14/08/2026
[Band Name Story]
< Mass of the Fermenting Dregs จากชื่อไม่มีความหมายตายตัว สู่หนึ่งในวงที่มีเอกลักษณ์สุดๆ ของญี่ปุ่น >
MASS OF THE FERMENTING DREGS หรือที่แฟนเพลงญี่ปุ่นเรียกสั้น ๆ ว่า “マスドレ (มา-สุ-โด-เระ)” เป็นวง Alternative Rock จากเมืองโกเบ จังหวัดเฮียวโงะ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2002 โดยมี 宮本菜津子 (Natsuko Miyamoto) เป็นแกนนำของวงตั้งแต่วันแรก เดิมทีวงนี้เป็นวงดนตรีหญิงล้วนสามคน ประกอบด้วย Miyamoto ในตำแหน่งเบสและร้องนำ, 石本知恵美 (Chiemi Ishimoto) กีตาร์/ร้องประสาน และ 後藤玲子 (Reiko Gotoh) กลอง/ร้องประสาน ก่อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสมาชิกหลายครั้งในเวลาต่อมา
โดย Miyamoto เล่าว่าเธอเริ่มต้นวงในบ้านเกิดที่โกเบตั้งแต่ปี 2002 และดนตรีของวงค่อยๆ พัฒนาจากความชอบส่วนตัวและประสบการณ์ของสมาชิกแต่ละคน จนกลายเป็นซาวด์ดนตรีที่ผสมความหนักของ Alternative Rock, Post-Hardcore, Noise Rock และ Shoegaze เข้ากับเมโลดี้ที่มีความเป็น J-Rock และ Pop อย่างโดดเด่น
เรื่องชื่อวงนี้ต้องบอกเลยว่าไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งหรือ Concept ที่สมาชิกวางเอาไว้ตั้งแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีสื่อไปสอบถามทาง Miyamoto และ Ishimoto โดยตรงว่าชื่อที่สะดุดตาอย่าง “MASS OF THE FERMENTING DREGS” มีที่มาอย่างไร คำตอบของ Miyamoto นั้นตรงไปตรงมามากว่า “ไม่ได้มีที่มาอะไรเป็นพิเศษ แค่เอาคำที่ชอบมาเรียงต่อกันก็เท่านั้น” ซึ่งผู้ที่คิดชื่อนี้ก็คือ Natsuko Miyamoto นั่นเอง
ดังนั้น หากแยกคำออกมาตามภาษาอังกฤษ “Mass” หมายถึง มวล/ก้อน/การรวมตัว, “Fermenting” มาจาก Ferment ซึ่งเกี่ยวข้องกับการหมัก/การบ่ม/การเกิดกระบวนการหมัก และ “Dregs” หมายถึง ตะกอนหรือกากที่เหลืออยู่ก้นภาชนะ โดยเฉพาะสิ่งที่เหลือหลังจากของเหลวผ่านกระบวนการต่างๆ ไปแล้ว ซึ่งหากแปลตรงตัวจึงอาจได้ภาพประมาณว่า “มวลของกากที่กำลังบ่มทิ้งไว้” หรือ “เศษตะกอนที่กำลังหมักตัวรวมกัน” ซึ่งฟังดูทั้งแปลก และมีภาพในตัวเองมาก แต่สิ่งสำคัญคือ นี่เป็นความหมายที่ผมลองแปลแบบตรงตัว ไม่ใช่ความหมายที่วงประกาศว่าเป็น Concept ของชื่อ ดังนั้นการตีความเชิงศิลปะจึงควรแยกออกจากเจตนาของผู้ตั้งชื่อให้ชัดเจนนะครับ
อย่างที่บอกไปว่าในช่วงแรกนั้น MASS OF THE FERMENTING DREGS เป็นวงหญิงล้วนสามคนจากโกเบ และเริ่มสร้างชื่อในวงการอินดี้ญี่ปุ่นอย่างรวดเร็วด้วยการแสดงสดที่มีพลังสูง แม้ในตอนนั้นยังไม่มีผลงานอย่างเป็นทางการออกมาก็ตาม จุดเปลี่ยนครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2007 เมื่อวงได้รับเลือกให้ขึ้นแสดงบนเวที ROOKIE A GO-GO ของเทศกาล Fuji Rock Festival 2007 ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญมากสำหรับวงอินดี้หน้าใหม่ เพราะพวกเขายังไม่มีผลงานที่ออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ
ในปีเดียวกันวงยังได้รับรางวัลจากโครงการ “Road to Tarbox” Audition ของ EMI Music Japan ซึ่งเปิดประตูให้พวกเขาได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันชื่อดังอย่าง Dave Fridmann ผู้เคยทำงานกับศิลปินอย่าง The Flaming Lips และ Clap Your Hands Say Yeah การร่วมงานครั้งนี้นำไปสู่การบันทึกเสียงที่ Tarbox Road Studios ในนิวยอร์ก และกลายเป็นส่วนสำคัญของผลงานช่วงแรกของวง
แต่ทว่าก่อนหน้านั้น Reiko Gotoh ได้ออกจากวงไปในปี 2007 ทำให้ Miyamoto และ Ishimoto เดินหน้าต่อด้วยสมาชิกซัพพอร์ตในตำแหน่งกลอง จากนั้นในปี 2008 พวกเขาก็ออก EP ชุดแรกในชื่อ “MASS OF THE FERMENTING DREGS” ซึ่งกลายเป็นผลงานสำคัญที่ทำให้ชื่อของวงถูกจดจำในวงการ Japanese Alternative Rock มากขึ้น
ในปี 2009 ถือเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญเมื่อวงออกอัลบั้ม “ワールドイズユアーズ (World Is Yours)” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของดนตรีที่ชัดเจนขึ้น เสียงกีตาร์ที่หนักและมี Texture แบบ Noise/Alternative ถูกจับคู่กับเสียงร้องของ Miyamoto ที่มีความใสและเมโลดี้โดดเด่น จนกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของวง ซึ่งเพลงอย่าง 「このスピードの先へ」(Beyond This Speed) และ 「青い、濃い、橙色の日」(Aoi, Koi, Daidaiiro no Hi) เป็นตัวอย่างที่ดีของแนวทางดังกล่าว และยังเป็นเพลงที่แฟนเพลงของวงจดจำมาจนถึงทุกวันนี้
ปี 2010 วงยังเดินหน้าสู่ผลงานที่มีสเกลใหญ่ขึ้น รวมถึงอัลบั้ม “ゼロコンマ、色とりどりの世界 (Zero Comma, Irotoridori no Sekai)” และในช่วงเดียวกัน Isao Yoshino ก็เข้ามามีบทบาทในตำแหน่งกลอง ก่อนที่จะกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกสำคัญของไลน์อัพที่คนจดจำมากที่สุดของวง
โดยหลังจากเดินหน้ามาเกือบสิบปี วงก็กลับเข้าสู่ช่วงวิกฤตในปี 2012 เมื่อการเปลี่ยนแปลงสมาชิกทำให้ Miyamoto ตัดสินใจประกาศยุติกิจกรรมของ MASS OF THE FERMENTING DREGS ในวันที่ 1 กันยายน 2012 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก เพราะวงไม่ได้เพียงแค่พักงานชั่วคราว แต่ประกาศอย่างเป็นทางการว่า MASS OF THE FERMENTING DREGS จะหยุดการแอคทีฟใดๆ ตั้งแต่นั้น โดยหลังจากนั้น Miyamoto ก็เดินหน้าทำงานดนตรีในรูปแบบอื่น ขณะที่ Yoshino ก็ไปเล่นกับวงอื่น ช่วงเวลานี้จึงดูเหมือนเป็นจุดจบของวงอย่างแท้จริง และในเวลานั้นไม่มีใครรู้ว่า วงดนตรีวงนี้จะกลับมาอีกครั้งหรือไม่
แต่แล้วเรื่องราวกลับพลิกผันในปี 2015 เมื่อศิลปินและนักวาดมังงะ Ai Kozaki (เจ้าของผลงาน Cecil's Queen วิถีสู่ราชบัลลังก์) ซึ่งเป็นแฟนเพลงของ MASS OF THE FERMENTING DREGS พูดในงานหนึ่งว่าอยากเห็นวงกลับมาเล่นอีกครั้ง คำพูดดังกล่าวกลายเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้ Miyamoto, Yoshino และมือกีตาร์ Naoya Ogura ตัดสินใจนำวงกลับมาแอคทีฟอีกครั้ง
Miyamoto เล่าว่าในตอนนั้นเธอกำลังทำงานเดี่ยวและยังพยายามหามือกลองคนใหม่อยู่ แต่เมื่อกลับมาเล่นกับ Yoshino อีกครั้ง เธอก็พบว่าเสียงของเขายังคงเป็นเสียงที่ “ใช่” สำหรับ MASS OF THE FERMENTING DREGS ขณะที่ Yoshino เองก็ยอมรับว่าแม้เขาจะเล่นกับวงอื่นหลังจากออกจาก Masu Dore แต่ส่วนหนึ่งของเขายังคงคิดถึงเสียงดนตรีของวงนี้อยู่เสมอ การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการ Reunion เพื่อเล่นเพลงเก่า แต่เป็นการเริ่มต้นบทใหม่ โดยมี Miyamoto (เบส/ร้องนำ), Naoya Ogura (กีตาร์) และ Isao Yoshino (กลอง) เป็นสามแกนหลักของวงตั้งแต่นั้น
หลังกลับมารวมตัวกัน วงใช้เวลาสร้างผลงานใหม่ก่อนจะปล่อยอัลบั้ม “No New World” ในปี 2018 ซึ่งถือเป็นอัลบั้มเต็มชุดแรกในรอบประมาณแปดปีนับจาก “ゼロコンマ、色とりどりの世界” และเป็นหลักฐานว่าการกลับมาของวงไม่ได้เป็นเพียงการหวนระลึกถึงความหลัง แต่เป็นการสร้างสรรค์บทใหม่ของ MASS OF THE FERMENTING DREGS อย่างจริงจัง
ช่วงหลังจากนั้นชื่อเสียงของวงก็เริ่มขยายออกไปนอกญี่ปุ่นอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่ผู้ฟัง Alternative Rock, Post-Hardcore และ Shoegaze ในยุโรปและอเมริกา เพลงเก่าของวงอย่าง “World Is Yours,” “Aoi, Koi, Daidaiiro no Hi,” “Delusionalism” และ “New Order” เริ่มถูกค้นพบโดยผู้ฟังรุ่นใหม่ผ่าน Streaming และ Social Media
ในปี 2020 สื่อของญี่ปุ่นถึงกับตั้งชื่อบทสัมภาษณ์ของพวกเขาว่า “The Best Ever in 18 Years” และถาม Miyamoto ถึงชื่อวงที่ดูประหลาดสำหรับผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเธอกลับตอบอย่างหนักแน่นว่า ถ้าต้องเริ่มวงใหม่ เธอก็ยังมีแนวโน้มจะใช้ชื่อเดิม เพราะเธอรักชื่อ MASS OF THE FERMENTING DREGS และรู้สึกว่ามันเป็นตัวตนของวงไปแล้ว
ปัจจุบัน MASS OF THE FERMENTING DREGS ยังคงทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้อยู่ในสถานะพักงานอีกต่อไป และแน่นอนว่าหลังจากที่มาเยือนประเทศไทยแล้ว 2 ครั้ง ทางวงก็ได้ประกาศถึงการมาครั้งที่ 3 ในที่สุด เพื่อต้อนรับอัลบั้มใหม่ "Iwaou" (祝おう) ที่เริ่มปล่อยให้ฟังกันแล้ว ซึ่งโชว์ในรอบนี้จะเกิดขึ้นในวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ ณ Mr. Fox Live House โดยผู้จัด RAZOR RIFF แฟนๆ ที่อยากไปสัมผัสกับดนตรีของพวกเขา สามารถตามไปกดบัตรกันได้ ก่อนที่จะ Sold Out ครับผม
ที่มา: OTOTOY / The Japan Times / Metropolis Japan
เรียบเรียง: Danianday