - 17:30
พุธ 09:00 - 17:30
พฤหัสบดี 09:00 - 17:30
ศุกร์ 09:00 - 17:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Green Life Plusผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Green Life Plus:

แชร์

ประเภท