PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE

PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE ยกระดับทักษะ เพิ่มประสิทธิภาพของมนุษย์ด้วย Conference ของคนทำงานมาเล่าให้ ‘มันส์’ กว่าเดิม

90% ของนักลงทุนมือใหม่ พลาดตั้งแต่วันแรก
02/05/2026

90% ของนักลงทุนมือใหม่ พลาดตั้งแต่วันแรก

อยากมีเงินใช้วันหน้า ต้องเริ่มบริหารเงินตั้งแต่วันนี้
รวม 5 บทเรียนการเงินที่คนส่วนใหญ่รู้ช้า โดยคุณพอล และคุณเผ่า
90% ของนักลงทุนมือใหม่ พลาดตั้งแต่วันแรก
เพราะปัญหาไม่ใช่จะซื้ออะไร แต่คือเริ่มยังไง หลายคนคิดว่าโลกการลงทุนเป็นเรื่องของการหาว่าหุ้นตัวไหนดี หรือ ตอนนี้ควรซื้ออะไร แต่ในความเป็นจริง คนจำนวนมากแพ้เกมนี้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มอย่างถูกวิธี เพราะสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดของนักลงทุนมือใหม่ ไม่ใช่การเลือกสินทรัพย์ผิด แต่คือ “การไม่มีเป้าหมาย ไม่มีแผน และไม่มีวินัยมากพอจะอยู่กับการลงทุนในระยะยาว”
ในวันที่ทุกคนอยากมีอิสรภาพทางการเงิน, อยากเกษียณแบบไม่ลำบาก, อยากมีชีวิตที่เลือกได้มากขึ้น คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ ซื้ออะไรดี แต่อาจเป็น “เรากำลังลงทุนเพื่อชีวิตแบบไหนกันแน่” อยากชวนทุกคนมาตกผลึกทางความคิดกับ 5 บทเรียนการเงินที่คนส่วนใหญ่รู้ช้า จนพลาดตั้งแต่เริ่มลงทุน โดยคุณพอล - ภัทรพล ศิลปาจารย์ และ คุณเผ่า - ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์
1. 90%ของนักลงทุนมือใหม่ ผิดพลาดตั้งแต่วันแรก เกมการเงินเป็นเกมที่ทุกคนต้องเล่น แม้จะไม่อยากเล่น
[มุมมองจากคุณพอล]
🔹 ทุกคนเล่นเกมการเงินเหมือนกัน ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ชีวิตคนเรา เราเกิดและตายเหมือนกัน แต่ในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่ เราจะเล่นเกมส์การเงิน หรือการลงทุนนี้ยังไงให้ชนะ ลองคิดดูว่า ถ้าเราเกษียณตอนอายุ 60 แล้วเราจะมีอายุอยู่ถึง 90 ในช่วงเวลา 30 ปีที่เหลือนั้น เราอยากมีเงินใช้จ่ายเดือนละ 25,000 บาท นั่นแปลว่าคุณต้องมี 9 ล้านบาท เตรียมไว้เลย ซึ่งมันไม่ง่ายสำหรับคนไทยทุกวันนี้ที่จะมีได้ขนาดนั้น คนที่ชนะในเกมส์การลงทุนนี้เลยมีน้อย
[มุมมองจากคุณเผ่า]
🔸 คนส่วนใหญ่ไม่อยากพูดถึงเรื่องเงินๆทองๆ ไม่อยากยอมรับ ว่าเรามีปัญหาอะไร ยังไง ตรงไหน พอเป็นเรื่องการเงิน เราไม่อยากโชว์เบื้องหลังที่มันไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่
🔸 ทุกคนรู้ว่าเราต้องเก็บออมก่อนใช้จ่าย เรารู้ว่าต้องสร้างทรัพย์สินให้มากกว่าหนี้สิน เรารู้ว่าเราต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องในระยะเวลานาน แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่เคยเรียนรู้ที่จะทำมันให้ได้ อย่างแรกเลย เราเลยต้องมีความรู้ก่อน เมื่อมีความรู้เราถึงไปวางแผน ไปวางแผนแล้วก็ต้องมีวินัยทำให้ได้ จริงๆ มันเป็นเรื่องที่ทุกคนทำเองได้หมดเลยนะ แต่น้อยคนจะทำได้
2. มือใหม่ หรือคนที่กำลังจะเริ่มลงทุน เมื่อมีเงินเข้ามาเราควรจัดการอย่างไร
[มุมมองจากคุณพอล]
🔹 ตั้งเป้าหมายก่อนว่า เราอยากเกษียณตอนไหน แล้วตอนนั้นเราต้องมีเงินเท่าไหร่ จากนั้นคำนวนมาว่าแล้วทุกวันนี้ หรือตอนนี้เราต้องลงทุนเท่าไหร่ต่อเดือน ต้องได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ เพื่อให้ไปถึงเป้านั้น
🔹 ทุกวันนี้หลายคนลงทุนโดยไม่ได้วางเป้าหมายที่เหมาะกับตัวเอง แต่ไปลงทุนเพราะชอบในสินทรัพย์ตัวนั้น เช่น ชอบทอง ก็จะลงทุนแต่ตัวนี้ เพราะชอบทอง แต่ไม่ได้ดูที่ผลตอบแทน หรือเป้าหมายในระยะยาวว่าตัวเองอยากได้อะไรกันแน่ หรืออยากมีชีวิตแบบไหน แนะนำว่าอย่าเลือกแค่จากสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่ให้เริ่มที่ความต้องการของเราเองจริงๆ ว่าเราอยากได้อะไร ได้เท่าไหร่ ได้ตอนไหนมากกว่า เหมือนไปเที่ยว เรายังต้องปักหมุด มีจุดหมายปลายทางไว้ก่อนเลย จากนั้นเราถึงมาเลือกว่าจะเดินทางไปถึงตรงนั้นด้วยรถ เครื่องบิน หรือจะไปด้วยวิธีไหน
🔹 Charlie Monger เคยบอกว่า คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่าอยากรวยให้เร็วที่สุดต้องทำยังไง ซึ่งมันไม่ผิดนะ แต่เค้าบอกว่า ให้เราเปลี่ยนคำถามใหม่เป็น ถ้าอยากรวยแน่ ๆ มั่งคั่งชัวร์ ๆ ในอนาคตต้องทำยังไงมากกว่า
[มุมมองจากคุณเผ่า]
🔸 กลุ่มคนชนชั้นกลางทั่วไป มีรายได้ มีชีวิตที่พออยู่พอกินแล้วประมาณนึง แต่พอคุณไม่มีความรู้ทางการเงิน คุณไม่มีการวางแผน พอคุณมีเงิน คุณก็จะอยาก upgrade lifestyle ตัวเอง เช่น ไปซื้อบ้าน, ซื้อรถ, ก่อหนี้, พอมีรายได้เข้ามาปุ๊ป คราวนี้คุณก็หมดไปกับการจ่ายหนี้ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เพื่อให้มี lifestyle อย่างที่คุณต้องการ
🔸 ส่วนคนที่มั่งคั่งที่สุด คือคนที่วางแผนมาอย่างดีตั้งแต่ต้น เช่น ยังไม่คิดสร้างหนี้ แต่ได้เงินมาคือเก็บออมก่อน เอาเงินกับเวลาที่มีไปลงทุนหาความรู้ ไปหาเงิน หารายได้เพิ่มเพื่อสร้างทรัพย์สินเก็บออมก่อน จนถึงจุดที่เริ่มมีรายได้มากกว่ารายจ่าย แล้วก็เอาเงินส่วนนี้ไปลงทุนต่อยอด
🔸 พอได้เงินมา แบ่งสัดส่วนให้ถูก อันไหนเงินออม เงินฉุกเฉิน เงินไปเที่ยว หรือเงินลงทุน พอคุณมีเงินเย็นสำหรับลงทุนโดยเฉพาะ คุณจะไม่เครียดไปตามตลาดที่มันมีขึ้นมีลง
🔸 เบื้องต้น คุณลง DCA ทุกเดือน เดือนละ 3,000 บาท พอปีถัดไปคุณก็เริ่มใส่เพิ่มอีกปีละ 10% ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ 30 ปี ตั้งใจลงทุนไปเรื่อย ๆ ทีละเล็กละน้อย คุณมั่งคั่งแน่นอน
3. ทุกวันนี้เรามีแพลตฟอร์มการลงทุน มีสินทรัพย์การลงทุนมากมาย เราจะกระจายความเสี่ยงอย่างไร
[มุมมองจากคุณพอล]
🔹 พอเรามีเป้าหมายแล้ว เราค่อยมาจัดพอร์ตของเรา ซึ่งขึ้นอยู่กับความรู้เราด้วยว่าเรารู้ หรือถนัดตัวไหน ถ้าเป็น Buffet เค้าไปหุ้น 100% แต่เราต้องกระจายบ้าง เพราะเมื่อเวลาผ่านไป แต่ละตัว มันต้องมีดี มีแย่สลับกันไปอยู่แล้ว มันไม่มีอันไหนดีตลอด หรือแย่ตลอด มันจะได้เฉลี่ย ๆ กันไป
🔹 แต่ที่สำคัญคือเราต้องมีความรู้ ลงทุนในสิ่งที่เรารู้เท่านั้น ถ้าเราไม่รู้ เงินจะไหลไปหาคนที่รู้มากกว่าเราเสมอ การลงทุนมันคือ เราต้องมีทั้งเงิน ความรู้ และประสบการณ์ เงินของเราเราต้องรู้ว่าต้องลงทุนยังไง ไม่งั้นเราจะลำบากในระยะยาว
[มุมมองจากคุณเผ่า]
🔸 เราเก็บออมแล้ว ทำรายรับรายจ่ายแล้ว เราต้องสร้างระบบการลงทุนของตัวเอง โดยดูปัจจัย 3 ด้าน
Risk / Return / Balance
🔸 คนส่วนมากมองแค่ต้องเอาตัวที่ return สูง แต่ไม่มองเรื่อง Risk เลย เราเลยหลงไปกับ scammer มาบอกว่าได้ผลตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ เราก็เชื่อ ทั้งที่จริง ๆ เราต้องตอบได้ว่า แต่ละตัวที่เราลงทุนไป มันเป็นยังไง ผลตอบแทนเท่าไหร่ ความเสี่ยงเป็นยังไง แล้วต้อง Re Balance เมื่อไหร่ บางคนเห็น asset บางตัวทรงดี กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ถึงขั้นไปขายบ้าน ขายรถ เอาเงินมาลงทุน พอวันนึงมันร่วงขึ้นมา เราแย่เลยนะ
🔸 หลักการ Core & Satellite port
Core 80% คือการกระจายความเสี่ยงในระยะยาว เฉลี่ยผลกำไร 8% ต่อปี กระจายระยะยาว 8% ต่อปี Platfrom Jitta เราจะมีบอกว่าต้องลงทุนอะไรเท่าไหร่ สัดส่วนควรเป็นอย่างไร
Satellite port 20% คือการลงหุ้นรายตัวหรือจะเป็นอสังหา บิทคอย แต่กลุ่มนี้ ถ้าเราเพิ่งเริ่ม ความรู้เรายังไม่เยอะ อย่าเพิ่งเล่นหนักกับตัวนี้ ถ้าความรู้ไม่เยอะ อย่าเพิ่งเล่นหนักกับตัวนี้
จากประวัติศาสตร์ หรือระยะเวลาในอดีตที่มันผ่านมา ผ่านสงครามมาหลายรอบ หลายยุค การลง DCA เรื่อยๆ ก็อยู่ได้ แต่เราต้องใช้ความรู้ ใช้วินัย และใช้พลังใจ ต่อให้เป็นช่วงหุ้นตก เราต้องสู้กับมันได้ เงินที่ลงทุนเลยต้องเป็นเงินเย็น ไม่งั้นบางคนไปกู้เงินมาลงทุน พอเจอความผันผวน เราจะเครียด
🔸 ศัตรูกับการลงทุนคืออารมณ์ หรือความ Emotional เช่น
เราไปตื่นเต้นกับการขึ้นลงของหุ้น หรือการผันผวนของตลาด เราเลยไปซื้อเข้าขายออก เราไม่นิ่งพอทั้งที่จริงๆ คุณถือยาวๆไปเลย 10 ปีก็ได้ แต่มีคนเป็นส่วนน้อยเท่านั้นจริงๆ ที่จะถือยาวๆ ทำแบบนี้ได้
ตลาดการลงทุน ไม่เหมือนกีฬา ไม่เหมือนมวย ที่มีการแบ่งผู้เล่นตามน้ำหนัก หรือประสบการณ์ ในสนามการลงทุน ต่อให้เราหน้าใหม่ เข้าไปเป็นผู้เล่นในวันแรก ก้เท่ากับเราไปเล่นกับคนเก่งๆที่อยู่ในสนามนี้มาแล้วเป็นสิบปี เพราะฉะนั้นเราต้องจัดการตัวเอง ควบคุม emotional ตัวเองให้ดี ควบคุมความเสี่ยงชองตัวเองให้ได้
Layer แรกที่อยากแนะนำให้ทำ คือ survival money เก็บออม ล้างหนี้ให้หมด อย่าเพิ่งลงทุนอะไรมาก สร้างเงินสดให้มากพอก่อน ถัดมาเริ่มเป็น Real money คือพอเรามีเงินมากพอที่จะเอาไปลงทุน แล้วให้เงินส่วนนี้มันทำงานแทนเรา
4. คำถามจากนักลงทุนหน้าใหม่ที่เจอบ่อยสุดจากคุณพอล และคุณเผ่า
👉 ซื้อหุ้นตัวไหนดี คือทุกคนต้องการปลายทาง แต่ไม่ต้องการระหว่างทาง เราตอบไปก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าแนะนำตัวที่เราถืออยู่มาเป็น 10 ปี แต่วันนี้พรุ่งนี้ ผมอาจจะตัดสินใจขายทิ้งเลยก็ได้ เลยมองว่าของแบบนี้มันซื้อตามกัน หรือก๊อปปี้กันไม่ได้ ถ้าจะ copy มองว่าให้เลียนแบบ วิธีคิด หรือ Mindset ของนักลงทุนเก่งๆดีกว่า
👉 ส่วนตัวเชื่อว่า เราต้องหาความรู้ ต้องทำให้ตัวเองวันนี้ดีกว่า หรือเก่งกว่าเมื่อวาน ถ้าเราทำแบบนี้ทุกวัน ผ่านไปปีนึง เราก็เก่งกว่าเดิมสามเท่าแล้ว อย่าลืมว่า เราเล่นในสนามเดียวกันกับคนที่เก่งมากๆ แล้วเราไปหยุดความเก่งของเค้าก็ไม่ได้ด้วย วิธีเดียว ที่เราจะชนะเกมส์นี้ได้ คือตัวเราก็ต้องเก่งให้ได้มากที่สุด
5. ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไม่สามารถเกษียณได้ตามแผนของตัวเองที่วางไว้ เช่น อยากเกษียณตอนอายุเท่านั้นเท่านี้
[มุมมองจากคุณพอล]
🔹 ความตระหนักรู้คนเราไม่เท่ากัน เราไม่รู้ว่าเราต้องทำงานหนักตอนไหน ตอนไหนต้องรีบเก็บรีบโกย หรือตอนไหนควรผ่อนได้ พอความตระหนักรู้ และความสามารถในการมองอนาคตคนเราไม่เท่ากัน เราก็เลยขวนขวายไม่เท่ากัน สิ่งที่ตามมาคือความสามารถในการหาเงิน และความสามารถในการลงทุนก็ไม่เท่ากันไปด้วย
🔹 แต่ถ้าตอนนี้คุณสละเวลาวันละ 2-3 ชั่วโมง มาเรียนรู้เรื่องพวกนี้สะสมไปเรื่อยๆ วันนึงที่คุณมีความสามารถในการหารายได้มากขึ้น เอาเงินนั้นไปลงทุนต่อยอด ชีวิตคุณจะมีทางเลือกมากขึ้นโดยที่ไม่ไปเดือดร้อนคนอื่น หรือเดือดร้อนสังคม วันนึงพ่อแม่คุณไม่สบายขึ้นมา คุณก็มีทางเลือกที่จะพาท่านเข้าโรงพยาบาลไหนก็ได้ หรือถ้าคุณมีลูก คุณก็เลือกโรงเรียนดี ๆ ให้ลูกคุณได้
🔹 การดูแลรักษาสุขภาพให้ดี มันเป็นหน้าที่ของแต่ละคนที่ต้องดูแลตัวเอง การเงิน การลงทุนก็เหมือนกันที่เราต้องรับผิดชอบตัวเอง และคนในครอบครัว เพื่อให้เรามีทางเลือก มี option ที่มากขึ้น
[มุมมองจากคุณเผ่า]
🔸 คนเพิ่งเริ่มทีหลัง หรือเพิ่งเริ่มวันนี้ก็มีข้อได้เปรียบ มีตัวช่วย ทุกวันนี้เรามี AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ช่วยดูการจัดพอร์ต
🔸 การหาข้อมูล หาความรู้ก็ง่ายขึ้นมาก ทุกวันนี้มี AI ช่วยสรุป มีคนทำ podcast, ทำ YouTube สรุปไว้เยอะมาก เปิดฟังตอนไหนก็ได้ อาบน้ำไปก็เปิดฟังไปด้วยยังได้ แต่ที่สำคัญกว่าคือ คุณรู้แล้วคุณมีวินัยมากพอที่จะทำได้ต่อเนื่องจริงมั้ย
🔸 เรื่องการเงิน การลงทุน มันเหมือนวิ่งมาราธอนที่เราต้องทำต่อเนื่อง บางคนทำไป ห้าปีสิบปี เลิก เราเลยต้องหาสมดุลให้ตัวเอง ว่าจริง ๆ แล้วเราต้องหาเท่าไหร่ เราจะมี lifestyle แบบไหน โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย
🔸 Jitta wealth เราเอาเทคโนโลยีมาช่วยในเรื่อง วินัยการออม, ช่วยเรื่องการลงทุน กระจายความเสี่ยงให้ และช่วยในเรื่องปกป้อง นั่นคือประกัน เราจ่ายเงินซื้ออะไรก็ตาม สมมุติมูลค่าของ 80 บาท เราจะตัด 100 ไปเลย เพื่อเอาส่วนต่างนั้นไปลงทุน แต่ละเดือนเรามีลงทุน auto ให้ เอาไปลง core port ก่อน เป็น asset allocation กระจายความเสี่ยงทั่วโลก
🔸 ระหว่างลงทุน เรามีประกันคุ้มครองให้ไปด้วย ถ้าพลาดระหว่างทาง อย่างน้อยมีประกันเป็นหลักประกันให้คนข้างหลังได้ แนะนำว่าถ้าไม่มีความรู้ให้ไปหาเพิ่ม ถ้าไม่มีวินัย ใช้เทคโนโลยีมาช่วยได้ ที่เหลือคือเรื่องของระยะเวลา การลงทุนมันคือหน้าที่ ที่เราต้องรู้ว่าตอนนั้นเราเล่นเกมส์อะไรอยู่
Session: คนทำงาน จัดการเงินอย่างไรดี?
โดย คุณภัทรพล ศิลปาจารย์, เจ้าของกิจการส่วนตัว, นักลงทุน, ที่ปรึกษาทางการเงิน, นักเขียน Bestseller และ คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO บลจ. จิตตะ เวลธ์ จำกัด
สำหรับใครที่อยากรับฟังแบบจัดเต็มทุก Session
สามารถรับชมย้อนหลัง ในรูปแบบออนไลน์ทุกเซสชัน
ได้ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. - 31 ต.ค. 2026
ที่ https://creativetalkonline.com
หรือถ้าใครยังไม่มีบัตร สามารถซื้อบัตรดูย้อนหลังได้ที่
👉 https://www.zipeventapp.com/e/PPC2026

#การเงิน #ลงทุน

บางทีปัญหาในที่ทำงาน อาจไม่ใช่เรื่อง ‘คนละวัย’ แต่คือเรามัวแต่มองว่าอีกฝ่าย ‘ต่างจากเรา’
28/04/2026

บางทีปัญหาในที่ทำงาน อาจไม่ใช่เรื่อง ‘คนละวัย’ แต่คือเรามัวแต่มองว่าอีกฝ่าย ‘ต่างจากเรา’

รวม 6 คำแนะนำต่าง gen ต่างวัย ทำงานร่วมกันให้เวิร์ค
บางทีปัญหาในที่ทำงาน อาจไม่ใช่เรื่อง ‘คนละวัย’ แต่คือเรามัวแต่มองว่าอีกฝ่าย ‘ต่างจากเรา’ จนลืมมองว่า จริง ๆ แล้วทุกคนก็แค่อยากทำงานให้ออกมาดีเหมือนกัน ในเมื่อ Ego กลายเป็นกำแพง ความต่างเลยไม่ใช่พลัง แต่กลายเป็นเหตุผลที่เราจ้องจับผิดกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ถ้าเอาข้อดีของแต่ละวัยมารวมกันให้ลงตัว งานอาจไปได้ไกลกว่าที่คิด
ความต่างระหว่างวัย ไม่ควรเป็นสนามรบในที่ทำงาน แต่น่าจะเป็นพื้นที่ที่แต่ละคนเอาจุดแข็งของตัวเองมาช่วยกันเติมเต็มมากกว่า เพราะน้องอาจมีไอเดียใหม่มากมาย ในขณะที่พี่มีประสบการณ์พอจะมองเกมขาด
และถ้าองค์กรสร้างพื้นที่ให้สองอย่างนี้ทำงานร่วมกันได้ ความต่างจะไม่ใช่ปัญหา แต่มันจะกลายเป็นแต้มต่อของทีมทันที และนี่คือ 6 คำแนะนำจากประสบการณ์ของต่างวัยทั้ง 2 Gen อย่าง คุณประสาน อิงคนันท์, ผู้ก่อตั้งเพจ มนุษย์ต่างวัย และ คุณแพร - กนกกาญจน์ รินนะจิตต์ Managing Director Yell Bangkok
1. กำแพงที่ทำให้คนต่าง gen มองไม่เห็นข้อดีของกันและกัน เลยกลายมาเป็นจ้องจับผิดกัน

[มุมมองจากคุณแพร]
👉 คุณแพรพูดได้น่าสนใจถึงมุมมอง Ego เป็นกำแพงของทุกคน เพราะมันมีเส้นบางๆระหว่างความมั่นใจ กับ Ego ที่มันเบลอๆกันอยู่
[มุมมองจากคุณประสาน]
👉 มนุษย์ต่างวัย เรามี workshop ที่ชื่อ “เราต่างเหมือนกัน” เอาคนต่าง gen มาอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน ต่างคนก็ต่างเห็นว่าเราเหมือน หรือต่างกันอย่างไร ปกติคนเราจะชอบมองแต่ส่วนต่าง จนลืมมองส่วนที่เหมือนกัน มันเลยเป็นการก่อกำแพงอคติ หรือตัดสินกันโดยไม่รู้ตัว
👉 กำแพงส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อ ความยึดถือส่วนตัว ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งไม่เกี่ยวกับนิสัยดี หรือไม่ดี กำแพงที่มาจากความเชื่อนี้ ถ้าให้เปรียบมันเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าเป็นรุ่นเก่า เราจะเจอว่ามันทนทานมากๆ แต่ software มันอาจจะไม่ได้เร็ว คล่องแบบยุคใหม่ แต่พอเป็นอุปกรณ์ยุคใหม่ๆ software มันเร็ว มันไปไวมากๆ แต่มันอาจจะไม่ทนทานแบบรุ่นเก่า จะเห็นเลยว่าต่างคนก็ต่างมีข้อดีข้อเสีย แต่มันไม่ได้แปลว่าใครดีกว่าใคร
2. ความคิดต่าง และความไม่เข้าใจกันของคนต่าง gen
[มุมมองจากคุณแพร]
👉 เนื่องจากคุณแพรเป็นเอเจนซี่โฆษณา ที่มีคนหลาย gen รวมกัน เราเจอเรื่องคิดต่างตลอด ซึ่งมันดีกับงาน creativity ที่เราจะได้ไอเดียใหม่ๆ ให้ลูกค้า เรามีหลายทีม แต่ละทีมเราก็คิดไม่เหมือนกันเลย เรามีทีม Creative ทีม Client service และทีมกลยุทธ์
🔹ทีม Client service จะมองว่าถ้าลูกค้าชอบ ลูกค้า Happy คือโอเคแล้ว
🔹ทีม Creative จะมองในมุม style ของงานที่ออกไปว่าแบบนี้โดนใจ Consumer มั้ย ทำแบบไหนแล้ว consumer น่าจะชอบ
🔹ทีมกลยุทธ์ จะมองในมุมตรรกะ หรือ logic มากๆ เช่น 1+1=2 ถึงจะถูก มันจะมีความถูกและผิดอยู่มาก
กลายเป็นว่า client service มองว่าลูกค้าถูกเสมอ ทีม Creative งานที่ถูกใจ consumer คือถูก ทีมกลยุทธ์ ต้อง logic ถูก สิ่งสำคัญคือ ถ้าเราฟังทุกฝ่าย ไม่เอา Ego มาตัดสินกัน เราจะได้อะไรดีๆอีกเยอะมาก เช่น ถ้างานนี้ creative ดี consumer ชอบ แล้ว logic ดีด้วย ในขณะที่ลูกค้าก็อิน ก็ happy
[มุมมองจากคุณประสาน]
👉 คนเราไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ข้างในลึกๆเราจะแอบตัดสินคนอื่นอยู่แล้ว ทั้งๆที่ในการทำงานมันไม่มีผิดถูก แต่พอตัดสิน มันก็นำมาซึ่งความขัดแย้ง เช่น งาน artwork ชิ้นเดียวกัน คนรุ่นเก่าอาจมองว่าสวย แต่คนรุ่นใหม่บอกดูแก่ ดูเชย มันก็นำมาซึ่งความขัดแย้งแน่ๆ เพราะเราให้คุณค่าไม่เหมือนกัน
👉 หรือน้องๆทำ Slide มาสวย แต่ content ไม่ได้ เนื้อหาไม่ดี ผู้ใหญ่ก็คงไม่ชอบ แต่เด็กๆก็อาจจะมองว่ามันต้องสวยนำก่อนซิ พอเราเข้าที่ประชุม หรือไป pitch งาน slide สวยอย่างเดียว มันไม่ได้ทำให้ขายงานผ่าน มันต้องการมุมมองแบบผู้ใหญ่ในเรื่องอื่นด้วย เช่น การอ่านคน อ่านบรรยากาศในห้องประชุม ว่าลูกค้าชอบแบบไหน หรือเราต้องขยี้เรื่องอะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยประสบการณ์แบบผู้ใหญ่เข้ามาช่วย ถ้าเราเอาความต่างของคนสองวัยมาผสมกันได้ลงตัว แบบนี้จะดีกว่า
3. แล้วเราจะหาตรงกลาง ให้คนต่าง gen ไปด้วยกันได้อย่างไร
[มุมมองจากคุณแพร]
👉 ที่บริษัทเราจะเรียกกันพี่และน้อง เราไม่เรียกกันว่าลูกน้อง เจ้านาย และตำแหน่งที่ให้เป็นแค่การระบุหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยอิงจาก Yell’s Work Culture ผ่านปีรามิดปกติ และ ปิรามิดกลับหัว
🔹ปิรามิดปกติ สื่อถึงเป็นมุมมองของน้อง ๆ ที่เป็นรากฐาน เป็นกำลังการผลิตที่สำคัญของเรา ถ้าเค้าท้อ เค้าหมดใจ รากฐานมันก็ไม่แข็งแรงซึ่งมีผลกับองค์กรเรามากๆ เพราะเค้าคือกำลังคนที่สำคัญของเรา แต่น้อง ๆ ก็ยังไม่มีประสบการณ์ ดังนั้นเค้าต้องลงมือทำให้ได้มากที่สุด อย่าเลือกว่าอันนั้นไม่ดี อันนี้ไม่ใช่ หรืออันนี้ไม่อยากทำ อันนั้นไม่ชอบ เพราะตัวน้องเองก็อาจจะยังไม่มีประสบการณ์ที่มากพอที่จะไปตัดสินว่าอะไรดี หรือไม่ดี
🔹ปิรามิดกลับหัว จะสื่อถึงพี่ ๆ senior ที่คุณต้องรู้ว่าคุณมีพื้นที่เล็ก ๆ ตรงนี้ที่ต้องแม่นยำ ต้องเลือกทำบางอย่างที่สำคัญเท่านั้น และเป็นทางออกให้กับน้องๆได้ เพราะถ้าคุณไม่เลือก คุณทำทุกอย่าง คุณจะไม่มีเวลาไป support น้อง ๆ ได้เลย
🔹โดยสรุปปิรามิดเหล่านี้ จะทำให้คนทั้งองค์กรเห็นว่าใครต้องเล่นในพื้นที่ไหน แล้วเราต่างต้อง respect ในพื้นที่นั้นของกันและกัน เคารพการตัดสินใจกัน คนเป็นพี่จะมาบอกว่า พี่ทำมา 18 ปี น้องจะมาเปลี่ยน จะพูดแบบนี้ก็ไม่ได้ เพราะเรากำลังเปิดพื้นที่ให้น้องได้มาค้นหา มา discover มากกว่า
[มุมมองจากคุณประสาน]
👉 การที่เราโตมาแบบไหน เราไม่สามารถเทรนเด็กในแบบที่เราโตมาได้แบบนั้น รุ่นเราเราโตมากับการต้องสู้ ต้องฝ่าฟันด้วยตัวเอง มีคำชมนิดๆหน่อยๆ เราก็อยูได้ แต่รุ่นน้อง การชื่นชมระหว่างทาง อย่างสม่ำเสมอ จะมีประโยชน์มาก ไม่ใช่ว่าเค้าบ้ายอมากกว่ารุ่นเรา แต่เค้าโตมาในยุคที่การแข่งขันมันสูงมาก ๆ การชื่นชมเค้าแบบมีเหตุผล มันเหมือนกำลังใจเล็กๆน้อยๆ ระหว่างทางให้เค้าได้ หรือการสอนน้อง ๆ หลายครั้งที่เราบอกเราปรารถนาดี แต่การสื่อสารของเรา หรือคำพูดบางทีเค้าก็ไม่ได้มองว่าเราปรารถนาดี บางทีเราพูดเยอะไป สั่งมากไป เค้าก็มองว่าเราไม่ไว้ใจเค้าได้เหมือนกัน
👉 แต่ถึงแม้จะมีความต่าง gen เราต้องหา common purpose บางอย่างที่ตรงกัน เช่น ความภาคภูมิใจในงาน ยกตัวอย่างก่อนไป pitch งาน พี่อาจจะบอกน้องว่า อันนั้นยังไม่ดี อันนี้ยังไม่พอ น้องอาจจะเครียดหรือกดดันในตอนนั้น แต่วันที่เราได้งานกลับมา ทุกคนจะภูมิใจ และจะเข้าใจแล้วว่าเราได้งานนี้มาเพราะอะไร
👉 การทำงานกับคนต่าง gen เราต้องมีความตระหนักรู้ซึ่งกันและกันค่อนข้างมาก ซึ่งเราเป็นมนุษย์ปกติมันก็มีเปลี่ยน มีหลง มีลืมกันไป บางเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นวันนี้ เราแก้ไขแล้ว อนาคตมันก็อาจจะเกิดซ้ำอีกก็ได้ มันเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้านี่แหละ ที่เคยเสีย ถึงแม้จะซ่อมให้กลับมาใช้ได้ มันก็มีโอกาสกลับไปพังใหม่ได้อยู่ดี
4. ความต่าง Gen ในแต่ละ Gen เค้ามี Need หรือความต้องการอะไรที่ต่างกัน
[มุมมองจากคุณแพร]
👉 คนเป็นพี่ อยากมั่นใจ เชื่อใจในตัวน้องๆ ว่าจะทำงานให้สำเร็จได้ ส่วนคนเป็นน้อง เค้าก็อยากได้ความใจกว้าง ความเปิดใจจากพี่ๆ ที่จะยอมรับฟังความคิดเห็น หรือไอเดียใหม่ๆจากเค้า ในขณะเดียวกัน ประสบการณ์ของพี่ๆ จะเป็น safe zone ให้น้องๆทำงานแล้วรู้สึกปลอดภัย
👉 น้องๆ เค้ามีของ มีไอเดียเต็มกระเป๋า เค้าอยากลองในสิ่งที่เค้าเชื่อ บางคนเชื่อ หรือมีความฝันมาตั้งแต่สมัยเรียนว่าอยากทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ แล้วพอพี่ๆ ให้โอกาสเค้าได้ลองทำจริง เราจะเห็นเลยว่า น้องบางคนเก่งขึ้นได้ ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วมากๆ
[มุมมองจากคุณประสาน]
👉 Trust คือเรื่องสำคัญมาก ถ้าวันนึงเราสูญเสียสิ่งนี้ไป เราแย่เลย น้อง ๆ อาจจะไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้ แต่พี่ต้องทำให้น้องรู้สึกว่าสิ่งนี้มันมีค่าในระยะยาว ไม่ว่าน้องจะไปอยู่ที่ไหน Trust จะเป็นสิ่งที่ติดตัวคนเราไปตลอด น้องอาจจะต้องเหนื่อยหน่อย ในการ earn trust หรือกว่าจะได้รับความไว้วางใจมา แต่เราต้องทำให้เค้าเห็นว่าสิ่งนี้มันค่ากับชีวิตเค้าจริง ๆ
👉 อีกส่วนที่สำคัญมาก ๆ คือ Respect มันคือการเคารพซึ่งกันและกัน ทั้งพี่และน้อง รวมไปถึง Skill & Experience สองเรื่องนี้ต้องมาคู่กัน หรือไปจับคู่คนที่มีอย่างใดอย่างหนึ่งมาทำงานร่วมกันก็ได้
5. การกำหนด Way of work ร่วมกันที่ทำให้งานไปต่อได้
[มุมมองจากคุณแพร]
👉 ในฝั่งของ Yell work culture 3 ข้อที่เราจะไม่ยอมให้อะไรก็ตามมากระทบ หรือมีอิทธิพลกับเรื่องนี้
🔹Teamwork สำคัญสุด ทุกคนทุกตำแหน่งสำคัญมาก ขาดคนใดคนหนึ่งไป งานดีๆจะไม่เกิด
🔹Respect people เรามีกฏ bias free generation เราจะไม่พูดกันว่า เด็กฝึกงานก็แบบนี้แหละ หรือเดี๋ยวพี่เค้าก็ต้องพูดแบบนี้แน่ๆเลย เราไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้น หรือเอา gen มาตัดสินกัน
🔹Performance ถ้า 2 ข้อบนเราทำได้ เราจะได้ Performance มาเลย เพราะคนจะไม่ต้องไปปวดหัวกับเรื่องอื่น มีเวลามาโฟกัสกับเรื่องงาน ทำ performance ตัวเองให้ดี มันก็ดีกับลุกค้าด้วย
[มุมมองจากคุณประสาน]
👉 เรามี DNA หรือการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือ การสร้าง Trust ให้เกิดขึ้นจากคนที่ดูผลงานเรา สิ่งที่ตามมาถ้าอยากให้เกิด Trust คือเรื่องคุณภาพงานที่เรามอบให้คนดู อันนี้คือ Baseline หรือข้อตกลงร่วมกันที่เราจะไม่ทำให้ต่ำไปกว่าเส้นนี้ เมื่อทุกคนรู้ว่านี่คือข้อตกลงร่วมกัน เวลามีปัญหา เราจะเคลียกันง่าย เพราะเรารู้แล้วว่า เรามีปลายทางที่เหมือนกัน
6. เทคนิคในการปรับตัว ที่พี่ ๆ ปรับตัวเข้าหาน้อง และน้อง ๆ ปรับตัวเข้าหาพี่
[มุมมองจากคุณแพร]
👉 สำหรับน้อง ต้องใจเย็นๆก่อน เพราะน้องยังมีโอกาส มีเส้นทางอีกยาวไกล ถ้าวันนี้ ตอนนี้สิ่งที่เราคิดยังไม่โดน ยังไม่ถูก buy in เพราะ Trust ยังไม่เกิด ประสบการณ์เรายังไม่ถึง เราต้องให้โอกาสตัวเองตรงนี้เยอะๆก่อน ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีคนเห็นคุณค่า แต่เราต้องให้คุณค่ากับตัวเองก่อน
[มุมมองจากคุณประสาน]
👉 การเติบโตไปเป็นน้องที่พี่รัก หรือพี่ที่น้องรัก หัวใจสำคัญคือ
🔹 Humble หรือการอ่อนน้อมถ่อมตน
🔹 Respect ซึ่งกันและกัน
🔹 Being vulnerable การเผยความอ่อนแอให้คนอื่นได้เห็นบ้าง เช่น น้องมีเรื่องไม่สบายใจ เล่าให้พี่ฟัง พี่เล่าให้น้องฟังบ้าง มันทำให้เรา connect กันได้ ดียิ่งขึ้น
Session: ต่าง GEN ต่างวัย ทำงานร่วมกันอย่างไรให้เวิร์ค
โดย คุณประสาน อิงคนันท์, ผู้ก่อตั้งเพจ มนุษย์ต่างวัย และ คุณกนกกาญจน์ รินนะจิตต์ Managing Director Yell Bangkok
สำหรับใครที่อยากรับฟังแบบจัดเต็มทุก Session
สามารถรับชมย้อนหลัง ในรูปแบบออนไลน์ทุกเซสชัน
ได้ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. - 31 ต.ค. 2026
ที่ https://creativetalkonline.com
หรือถ้าใครยังไม่มีบัตร สามารถซื้อบัตรดูย้อนหลังได้ที่
👉 https://www.zipeventapp.com/e/PPC2026

#ต่างวัย

ถอดรหัส AI Everywhere, PERFORMANCE ANYWHERE เมื่อ AI อยู่นี่ แต่ Performance อยู่ไหน ในวันนี้เราอยากพัฒนาคนให้ทัน AI แต่...
24/04/2026

ถอดรหัส AI Everywhere, PERFORMANCE ANYWHERE เมื่อ AI อยู่นี่ แต่ Performance อยู่ไหน ในวันนี้เราอยากพัฒนาคนให้ทัน AI แต่ก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

AI ทำงานเร็วขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่างานจะดีขึ้น
ถอดรหัสสูตรใหม่ของการทำ Performance ยุค AI ในงาน PPC2026
ถอดรหัส AI Everywhere, PERFORMANCE ANYWHERE เมื่อ AI อยู่นี่ แต่ Performance อยู่ไหน ในวันนี้เราอยากพัฒนาคนให้ทัน AI แต่ก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
ในวันนี้ AI อยู่ในชีวิตเราแทบจะทุกที่ โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจจาก McKinsey & Company, State of AI 2025. Deloitte - State of AI in the Enterprise 2026 ระบุไว้ว่า
- 88% ขององค์กรในปัจจุบัน ใช้ AI ในงานอย่างน้อย 1 ฟังก์ชัน
- กว่า 60% ของพนักงานองค์กรมีเครื่องมือ AI อยู่ในมือแล้ว (องค์กรมีความพยายามซัพพอร์ต)
- จากสถิติของ TDA องค์กรมีการให้ความสำคัญในการ Upskill เรื่อง AI ในปี 2025 มีมากกว่าปี 2024 ถึง 4 เท่า
แต่อย่างไรก็ตาม Performance กลับอยู่ที่ไหน จากรีพอร์ตเดียวกันระบุว่า
- ในทางกลับกันมีเพียง 6% เท่านั้นที่เป็น High Performers
- 67% ขององค์กรยังคงอยู่ในโหมดทดลอง (pilot mode)
- 25% ใช้ AI ในระดับ production scale หรือใช้งานจริงในวงกว้าง
- 64% บอกว่า AI ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรม แต่มีเพียง 39% เท่านั้นที่เห็นผลกระทบต่อกำไรที่วัดผลได้จริง
🎯 นิยามของ Performance ในยุคของ AI
AI ทำให้เราเร็วขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่ามันจะดีขึ้น มีงานวิจัยที่น่าสนใจระบุถึง AI Increases Speed การมี AI ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น ผลลัพธ์เพิ่มขึ้น และปริมาณงานที่ทำได้สูงขึ้น จากการศึกษาในกลุ่มที่ปรึกษากว่า 750 คน เมื่อใช้ AI พวกเขาสามารถทำงานได้ ผลคือ12% งานมากขึ้น / 25% เร็วขึ้น / 40% คุณภาพสูงขึ้น สำหรับงานที่อยู่ในขอบเขต AI Frontier แต่ความเร็ว ก็ไม่เท่ากับ Performance เพราะในงานวิจัยเดียวกันก็ระบุว่า 23%ประสิทธิภาพเฉลี่ยลดลง รวมไปถึงการมีที่ปรึกษาที่เป็นมนุษย์กลับตอบโจทย์ได้สูงถึง 84% เมื่อไม่ได้ใช้ AI ช่วย แต่เมื่อใช้ AI พวกเขาตอบถูกเพียง 60–70%
ในวันนี้การใช้ AI ในการสร้างคุณค่าใหม่ ๆ ให้กับองค์กร การวัดเรื่อง Performance จึงไม่ใช่แค่ ทำเร็วขึ้น ตอบถูก หรือตอบได้ แต่ต้องวัดได้ถึงคุณค่าที่ลูกค้าแฮปปี้ไหม เขาก็โอเคกับการตอบครั้งนั้นไหม เพื่อนำไปสู่การวัด ROI ทั้งในมุมการเติบโตของรายได้, การประหยัดต้นทุน ไปจนถึงความเร็วในการไปถึงผลลัพธ์
เวลาเราพูดถึง AI หลายคนอาจเผลอคิดว่า ทุกองค์กรกำลังเจอคลื่นเดียวกัน และทุกอุตสาหกรรมก็น่าจะใช้ AI ได้ในจังหวะใกล้เคียงกัน แต่ความจริงแล้ว การเติบโตของ AI ไม่ได้เกิดขึ้นแบบเท่ากันทุกบริบท เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน บางอุตสาหกรรมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เรียกได้ว่าเป็น AI-Heavy Environments หรือบริบทที่ AI เข้าไปอยู่ในระบบการทำงานอย่างลึกแล้ว เช่น สายเทคโนโลยี การเงิน หรือการตลาด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักมีข้อมูลพร้อม ระบบพร้อม และเปิดรับการทดลองสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่น ทำให้สามารถใช้ AI เพื่อเพิ่ม automation เร่งความเร็วในการทำงาน และหมุนรอบการทดลองหรือพัฒนางานได้อย่างรวดเร็ว
แต่อีกด้านหนึ่งก็มีอุตสาหกรรมที่อยู่ในบริบทแบบ AI-Constrained Environments หรือสภาพแวดล้อมที่การใช้ AI ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เช่น กฎหมาย สุขภาพ หรือธุรกิจที่อยู่ภายใต้ข้อกำกับดูแลเข้มงวด เพราะในโลกแบบนี้ การตัดสินใจไม่ได้วัดแค่เรื่องความเร็วหรือประสิทธิภาพ แต่ต้องคิดถึงความถูกต้อง ความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความเสี่ยงที่อาจตามมาด้วย
เราต้องรู้ว่าองค์กรนี้อยู่ในบริบทแบบไหน เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่กำหนดว่า AI จะไปได้ไกลแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับบริบทของอุตสาหกรรมนั้นด้วย
การจะใช้ AI ถูกที่ ถูกเวลา ต้อง Workflow Redesign ก่อนเสมอ
แม้ว่า AI จะทำให้ทำงานเร็วขึ้น การ automate กระบวนการที่มีอยู่ตรงๆโดยใช้ AI มักก่อให้เกิด “หนี้” หรือ “automation workflow debt” ซึ่งลดความสำเร็จและอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะกระบวนการที่มีอยู่บางครั้งอาจไม่ใช่กระบวนการที่ดีอยู่แล้ว สมควรต้องปรับปรุง หรือหลายโอกาส ไม่ได้คิดเผื่อการนำ AI มาใช้ เมื่อถูก AI เร่งให้เร็วขึ้นในบางจุด อาจสร้างคอขวดใหม่ๆ และความลำบากที่ต้องแก้ใขต่อเนื่อง
ดังนั้น เพื่อเพิ่มความสำเร็จจากการนำ AI มาใช้ ควรทำการออกแบบกระบวนการใหม่ก่อนเสมอ โดยจาก สถิติของ McKinsey & Company องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการนำ AI ไปใช้ มีการทำ workflow redesign มากกว่าองค์กรที่ถึง 3 เท่า
นอกจากนี้ เนื่องจากตอนนี้ AI สามารถทำงานแทนคนได้ในระดับ task เป็นส่วนใหญ่ คือทำงานแทนบางอย่างได้จริง แต่ไม่ได้แทนได้ทุกอย่าง จึงจำเป็นต้องมีการทำ Job redesign ตามมา ร่วมกับการปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังพล
3 Wave ของการเรียนรู้
ในวันที่ AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ หลายคนมักคิดว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดของคนทำงานคงเป็นการใช้เครื่องมือให้เป็น หรือเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ให้เร็วที่สุด แต่ความจริงแล้ว โลกการทำงานยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่คนที่ใช้ AI เป็นเท่านั้น ดังนั้นมันจะไม่จบอยู่ที่ technical skills แต่ต้องขยับไปสู่การผสานกันของ ทักษะทางเทคนิค ความรู้ในสายงาน และปัญญาแบบมนุษย์ เพราะยิ่งเทคโนโลยีฉลาดมากขึ้นเท่าไร สิ่งที่ทำให้คนยังสร้างคุณค่าได้มากขึ้นเท่านั้น ก็คือคุณสมบัติที่ AI ยังทดแทนไม่ได้ง่าย ๆ
จากที่ True Digital Academy ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับองค์กรชั้นนำ ความสนใจในเรื่อง training ขององค์กรต่างๆสอดรับกับการมอง AI เป็นส่วนหนึ่งของ transformation มากขึ้น ทักษะต่างๆที่องค์กรสนใจ จึงต้องมีความบูรณาการณ์ขึ้นเช่นกัน โดยแบ่งเป็น 3 wave
Wave 1: AI Awareness หรือระยะของการสร้างความเข้าใจพื้นฐาน โดยในช่วงปี 2023–2024 องค์กรส่วนใหญ่ยังอยู่ในจุดที่ต้องเริ่มจากการทำให้คนเข้าใจว่า AI คืออะไร มีบทบาทอย่างไร และข้อมูลมีความสำคัญอย่างไรต่อการใช้ AI ให้ได้ผลจริง
Wave 2: AI for productivity ในช่วงปี 2024–2025 ซึ่งเป็นระยะที่องค์กรเริ่มถามคำถามใหม่ว่าจะใช้ AI ช่วยให้คนทำงานดีขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นหัวข้อการเรียนรู้จึงเริ่มลงมือมากขึ้น เช่น การเขียน Prompt การใช้เครื่องมือ Automation หรือการประยุกต์ใช้ AI ให้เหมาะกับแต่ละบทบาทงาน

Wave 3: AI for transformation ที่น่าสนใจกว่าคือ องค์กรจำนวนมากไม่ได้มอง AI แค่ในฐานะเครื่องมือเพิ่ม productivity อีกต่อไป แต่เริ่มมองว่า AI สามารถเป็นตัวเร่งของการเปลี่ยนแปลงทั้งองค์กรได้ นี่คือจุดที่เกิด ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นระยะที่โจทย์ไม่ได้อยู่แค่ทำงานให้เร็วขึ้น แต่ขยับไปสู่ ทำอย่างไรให้ AI สร้างคุณค่าใหม่ให้ธุรกิจได้จริง
เพราะฉะนั้น หัวข้อการเรียนรู้ในระยะนี้จึงลึกและกว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง AI Transformation การเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็น impact การทำความเข้าใจระบบ agentic การพัฒนาทักษะ human-in-the-loop การบริหารคนในยุค AI ไปจนถึงการวางกรอบการใช้งานอย่างรับผิดชอบ
EPOCH Framework แล้วทักษะอะไรที่ AI ยังทำแทนไม่ได้
เมื่อ AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ คำถามที่หลายคนเริ่มกังวลก็คือ แล้วอะไรคือสิ่งที่ยังเป็นพื้นที่ของมนุษย์อยู่จริง ๆ หนึ่งใน framework ที่มีการนำไปอ้างอิงมากคือ EPOCH framework จาก MIT ที่กล่าวถึงงานในลักษณะที่ AI ยังทดแทนได้ยาก
1. E - Empathy ความเข้าอกเข้าใจ
2. P - Problem Framing การตั้งกรอบปัญหาว่าโจทย์ที่ถูกต้องที่ควรแก้คืออะไร
3. O - Ownership & Judgment การรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ และการตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม
4. C - Creativity ความคิดสร้างสรรค์
5. H - Human Context ความเข้าใจที่มาจากวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ และสถานการณ์จริง
ดังนั้นตัว jigsaw สุดท้ายของการทำงานในยุค AI เพื่อให้เกิด performance คือการหวงแหนและรักษาพื้นฐานในความเป็นมนุษย์ พร้อมทั้งดูแลจิตใจของตัวเองให้ดี
สรุปแล้วในวันนี้สิ่งที่องค์กรและผู้นำควรโฟกัส ไม่ใช่แค่ความเร็วที่ AI ทำได้ แต่คือ 3 องค์ประกอบนี้
- วัดจาก คุณค่าที่สร้างได้ (value created) ไม่ใช่แค่วัดความเร็วที่เพิ่มขึ้น
- ลงทุนใน การออกแบบ workflow redesign ใหม่ ไม่ใช่แค่ซื้อเครื่องมือ AI เพิ่ม
- พัฒนาศักยภาพของคน (human capability) ไปพร้อมกับศักยภาพของ AI
สุดท้ายนี้สูตรใหม่การทำ Performance คือ Performance = AI x Human Factor X Placement เพราะ Performance ในยุค AI ไม่ได้เกิดจากการมี AI อย่างเดียว แต่มันเกิดจากการเอา AI ไปอยู่ในที่ที่ถูก ทำงานกับคนที่พร้อม และอยู่ในระบบการทำงานที่ออกแบบมาดีพอ เพราะเมื่อทั้ง 3 อย่างเชื่อมกันได้ AI จะกลายเป็นพลังใหม่ที่สร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจได้จริง
Session: AI Everywhere, Performance Anywhere? AI อยู่นี่ Performance อยู่ไหน
โดย ดร. ชนนิกานต์ จิรา Head of True Digital Academy
สำหรับใครที่อยากรับฟังแบบจัดเต็มทุก Session
สามารถรับชมย้อนหลัง ในรูปแบบออนไลน์ทุกเซสชัน
ได้ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. - 31 ต.ค. 2026
ที่ https://creativetalkonline.com
หรือถ้าใครยังไม่มีบัตร สามารถซื้อบัตรดูย้อนหลังได้ที่
👉 https://www.zipeventapp.com/e/PPC2026

งานปัง ชีวิตไม่พัง ทำได้จริงหรือไม่ ? เพราะในชีวิตของเราทุกวันนี้ เราไม่ได้มีบทบาทเดียว
24/04/2026

งานปัง ชีวิตไม่พัง ทำได้จริงหรือไม่ ?
เพราะในชีวิตของเราทุกวันนี้ เราไม่ได้มีบทบาทเดียว

7 คำแนะนำเพื่องานปัง ชีวิตไม่พัง ทำได้จริง โดยคุณจี๊ด ตัวแม่วงการ HR
งานปัง ชีวิตไม่พัง ทำได้จริงหรือไม่ ?
เพราะในชีวิตของเราทุกวันนี้ เราไม่ได้มีบทบาทเดียว
ทุกวันนี้คนหนึ่งคนไม่ได้มีหน้าที่เดียวอีกต่อไป เราต้องเป็นทั้งคนทำงาน เป็นลูก เป็นพ่อแม่ เป็นหัวหน้า เป็นลูกน้อง และเป็นคนที่ยังต้องดูแลหัวใจตัวเองไปพร้อมกัน ดังนั้นคำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “จะทำงานให้ดีได้ยังไง” แต่เราต้องถามด้วยว่าจะใช้ชีวิตกับทุกบทบาทเหล่านี้อย่างไร โดยที่งานยังปัง และชีวิตไม่พังตามไปด้วย
อยากให้ทุกคนลองทำความเข้าใจ ใช้เวลาต่อจากนี้ค่อย ๆ อ่านวิธีคิดในการใช้ชีวิตยุคนี้ ผ่าน 7 เรื่องสำคัญจากคำแนะนำของพี่จี๊ด ปัทมาวลัย รัตนพล Chief Executive Advisor at S&P Syndicate PCL
1. เมื่อหนึ่งคน หลายบทบาท แล้วงาน กับความสุขส่วนตัว มันจะไปด้วยกันได้อย่างไร
คนเราไม่ได้มีบทบาทเดียว เรามีทั้งชีวิตทำงาน ชีวิตส่วนตัว เป็นลูกน้อง เป็นเจ้านาย เป็นลูก เป็นพ่อแม่ เป็นเพื่อน เป็นคนรัก ทุกอย่างมันถูกมัดรวมกัน จนแทบจะแยกจากกันไม่ออก การจะ balance ทุกบทบาท ให้ชีวิตมีความสุข อยากให้ลองนึกถึงนักแสดงมืออาชีพ ที่เค้าพูดกันว่าชีวิตคนก็เหมือนละคร มันคือแบบนั้นเลย เราก็เหมือนนักแสดงคนหนึ่ง ที่ต้องรับหลายบทบาทนักแสดงที่ประสบความสำเร็จคือคนที่เข้าถึง และอินกับบทบาทนั้นในช่วงเวลานั้น ถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้แบบที่นักแสดงเข้าใจ เราจะเล่นบทนั้นได้ดี แต่ที่คนเรามีปัญหาทุกวันนี้ เพราะเราแยกบทบาทตัวเองไม่เป็น
เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า วันนี้เราตื่นมา เราจะรับบทอะไร วันที่เราตื่นไปทำงาน เราก็ต้องรับบทคนทำงาน ที่ต้องตั้งใจ มุ่งมั่น มันอาจจะเครียด จะอึดอัดหน่อย แต่มันก็คือบทบาทคนทำงาน วันที่เราไปเที่ยว เราก็รับบทสบายใจ ผ่อนคลาย รอรับความสนุกที่จะเกิดขึ้น แต่เราชอบที่จะเล่นแค่บทเดียว เราอยากสนุก อยากสบายในวันที่เราต้องรับบทคนทำงาน เราไปเอาความสบายเป็นที่ตั้ง ในบทที่เราต้องตั้งใจ ต้องอึดอัดหน่อย ๆ มันก็เหมือนเราเล่นผิดบท ผิดฝาผิดตัว มันเลยเป็นปัญหา เพราะเราดันเอาบทคนไปเที่ยว ไปเล่นในที่ทำงาน
ทางแก้คือ เราต้องตั้งความคาดหวัง ความตั้งใจในแต่ละวันก่อนว่า ตื่นมาวันนี้เราจะรับบทบาทอะไร เราจะเล่นเป็นใคร แล้วบทนั้นมันต้องเล่นยังไง เป็น Mind Prepare เตรียมจิตใจให้พร้อมไปก่อนเลย เช่น วันนี้เราจะรับบทนางเอก จะไปใส่จริต ใส่อารมณ์แบบนางอิจฉามันก็ไม่เหมาะ หรือตอนวันหยุด อยู่บ้าน เราคือพ่อแม่ เราคือลูก ก็อีกบทหนึ่ง ตอนอยู่ที่ทำงาน เราเป็นเจ้านาย เป็นลูกน้อง ก็อีกแบบหนึ่ง ตั้งจิตให้ดีว่าวันนี้จะเป็นใคร รับบทไหน แล้วเล่นให้เนียน
2. ชีวิตจริงอาจไม่มี Work-Life Balance แบบเป๊ะ ๆ
โลกของคนทำงานไม่มีคำว่า Work Life Balance มันมีแต่คำว่า Work Life Integration หรือ Work Life Harmony ที่มันไม่ได้กำหนดแค่ 9-5 เท่านั้น แต่ชีวิตที่ดีคือการทำให้เรื่องงาน และชีวิตส่วนตัวมันกลมกลืนกันได้อย่างลงตัวมากกว่า เรากินข้าวปาตี้อยู่กับเพื่อน แต่ตอบ Line เจ้านายแป๊ปนึง แล้วก็กลับมาสังสรรค์กับเพื่อนต่อ หรือบางคนไปเที่ยว ก็พกคอมไปทำงานได้
ชีวิตงาน กับส่วนตัวมันไม่ได้จำเป็นที่ต้องแยกขาดจากกันขนาดนั้น แล้วมันก็ไม่ได้แบ่งแบบ 50-50 เป๊ะ ๆ ด้วย มันอยู่ที่เราที่จะจัดสรร ให้ทุกอย่างมันผสมผสานลงตัวกับชีวิตเราได้ยังไงมากกว่า มันคือตัวเราที่แต่ละคนต้อง control your own destiny
เรื่องพวกนี้เป็น Mindset ทั้งนั้น ถ้าเรามองว่ามันผสมผสาน มัน blend กันได้ เราก็มีความสุขที่จะ find tune ให้ตัวเอง แต่ถ้าไปมองว่ามันต้องเป๊ะ มันต้องครึ่งครึ่ง เวลางานห้ามเอาเรื่องส่วนตัวมายุ่ง เวลาส่วนตัวห้ามมีเรื่องงานเข้ามาแทรก ซึ่งในชีวิตจริงมันแทบเป็นไปไม่ได้ แล้วพอเราไม่ได้แบบนั้น ไม่ได้แบบที่หวัง มันเลยกลายเป็นปัญหาขึ้นมาทันที
3. ความสุขในการทำงาน ไม่ได้เกิดจากทำแต่สิ่งที่ชอบอย่างเดียว รู้จักกับสมการแห่งความสุข
Passion & Mindset ชีวิตจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของเรา
Behaviour พฤติกรรม ความเคยชินที่เราถูกหล่อหลอม เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กจนโต
Skill ทักษะที่เรามี อันนี้สำคัญมากที่ทำให้เราอยู่รอดในโลกการทำงาน
เวลาเขียน resume เราอาจจะเคยชินกับการบอกว่า เราอยู่แผนกอะไร เราเคยทำอะไรมา แต่ชื่อแผนกไม่สำคัญเท่ากับว่าเราอยู่ตรงนั้น แล้วเรามีทักษะอะไร เราทำอะไรได้บ้าง ดังนั้น Skill ไม่ใช่แค่ Knowledge มันไม่ได้สำคัญว่าคุณรู้อะไร แต่ skill คือคุณรู้ แล้วคุณต้อง execute ได้ด้วยต่างหากที่สำคัญ
จากนั้นเรามาดูที่ Mindset หรือ Passion ที่คุณมี ว่ามันตรงกับ Skill หรืองานที่คุณทำอยู่มั้ย ถ้าไม่มี มันก็ไม่มีความสุขนะ มันจะเครียด เพราะใจมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น ใจมันไม่เทไปกับงานที่ทำ แต่ถ้าวันหนึ่ง คุณพัฒนาตัวเองจนเก่ง เอาความคาดหวังของบริษัทมาตั้ง แล้วพัฒนาตัวเองไปให้ตอบโจทย์นั้น พอคุณเรียนรู้มากขึ้น คุณเก่งขึ้น คุณทำงานคล่องขึ้น skill จะเปลี่ยน mindset คุณไปได้เอง
ศิลปินเกาหลีดัง ๆ BTS, Lisa เค้าไม่ได้เริ่มจากการเอาความสุข ความสบายมาเป็นที่ตั้ง แต่เค้าเริ่มจากความฝัน ที่เค้าอยากได้ อยากเป็นมากกว่า สิ่งนี้มันคือเป้าหมายที่ชัด และจับต้องได้ แล้วคนเหล่านี้ใช้สิ่งนี้ในการ drive performance จนประสบความสำเร็จ แล้วเค้าก็ได้รับความสุขจากสิ่งนั้น
“ เรียกว่าเค้าใช้ Effort ใช้ Performance ให้เป็น Input
แล้ว output ที่ได้กลับมาคือความสุข ความสำเร็จ”
ดังนั้น จงชอบงานที่คุณทำ ถ้าไม่ชอบก็ทำใจให้ชอบ เพราะวันนึงที่คุณสำเร็จ คุณจะมีสิทธิ์เลือกว่าคุณอยากทำ หรือไม่อยากทำอะไร แต่ถ้าวันนี้นู่นไม่เอา นี่ไม่ทำ แล้วคุณยังไม่สำเร็จแบบที่คุณต้องการ เราก็จะเป็นผู้ถูกเลือกตลอดไป
4. น้องๆ เด็กจบใหม่ ที่เป็น First jobber จะเตรียมตัวให้พร้อมกับการปรับตัวปรับใจแบบนี้ได้อย่างไร หรือจะทำอย่างไรให้ตัวเอง ready to change
ถ้าเรากำลังมีปัญหา เราคือคนที่อยู่ในปัญหานั้น เรามักจะเอาตัวเองออกมาไม่ได้ เราปรับเองไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่ควรมีคือ ‘โค้ช’ หรือ ‘Mentor’ เพราะคนเราทุกคน ในชีวิตเราอยากมีใครซักคนให้พูดคุยด้วยอยู่แล้ว โค้ช คือคนที่ทำให้เราเจ็บปวด เพราะเค้าอยากให้เราเก่ง ให้เราพัฒนา ก็เหมือนโค้ชกีฬา ที่เค้าจะพาเราออกจากความสบาย ออกจาก comfort zone เดิมๆของเรา แล้วช่วยเราก้าวข้ามความยาก หรืออุปสรรคที่เราอาจจะทำด้วยตัวคนเดียวไม่ได้
“ โค้ชจะเป็นคนบอก What to do
แต่ Mentor จะเป็นคนบอก Why you have to do it”
Mentor คือคนรับฟัง และช่วยเรา shift mindset เช่น ใน mode ที่เราไม่สบายใจ เรากดดัน เราหาทางออกไม่เจอ เค้าจะบอกเราได้ว่า Why? ซึ่งมันอาจจะเป็นที่โลก คน สิ่งแวดล้อม มันเป็นแบบนี้ เราต้องปรับ ต้องยอมรับอะไร ในเรื่องไหนก็ว่ากันไป
ส่วนใหญ่คนเป็นเจ้านาย แนวโน้มจะเป็นโค้ชมากกว่า เพราะเค้ามี skill เค้าเคยประสบความสำเร็จมาแล้ว เค้าก็จะรู้และบอกเราได้ว่าต้องทำอะไร แต่เค้าไม่จำเป็นต้องเป็น Mentor แต่การจะหาคนเป็น mentor อย่างหนึ่งเลยคือ อย่าเอาเพื่อนสนิท หรือเอาคนใกล้ตัวมาทำหน้าที่นี้ เพราะเค้าจะไม่กล้าทำร้ายจิตใจเรา ไม่กล้าตรงไปตรงมา และไม่กล้าบอกความจริงกับเรา Mentor ต้องเป็นกล้าบอกคำตอบที่ถูกต้องกับเรา แต่แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ถูกใจเราแน่นอน ถ้าเรายอมรับตรงนี้ มันหาได้ไม่ยากหรอก
การจะไปเจอ Mentor ได้นั้น หลายคนลงทุนไปลงเรียนคอร์สต่างๆ เพื่อไปเจอคนใหม่ๆ ไปหา network system ที่พอจะมาเป็น mentor เราได้ หรือบางคนก็มีอาจารย์ที่เคยเรียนด้วยกันมา มาเป็น Mentor ให้ คือถ้าเราไม่มี เราไม่เจอ เราก็ต้อง push ตัวเองออกไปเจอคนใหม่ ๆ บ้าง
แต่ที่สำคัญเลยคือ เราต้องเขียนโจทย์เราให้ได้ก่อน เขียน problem statement ของตัวเองให้ชัดก่อน ว่าเรามีปัญหาอะไร เราอยากแก้เรื่องอะไร เขียนออกมาให้เป็นรูปธรรมจับต้องได้ เพื่อที่คนอื่นจะได้ช่วยเราได้ บางคนไม่เขียนออกมา ปล่อยให้ปัญหามันวนๆอยู่ในหัวตัวเอง ก็ไม่มีใครช่วยอะไรได้
5. ในโลกที่ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีได้พอ ๆ กัน สิ่งที่ทำให้ต่างคือ Ex*****on
ทุกวันนี้คนเรามีเรื่องให้ต้องเรียนรู้มาก ถ้าอยาก success โดยเฉพาะเทคโนโลยี ไม่ว่าจะ น้อง ๆ เด็ก ๆ ยุคใหม่ โตมากับความสะดวกสบาย โอกาสที่จะชนะมันยาก เพราะอาจจะไม่เคยเจอความยากลำบากจริง ๆ ไม่เคยถูกเคี่ยวมาก่อน เพราะถ้าดูจากคนรุ่นก่อนที่ประสบความสำเร็จได้ คือผ่านเรื่องยาก ๆ มาทั้งนั้น แล้วไม่ได้มีเทคโนโลยี ไม่ได้มีตัวช่วย แบบทุกวันนี้
เทคโนโลยี/ Ai รู้ไว้คือดี และมันจำเป็นมากๆกับโลกทุกวันนี้ แต่ใช้ให้มันเป็นประโยชน์ในแต่ละบทบาท อย่าเสพย์ติด หรืออย่าตกเป็นทาสของ digital หรือ algorithm แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ เรียนรู้แล้วต้องลงมือทำ มันคือการ Learn & Do ทุกคนเรียนรู้ได้ไม่ต่างกัน เข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆได้เหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างคือ ex*****on
6. คนที่ไปได้ไกล มักไม่ได้ใช้เป้าขององค์กรอย่างเดียว
ในมุมการทำงาน บริษัทต้องการอะไร อยากได้เป้าได้ยอดเท่าไหร่ บางทีเป้าสูงขึ้น แน่นอนว่างานมันยากขึ้น คนก็ไม่อยากทำ แต่ถ้าเรามีเป้าหมายของเราเอง เรามี benchmark ของตัวเอง ที่เราคอยเช็ค Performance เช็ค feedback ตัวเองอยู่เรื่อยๆ อันนี้จะทำให้เราไปได้ไกลกว่า
อย่าปล่อยให้ตัวเองว่าง พยายามหาอะไรทำ แต่ไม่ได้แปลว่าต้องทำงานตลอดเวลา เอาเวลามานั่งฟัง event แบบนี้ก็ได้ หรือไปออกกำลังกาย ไปเที่ยว มีเวลาให้ตัวเอง balance ให้ดีระหว่างเรื่อง physical และ digital และอย่าลืม ทำดีให้กับคนอื่นบ้าง อย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล เราทำดีไป คนเห็นหรือไม่เห็นไม่รู้ แต่ถ้าเราทำจนเป็นนิสัยติดตัว วันหนึ่งความดีเหล่านั้นมันจะกลับมาหาเราเอง
7. Life is Right here, Right now ใช้ชีวิตกับปัจจุบันให้เต็มที่ แล้วให้วันนี้พาเราไปถึงอนาคต
จงใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันให้มาก ๆ และมองเผื่อไปถึงอนาคต วันนี้ทำอะไรได้ทำให้สุด ทำให้เต็มที่ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมต่อไปอนาคตที่เราอยากเป็น อย่าใช้ชีวิตอยู่กับอดีต โดยเฉพาะคำพูดคนอื่นที่เค้าเคยวิพากษ์วิจารณ์ หรือพูดถึงเราในทางไม่ดี แล้วทำให้เราไม่สบายใจ อย่าไปหมกมุ่นกับมันมาก วันนั้นที่เค้าเคยพูดแบบนั้นกับเรา มันจบไปแล้ว มันเป็นอดีตไปแล้ว
สู้เรามองปัจจุบันให้ชัด คำพูดเหล่านั้นมันก็แค่บทเรียนที่ผ่านมาให้เราได้เรียนรู้ หลายครั้งที่เรามีแรงฮึด มีแรงสู้ต่อได้ บางทีมันก็ไม่ได้มาจากการที่มีคนมาพูดหวานๆ กับเรา หรือมาชมเรานะ เราแค่เก็บมันมาให้เราเดินหน้าต่อได้ แต่อย่าไปยึดติดกับมันมากก็พอ
สุดท้ายแล้ว งานปัง ชีวิตไม่พัง อาจไม่ใช่การพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบพร้อมกัน แต่มันคือการรู้ว่าในแต่ละช่วงของชีวิต เราควรรับบทไหน, ควรให้ความสำคัญกับอะไร, ควรฝึกอะไรเพิ่ม และควรวางใจตัวเองไว้ตรงไหน เพราะคนทำงานที่อยู่รอดได้ในระยะยาว อาจไม่ใช่คนที่บาลานซ์เก่งที่สุด แต่คือคนที่ เข้าใจชีวิตตัวเองมากพอจะจัดวางมันใหม่ได้เรื่อย ๆ
Session: Sweet Spot of Happiness vs Performance งานปัง ชีวิตไม่พัง ทำได้จริง
โดย คุณปัทมาวลัย รัตนพล Chief Executive Advisor at S&P Syndicate PCL
สำหรับใครที่อยากรับฟังแบบจัดเต็มทุก Session
สามารถรับชมย้อนหลัง ในรูปแบบออนไลน์ทุกเซสชัน
ได้ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. - 31 ต.ค. 2026
ที่ https://creativetalkonline.com
หรือถ้าใครยังไม่มีบัตร สามารถซื้อบัตรดูย้อนหลังได้ที่
👉 https://www.zipeventapp.com/e/PPC2026

ที่อยู่

1248 Pattanakarn Road Suan Luang
Bangkok
10250

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCEผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท