05/06/2026
มันเทศเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักที่ใช้ผลิตโชจูญี่ปุ่น โชจูที่ผลิตออกมาแล้วจะถูกเรียกว่า Imo Shochu แต่ถ้ามันจบแค่มันเทศอะไรก็ได้ก็คงไม่น่าสนใจ วันนี้ผมจะเล่าให้ฟังว่าสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน ส่งผลอะไรกับโชจูที่ออกมาครับ
สายพันธุ์แรก Koganesengan (โคกาเนะเซ็นกัน) เป็นมันเทศที่มีสีขาวอมเหลือง เป็นสายพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากทางตอนใต้ของเกาะคิวชู และเป็นสายพันธุ์ที่นิยมใช้ทำโชจูมากที่สุดในญี่ปุ่นครับ เมื่อนำมาผลิต Honkaku Shochu จะได้โชจูที่ออกหวาน เข้มข้น บอดี้หนักแน่นและให้กลิ่นตามแบบฉบับมันเทศดั้งเดิม
Joy White เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ถูกพัฒนาเพื่อทำโชจูโดยเฉพาะในปี 1994 มีเนื้อขาวบริสุทธิ์ ให้รสชาติที่สะอาด สดชื่น และมีความโดดเด่นที่โชจูที่ผลิตโดย Joy White จะมีกลิ่นคล้ายผลไม้ตระกูล Citrus และดอกไม้
กลุ่มมันเทศที่มีเนื้อสีม่วงสายพันธ์ุ Ayamurasaki และ Yamakawamurasaki กลุ่มนี้เมื่อใช้ผลิตโชจูแล้วจะให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวที่คล้ายกับไวน์แดงหรือโยเกิร์ต ส่วนหนึ่งมาจากสาร Anthocyanin (แอนโทไซยานิน) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดเม็ดสีสีม่วง
กลุ่มมันเทศเนื้อส้ม สายพันธุ์ Ayakomachi, J-Red, Annou-Imo กลุ่มนี้จะอุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีนเหมือนกับพืชสีส้มชนิดอื่นเช่นแครอทครับ มันเทศเนื้อสีส้มเมื่อถูกนำมาทำโชจูแล้วจะให้กลิ่นหอมคล้ายแครอทต้ม ฟักทอง หรือมะละกอ (ผักผลไม้สีส้มทั้งนั้น)
เพื่อให้ได้กลิ่นหอมสูงสุด ผู้ผลิตโชจูบางเจ้าเลือกใช้โชจูที่มีสัดส่วนเปลือกเยอะโดยเฉพาะมันเทศหัวเล็กๆ เพราะสาร Monoterpene Alcohol ที่เป็นที่มาของกลิ่นหอมในโชจูจะเข้มข้นที่สุดที่เปลือกและปลายหัวของมันเทศ ครับ
นอกจากสายพันธุ์ที่เล่ามาข้างต้น ยังมีการนำมันเทศสายพันธุ์อื่นๆมาผลิตด้วยเช่น Hamakomachi หรือ Beniharuka ซึ่งเป็นสายพันธุ์มันหวานที่เอามาปิ้งกินร้อนๆนั่นแหละครับ
เขียนโดย Peter : Area Manager of Sake Forest
--------------------
🌲 SAKE FOREST Rain Hill
📍 ชั้น 2, สุขุมวิท 47 (ใกล้ BTS พร้อมพงศ์ & ทองหล่อ)
🗺️ Google Maps → [https://maps.app.goo.gl/BdSkijV8rgsThNCK7]
💬 LINE: 📞 02-258-4975