วิปัสสนาธุระ วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร

วิปัสสนาธุระ วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร อัฏฐังคิกมรรค ทางมีองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ
บุคคลผู้ปราถนาความเจริญในวิปัสสนาธุระ
จงทำสมาธิญาณให้เกิดขึ้นในพื้นที่ของมรรคเถิด

เมื่อปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน  ได้รู้เห็นสภาวะที่ละเอียดลึกซึ้ง  สงบระงับ  ก็ปรารถนาจะบอกและชักชวนให้บุคคลที่ยังไม่ได้รู...
26/04/2026

เมื่อปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้รู้เห็นสภาวะที่ละเอียดลึกซึ้ง สงบระงับ ก็ปรารถนาจะบอกและชักชวนให้บุคคลที่ยังไม่ได้รู้เห็น ให้ได้มาฝึกปฏิบัติเพื่อจะได้สัมผัสถึงความสงบใจจากอริยมรรคบ้าง แต่มนุษย์ทั้งหลายสร้างอุปนิสัยมาไม่เหมือนกัน อินทรีย์ก็ไม่เท่ากัน จึงไม่สามารถจะบอก หรือชักชวนให้บุคคลทั้งหลายได้มาปฏิบัติพิสูจน์ผลได้ทุกคน

“เรา” พบทางไปในเบื้องหน้าแล้ว #อัฏฐังคิกมรรค เป็นทางมีองค์แปดประการอันประเสริฐ ซึ่งเป็นทางที่เราจะดำเนินไป

ความอัศจรรย์ และพิสดาร ในวิปัสสนาญาณ เป็นสภาวะที่ละเอียดลึกซึ้งจริง เมื่อมรรคเกิดจึงพบความสงบที่แท้จริง (ปัสสัทธิ) ที่หาไม่ได้จากการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั่วไป แต่มีอยู่ในวิปัสสนาธุระ จะสามารถพบเห็นได้ด้วยการลงมือปฏิบัติเท่านั้น บุคคลใดในโลกที่มีวาสนาได้รู้เห็นสภาวะของจริงสักครั้งหนึ่งในชีวิตนี้ด้วยญาณ (ไตรลักษณ์) ก็ถือว่าเกิดมาคุ้มแล้ว กับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา

25/04/2026

#แจ้งเพื่อทราบ

สำหรับผู้ที่จะน้ำปานะ หรือเครื่องดื่มมาถวาย “ครูผู้สอนกัมมัฏฐาน” งดนำ ชา กาแฟ โกโก้ ช็อกโกแลต นำ้อัดลมทุกชนิด เครื่องดื่มชูกำลังทุกชนิด มาถวาย เป็นกฏระเบียบของส่วนงานวิปัสสนาธุระ แต่นำน้ำผลไม้ นม หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีกาเฟอีน สามารถนำมาถวายได้

ในระยะเวลาเข้าคอร์ส ส่วนงานวิปัสสนาธุระไม่ได้จัด ชา กาแฟ ไว้ให้ ถ้าจะทานก็จัดเตรียมมาเอง ทางส่วนงานจะจัดกระติกน้ำร้อนไว้ให้เท่านั้น ขอแนะนำว่าเวลาปฏิบัติจริงๆ ให้ร่างกายเป็นธรรมชาติ ให้ได้มากที่สุด โดยไม่มีสารกาเฟอีน หรือนิโคติน ที่ไปกระตุ้นระบบประสาททำให้เกิดการตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า เพราะเวลากำหนดทำวิปัสสนากัมมัฏฐาน สภาวะของจริงๆ จะมองเห็นได้ยาก และสติจะช้า ทำให้กำหนดไม่ทันตอนต้นจริงๆ ส่วนใหญ่โยคีผู้ปฏิบัติอาการเกิดขึ้นแล้วแล้วสติจึงกำหนด อย่างนี้สติช้าไป ทำให้สติกำหนดวิถีจิตไม่สมบูรณ์ เมื่อสติกำหนดตอนต้นไม่ได้ ตอนปลายก็กำหนดไม่ได้ กำหนดได้แต่ตรงกลาง หัวท้ายกำหนดไม่ได้ ตรงที่สติกำหนดไม่ถึง ทำให้เสียพื้นที่ของวิถีจิตไป โมหะเลยเข้า

ทำวิปัสสนากัมมัฏฐาน ต้องกำหนดสภาวะของรูปนามตามความเป็นจริงเท่านั้น จึงต้องให้ร่างกายดำรงอยู่ตามธรรมชาติจริงๆ ต้องไม่มีสารกาเฟอีน-นิโคติน ไปกระตุ้นเขา เวลากำหนดจะง่าย จึงจะเห็นสภาวะภาคสนามของจริงได้ชัดเจน และทำให้สติมีกำลังมากขึ้น สมาธิญาณก็จะดี ตรงนี้ไม่ได้ห้ามนะ แต่ต้องเกิดจากเจตนาที่จะงดเว้นเพื่อความสะดวกของสติ และสมองในการทำงานร่วมกันในเวลากำหนดสติปัฏฐาน อย่างเป็นอิสระ

จึงแจ้งเพื่อทราบดังนี้

ขออนุโมทนากับเจ้าภาพอาหาร  นำ้ปานะ  คอร์สเดือนพฤษภาคม  ที่ช่วยกันส่งเสริมงานวิปัสสนาธุระให้ดำเนินต่อไปได้“จิตฝึกเขาอย่าง...
25/04/2026

ขออนุโมทนากับเจ้าภาพอาหาร นำ้ปานะ คอร์สเดือนพฤษภาคม ที่ช่วยกันส่งเสริมงานวิปัสสนาธุระให้ดำเนินต่อไปได้

“จิตฝึกเขาอย่างไร จิตก็จะเป็นไปตามที่ฝึกเขานั้นแหละ”
ใช้พระธรรมคืออริยมรรค ๘ องค์อันประเสริฐช่วยป้องกันบาปอกุศลทั้งหลายไม่ให้เข้ามาสู่จิตในขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นพุทธวิธีโดยตรงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถทำให้เกิดขึ้นพิสูจน์เห็นได้

อาหารที่โยคีบุคคลทานเข้าไป จะเป็นกำลังให้โยคีบุคคลนั้นสามารถปฏิบัติขัดเกลาจิตด้วยมรรคได้อย่างสะดวก เพราะมีกำลัง อานิสงส์ส่วนนี้จะส่งไปที่ผู้ให้อาหารนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติที่เห็นภัยในสังสารวัฏ ชื่อว่า #ภิกษุ เป็นสภาวะพิเศษที่เกิดขึ้นกับจิตของโยคีบุคคลผู้ปฏิบัติด้วยมรรค ๘ เกิดอย่างถูกต้อง ดังนั้น ภิกษุ ในความหมายนี้ ไม่ต้องบวชแบบห่มผ้ากาสาวพัสตร์ก็ได้ แต่สามารถยกจิตด้วยมรรคขึ้นเป็นภิกษุได้

แต่ถ้าจะเป็นภิกษุโดยพระวินัย ต้องบรรพชา-อุปสมบทให้ถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติ จึงจะเป็นภิกษุโดยพระวินัย หรือสมมุติสงฆ์ได้

ยกตัวอย่าง พระนางวิสาขา บรรลุเป็นพระโสดาบัน ตอนอายุ ๗ ขวบ และเป็นผู้หญิงอีกด้วย (เมื่อยกจิตขึ้นโดยสภาวะแห่งปรมัตถ์จะไม่มีชาย ไม่มีหญิง ไม่มีเพศ มีแต่สภาพธรรมของรูปนามสังขารปรมัตถ์ปรากฎเท่านั้น) อย่างนี้เป็นภิกษุโดยธรรม โดยไม่ต้องบรรพชา-อุปสมบท

 #วันนี้วันพระตามระบบวิปัสสนากัมมัฏฐาน  เมื่อปฏิบัติแล้วไม่เห็นอะไร  นอกไปจากการเห็นสภาพธรรมที่มีอยู่จริงกลายเป็นสภาวะขอ...
24/04/2026

#วันนี้วันพระ

ตามระบบวิปัสสนากัมมัฏฐาน เมื่อปฏิบัติแล้วไม่เห็นอะไร นอกไปจากการเห็นสภาพธรรมที่มีอยู่จริงกลายเป็นสภาวะของ “อนัตตา” ทั้งหมด ไม่เห็นการดลบันดาลจากผู้ที่มีอิทธิฤทธิ์ใดๆ นอกจากเห็นแต่เหตุปัจจัยทำให้เกิด ให้เสื่อม ให้ดับสลายไป เท่านั้น บุคคลผู้ฝึกปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานจะเชื่อกรรม และผลคือวิบาก เท่านั้น

ไม่มีสิ่งใดจะบงการ หรือบังคับบัญชา หรือลิขิตชีวิตเราได้ นอกจากตัวเราเอง จากการกระทำของตัวเราเอง ผลก็คือ ทำกรรมดีก็ย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วก็ย่อมได้รับผลชั่ว เป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้ความยุติธรรมที่สุดสำหรับการกระทำกรรมของมนุษย์ วิปัสสนากัมมัฏฐานทำให้จิตเป็นอิสระจากเครื่องพันธนาการได้ คือจิตที่หลงด้วยโมหะว่า สิ่งที่ไม่เป็นสาระเห็นว่าเป็นสาระ สิ่งที่เป็นสาระเห็นว่าไม่เป็นสาระ ปัญญาญาณจะเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่เป็นสาระก็เห็นว่าเป็นสาระ สิ่งที่ไม่เป็นสาระก็เห็นว่าไม่เป็นสาระ แล้วน้อมตนเองเข้าไปหาสิ่งที่เป็นสาระนั้น คือ พุทธธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วน้อมประพฤติปฏิบัติตาม จิตจึงจะเป็นอิสระได้จริง (จิตสะอาดบริสุทธิ์)

#ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

 #ลักษณะของทุกข์บัญญัติ  กับ   #ลักษณะของทุกข์ปรมัตถ์เพื่อให้บุคคลผู้ที่ศึกษาตามได้มองเห็นสภาวะดังนี้    #ลักษณะของทุกข์...
23/04/2026

#ลักษณะของทุกข์บัญญัติ กับ #ลักษณะของทุกข์ปรมัตถ์

เพื่อให้บุคคลผู้ที่ศึกษาตามได้มองเห็นสภาวะดังนี้

#ลักษณะของทุกข์ชุดที่หนึ่ง

ชาติปิ ทุกฺขา หมายถึงการเกิด (เกิดธรรมชาติตามประเภทของสัตว์ทั้งหลาย)

ชราปิ ทุกฺขา หมายถึงการแก่ชรา

พยาธิปิ ทุกฺขา หมายถึงความเจ็บไข้ได้ป่วย

มรณมฺปิ ทุกฺขํ หมายถึงการตาย

“ลักษณะของทุกข์ ๔ ประการนี้ เป็นบัญญัติ”

#ลักษณะของทุกข์ชุดที่สอง

ชาติปิ ทุกฺขา เห็นรูปนามเกิดตั้งแต่เริ่มงอกออกมา

ชราปิ ทุกฺขา เห็นการเสื่อมของรูปนาม

มรณมฺปิ ทุกฺขํ เห็นรูปนามดับในขณะจิตเดียวกัน

“ลักษณะของทุกข์ ๓ ประการนี้ เป็นปรมัตถ์”

เวลาปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ต้องทำความเข้าใจว่า อารมณ์ของวิปัสสนา คือ วิปัสสนาภูมิ มีขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ย่อลงมา คือ #รูป กับ #นาม เฉพาะฉะนั้น วิปัสสนาภูมิต้องกำหนดให้ตรงปรมัตถ์ของเขา จึงจะเห็นอริยมรรคมีองค์ ๘ เกิด พร้อมกับอริยสัจ ๔ ดังนั้นตามพุทธวิธีให้ใช้ทุกข์ชุดที่ ๒ เอามาเป็นเครื่องหมายกำหนด

เรียกว่า #บริกรรมนิมิต คือ เครื่องหมายที่ใช้ในการกำหนดทำให้มรรค ๘ เกิดต้องเป็นปรมัตถ์ เป็นต้น

#หมายเหตุ รูปเกิด นามก็เกิดพร้อมทันที เพราะนามคือความรู้สึกที่วิญญาณอยู่ตรงนี้ ทุกข์จึงอยู่ตรงนี้ที่ความรู้สึก เมื่อรูปอันเป็นสมุทัยดับ นามคือความรู้สึกอันเป็นทุกข์ก็ดับตามด้วย แต่การเห็นการเกิดดับของรูปนาม ตามพุทธประสงค์พระองค์ให้เห็นในพื้นของมรรค ๘ เท่านั้น จึงตรงตามพุทธประสงค์ เพราะมรรค ๘ เกิด โมหะอวิชชาย่อมไม่มี การเห็นจึงถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน หรือคลาดเคลื่อนไปจากสัมมาทิฏฐิ

 #การศึกษาทุกข์ในอริยสัจอริยสัจชุดที่  ๑  เกิดขึ้นพร้อมกับอริยมรรค  ๘  องค์อันประเสริฐเรียกว่า  #โลกียอริยสัจ  โยคีบุคคล...
23/04/2026

#การศึกษาทุกข์ในอริยสัจ

อริยสัจชุดที่ ๑ เกิดขึ้นพร้อมกับอริยมรรค ๘ องค์อันประเสริฐ
เรียกว่า #โลกียอริยสัจ โยคีบุคคลในชั้นปุถุชนสามารถทำให้เกิดขึ้นพิสูจน์เห็นจริงได้ “อริยสัจชุดที่ ๒ เรียกว่าโลกุตรอริยสัจ เป็นชุดของพระอริยบุคคล”

ชุดโลกียอริยสัจประกอบ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ๘
ทุกข์ในอริยสัจมีรูปร่างหน้าตา (สภาวะ) เป็นอย่างไร
ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสลักษณะของทุกข์ไว้ ๓ ลักษณะ คือ

ชาติปิ ทุกฺขา การเกิด หรืออุบัติขึ้นเป็นทุกข์

ชราปิ ทุกฺขา ความเสื่อมเป็นทุกข์

มรณมฺปิ ทุกฺขํ ความดับสลายเป็นทุกข์

ลักษณะทุกข์ทั้ง ๓ นี้จัดเข้าในปรมัตถ์ คือ
ปรมตฺโต อตฺโถ เนื้อความของปรมัตถ์ คือความไม่เปลี่ยนแปลง ความไม่เปลี่ยนแปลงของปรมัตถ์ คือ

อนิจฺจํ ไม่คงเส้นคงวา

ทุกฺขํ ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยากลำบาก

อนตฺตา ก้อนตัวตนดับไม่เหลือ

“ดังนั้นรูปร่างหน้าตาหรือสภาพธรรมของทุกข์ในอริยสัจ” คือ

เกิด ขณะเกิดปรากฎ

เสื่อม ขณะดำเนินไปสู่การดับ

ดับ ขณะดับสลาย

เมื่อบุคคลใดในโลก พบเจอครูผู้รู้วิธีทำให้มรรคเกิด เมื่อได้ศึกษาจากครูแล้ว และได้ลงมือปฏิบัติอย่างถูกต้อง ตาปัญญาของบุคคลนั้นจะถูกเปิด จะสามารถรู้เห็นสภาวะของอริยสัจได้ชัดเจน จะเห็นสภาวะทุกข์ปรากฎให้เห็น ในลักษณะ ๓ ตรงตามในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คือ เห็นเกิด เสื่อม ดับ เท่านี้ ไม่มีการเห็นเป็นอย่างอื่น พร้อมกับเห็นมรรคเกิด เห็นนิโรธเกิด เห็นเหตุแห่งทุกข์ดับ และเห็นทุกข์ดับพร้อมกัน รู้เห็นอย่างนี้ในเวลาปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน จึงชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ เห็นถูกต้อง

เป็นการรู้เห็นตรงตามพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ไปฝึกปฏิบัติให้มรรค ๘ เกิดขึ้น จะเห็นโลกียอริยสัจปรากฎครบถ้วนบริบูรณ์ ก็เชิญพิสูจน์กันนะ ทำให้เห็นแจ้งก่อนจึงค่อยเชื่อ

เรื่องอื่นๆ คือ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ โลกียอภิญญา เป็นต้น ก็พักกันไว้ก่อนนะ เห็นมุ่งไปเรื่องแบบนี้กันเยอะเลย และก็ไม่สามารถนำออกจากทุกข์ จากกิเลสไม่ได้จริง ลองศึกษาวิธีทำให้มรรคเกิดกันบ้างก็ได้ เมื่อมรรค ๘ เกิด อริยสัจจะเกิดขึ้น เมื่ออริยสัจเกิดขึ้นกับบุคคลใด ก็จะดับทุกข์ให้กับบุคคลนั้น ของจริงของพระพุทธองค์อยู่ที่ #อริยสัจ

 #วันนี้วันพระทุกข์-เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์-นิโรธ-มรรค  ๘  (อริยสัจเบื้องต้น)โยคีผู้ปฏิบัติทั้งหลาย  ระหว่างฟืนกับไฟ  เราท...
16/04/2026

#วันนี้วันพระ

ทุกข์-เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์-นิโรธ-มรรค ๘ (อริยสัจเบื้องต้น)

โยคีผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ระหว่างฟืนกับไฟ เราทุกข์เพราะอะไร คำตอบ เราทุกข์เพราะไฟ สภาพธรรมของไฟร้อนใช้ไหม ดังนั้นเราจึงทุกข์เพราะไฟมันร้อน แต่ไฟไม่มีเชื้อจะติดได้ไหม คำตอบ ไม่ได้ ดังนั้นเวลาเราเดือดร้อนเพราะไฟ เราจึงเอานำ้ไปดับ เวลาเราเอาน้ำไปดับ เราดับที่ฟืน หรือ ดับที่ไฟ คำตอบ ดับที่ฟืน เพราะฟืนเป็นเหตุทำให้ไฟติด ถ้าฟืนเปียกด้วยน้ำ ไฟก็ติดไม่ได้ เราก็ไม่ต้องทุกข์เพราะไฟร้อนใช่ไหม (ภาษาทางโลกก็เรียกว่าสาดน้ำใส่ฟืน ภาษาภาคปฏิบัติการเรียนว่าดับตรงกันอนัตตา)

อริยสัจ ๔ ในพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เป็นอย่างนี้

#มรรคแปดเป็นธรรมฝ่ายกุศล เปรียบเหมือนน้ำ

#สมุทัย เปรียบเหมือนฟืน

#ทุกข์ เปรียบเหมือนไฟ

#นิโรธเป็นธรรมฝ่ายกุศล จะปรากฎแจ้งชัดขึ้นมาในขณะโยคีผู้ปฏิบัติกำหนดเห็นไฟกำลังดับลง

เมื่อจะศึกษาวิปัสสนาธุระในพระธรรมวินัยนี้ ต้องทำให้อริยสัจ ๔ เกิดขึ้นให้ถูกต้องในขณะจิตเดียวกัน ในพื้นที่ของรูปนามสังขารปรมัตถ์ จึงจะเห็นทางมีองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ ที่สามารถดับสมุทัยได้ เห็นนิโรธเกิดพร้อมกันในขณะที่ทุกข์กำลังสลายไป และจะเห็นเอกายนมรรคได้ชัดเจน แล้วจงดำเนินไปในหนทางอันประเสริฐนี้เถิด “สัมมาทิฏฐิ เห็นถูกต้อง จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ปฏิบัติ”

สำหรับผู้ที่ฝึกปฏิบัติ  วันนี้ขอฝากไว้ว่า  ยิ่งปฏิบัติสภาวะของเวทนา  เช่น  อาการปวด  อาการเจ็บ  อาการชา  เป็นต้น  จะยิ่ง...
13/04/2026

สำหรับผู้ที่ฝึกปฏิบัติ วันนี้ขอฝากไว้ว่า ยิ่งปฏิบัติสภาวะของเวทนา เช่น อาการปวด อาการเจ็บ อาการชา เป็นต้น จะยิ่งปรากฎชัด “ญาณที่มีเวทนา เวทนาก็จะปรากฎ บางญาณที่ไม่มีเวทนา เวทนาก็จะไม่ปรากฎ สภาวะในญาณเป็นอย่างไร สภาวะก็จะปรากฎให้รู้เห็นอย่างนั้น” ไม่ต้องวิตกกังวลไปนะ เป็นธรรมดาของระบบวิปัสสนากัมมัฏฐาน เราใช้เวทนานี้แหละเป็นเครื่องหมาย ที่ใช้สติกำหนดตามรู้ เพื่อทำให้มรรคเกิดขึ้น ทำให้กุศลเกิดขึ้น ทำให้สมาธิญาณเกิดขึ้น เป็นของดี แต่ต้องระวังการกำหนดถ้าไม่เข้าใจให้ถูกต้องว่า เวทนาไม่ดับด้วยมรรค ๘ แต่จะดับตามเหตุปัจจัยของเขา เมื่อกำหนดสภาวะของเวทนาถูกต้อง จะเห็นรูปร่างหน้าตาของเขาปรากฎตามระบบ “อนิจจัง ไม่คงเส้นคงวา” ดังนั้นสภาวะของเวทนาเป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา ห้ามกำหนดด้วย โทมนัส คือ น้อยใจ เสียใจ อึดอัดขัดใจ เพราะเราไม่ชอบเวทนา ซึ่งเป็นอารมณ์ที่เราไม่ปรารถนา จึงใช้การเพ่ง เกร็ง บังคับ เพื่อให้เวทนาหายไป หรือดับสลาย ด้วยอำนาจของโทมนัส อย่างนี้ผิดนะ เป็นผลเสียกับระบบวิปัสสนากัมมัฏฐาน ต้องขจัดโทมนัสออกไป

ให้กำหนดบริกรรมภาวนาให้ตรงอาการของเวทนาปรมัตถ์ ที่ปรากฎในปัจจุบัน และให้คำกำหนดตรงกับอาการเวทนาพอดี ไม่ให้ร่วงเกินกัน สติกำหนดแนบอาการเวทนาได้สนิทมรรคจะเกิดมาพร้อม อาการของเวทนาที่จิตเข้าถึง กุศลจะเกิดพร้อมทันที และจิตจะดำรงความเป็นมัชฌิมา คือเป็นกลางด้วยอำนาจของมรรค ถ้าทำถูกต้อง สมาธิญาณจะเกิดขึ้นพร้อมกัน และเคลื่อนไปตามพื้นที่ของอาการเวทนาที่ปรากฎในปัจจุบัน จนกว่าจิตจะเปลี่ยนไปเข้าถึงอาการอื่น สติก็ย้ายตามไปกำหนดให้ทัน สมาธิญาณจะเพิ่มกำลัง ตามถนนของวิถีจิตที่จิตท่องเที่ยวไปด้วยความชาญฉลาด (ความชาญฉลาดเกิดกับจิตด้วยอำนาจของกุศล) ดังนั้นเวลาปฏิบัติอย่าเกร็งสู้เวทนานะ เราสู้เวทนาไม่ได้หลอก ยิ่งเพ่งเล็งเกร็งสู้เขา สภาวะยิ่งตีกลับ ทีนี้ละ ทุกฺโข ทุกข์มากจะเข้า ผลลับที่ได้ คือ นั่งกัมมัฏฐานต่อไม่ไหว ไม่ครบเวลาที่ตั้งไว้จะเป็นจะตายเอาเลย ถ้าออกก่อนเวลาโดยไม่กำหนดให้ต่อเนื่อง สัจจบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี เป็นต้น เสียเลย

เทคนิคเวลานั่งคู้บัลลังก์ จะให้เวทนาดับเร็ว ต้องพยายามนั่งตัวตรงๆ (อุชุํ กายํ ปณิธาย) เอาสะโพกค้ำหลังไว้ คางขนานไหล่ เพื่อไม่ให้วิริยะตก เมื่อวิริยะกับสมาธิเสมอกันดี เวทนาจะปรากฎแรง ต้องอดทนกำหนดหน่อยนะ กำหนดให้มรรค ๘ เกิดติดๆ กันไป อย่าให้กิเลสนิวรณ์เข้ามามี พยาบาทนิวรณ์ เป็นต้น สมาธิญาณจะไม่เสีย ตาปัญญาจะเห็นเวทนาเปลี่ยนสภาวะไปตามระบบปรมัตถ์กุศล กำหนดไปๆ เดี๋ยวก็ดับให้เห็น หรือถ้าเห็นสภาวะที่เกิดมากับเวทนา ถ้าสามารถเห็นได้ ก็ให้กำหนดสภาวะที่ปรากฎตามความเป็นจริงของเขา ถ้าลักษณะเป็นชั้นๆ ตามกำลังสมาธิญาณรู้เห็นได้ ให้กำหนดดับตามชั้นขึ้นมาจนถึงสภาวะสุดท้ายที่ปรากฎ ตรงนี้ละเวทนาจะดับทันที ถ้าเกิดใหม่นั่นเป็นเวทนาก้อนใหม่ เวทนาก้อนที่ดับไปแล้วเป็นอนัตตาแล้ว อนัตตานี้ดับแล้วดับเสถียร ดับไปแล้วไม่เกิดอีก นี้เป็นระบบที่กำหนดที่รูปปรมัตถ์ เวทนาจึงเป็นรูปปรมัตถ์ที่จิตไปเสวย สังขารจึงปรุงแต่ง จึงเกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นมา ดังนั้นกำหนดอาการเวทนาให้ดี ให้ถูกต้อง สมาธิญาณจะดีมากทีเดียว เพราะฉะนั้นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีคุณมากสำหรับโยคีผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน

ลูกศิษย์โยคีผู้ปฏิบัติที่วัดหงส์รัตนาราม เจอเวทนากันทั่วหน้า ใครสมาธิดีๆ ยิ่งปรากฎชัดเจนเลย แต่ไม่ต้องกังวนนะ เมื่อเลิกปฏิบัติแล้วเวทนาอันเป็นสภาพธรรมจะสลายไปเอง ไม่มีผลเสียกับร่างกาย

 #ดับทุกข์ด้วยวิปัสสนาธุระจิตนี้ถ้าไม่ฝึกให้เขามีความละเอียดอ่อนด้วยกุศลผงธุลี  คือ อกุศลทั้งหลายจะติดได้ง่ายจิตที่ตกเป็...
13/04/2026

#ดับทุกข์ด้วยวิปัสสนาธุระ

จิตนี้ถ้าไม่ฝึกให้เขามีความละเอียดอ่อนด้วยกุศล
ผงธุลี คือ อกุศลทั้งหลายจะติดได้ง่าย

จิตที่ตกเป็นทาสของกิเลสมากเกินไป จะนำความทุกข์ทรมานให้เจ้าของมากเท่านั้น

ผู้ที่ปฏิบัติทั้งหลาย เห็นอะไรเกิดขึ้นในโลกใบนี้บ้าง ที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้เป็นจริงหรือไม่ ส่วนเรารู้เห็นตามที่พระศาสดาสอนนั้นแหละ และเราเชื่อพระองค์ด้วยสัมมาทิฏฐิแล้ว

ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น นี้ก็จริงแท้

ทุกข์เท่านั้นที่เสื่อมไป นี้ก็จริงแท้

ทุกข์เท่านั้นที่ดับ นี้ก็จริงแท้

นี้เป็นสภาวะทุกข์ในอริยสัจ เป็นสัจธรรมแท้จริง
ในพระธรรมวินัยนี้ไม่มีอะไร ที่บุคคลผู้ศึกษาในวิถีมรรค ๘ จะรู้เห็นไปนอกจากพื้นที่ของอริยสัจเลย

“ปุญฺญ  เครื่องชำระจิตให้สะอาด”บุญไม่ทอดทิ้งบุคคลผู้สร้างบุญนั้นขึ้นมา  เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสมก็จะส่งผลอย่างแน่นอน  ยิ...
13/04/2026

“ปุญฺญ เครื่องชำระจิตให้สะอาด”

บุญไม่ทอดทิ้งบุคคลผู้สร้างบุญนั้นขึ้นมา เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสมก็จะส่งผลอย่างแน่นอน ยิ่งผู้ที่เจริญพระกัมมัฏฐานอยู่เป็นประจำ จะมองเห็นสภาวจิตที่สกปรก และเมื่อจัดการสภาวจิตที่สกปรกด้วยมรรคแล้ว จะเห็นจิตสะอาดผ่องใส จิตที่สะอาดผ่องใสนี้ละ แสดงว่าบุญเกิดแล้ว บุคคลผู้ที่มีบุญรักษาจิตอยู่ จะไม่กระวนกระวายใจ จะไม่เดือดเนื้อร้อนใน เป็นผู้ที่สัมผัสกับความสงบสุขได้ง่าย เมื่อยังเป็นปุถุชนอยู่ เมื่ออาการโกรธ อาการโมโห อาการหงุดหงิด อาการไม่พอใจ อาการรำคาญ เป็นต้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว บุคคลผู้เจริญพระกัมมัฏฐานอยู่เป็นประจำ สติจะดีและมีกำลัง จะสามารถกำหนดสงบระงับได้เร็ว

#จงมีสติอยู่กับอาการกาย #จงมีศีลอยู่กับจิต

เมื่อเราชำระจิตให้สะอาดด้วยมรรค (เครื่องชำระจิตทำงาน) เราจะเห็นจิตประภัสสร และจิตประภัสสรอยู่ตรงไหน ก่อนที่จิตจะสกปรกด้วยกิเลส จิตอยู่กับอารมณ์กุศลใด ตรงอารมณ์ที่เป็นกุศลที่จิตท่องเที่ยวไปในอารมณ์ที่จิตชอบพร้อมกับมรรคเกิด ตรงนั้นละเรียกว่าจิตประภัสสร บุคคลผู้เจริญพระกัมมัฏฐานในวิถีมรรคถูกต้อง จะสามารถเห็นสภาวะของจิตประภัสสรได้ด้วยตาปัญญา

 #การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในวิถีมรรคบางคนอยากรู้ว่ายากไหมการปฏิบัติในวิถีมรรค  ไม่ยากถ้าศึกษาเทคนิคให้เข้าใจก็สามารถป...
09/04/2026

#การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในวิถีมรรค

บางคนอยากรู้ว่ายากไหมการปฏิบัติในวิถีมรรค ไม่ยากถ้าศึกษาเทคนิคให้เข้าใจก็สามารถปฏิบัติได้แล้ว ในเบื้องต้น ต้องศึกษาเทคนิคการกำหนด คือ

“ศึกษารายละเอียดในองค์กำหนด ๔ ได้แก่”
๑. บริกรรมนิมิต เครื่องหมายที่ใช้ในการกำหนด

๒. บริกรรมภาวนา คำกำหนด

๓. อุคคหนิมิต กำหนดอารมณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

๔. ปฏิภาคนิมิต คำกำหนดกับอาการต้องออกพร้อมกันสิ้นสุดพร้อมกัน

“ศึกษาการแยกรูปปรมัตถ์ออกจากรูปบัญญัติ”
๑. แยกรูปปรมัตถ์ ออกจากรูปบัญญัติ

๒. แยกเสียงปรมัตถ์ ออกจากเสียงบัญญัติ

๓. แยกกลิ่นปรมัตถ์ ออกจากกลิ่นบัญญัติ

๔. แยกรสปรมัตถ์ ออกจากรสบัญญัติ

๕. แยกถูก โดน ชน กระทบ เคลื่อน นิ่งปรมัตถ์ ออกจากถูก โดน ชน กระทบ เคลื่อน นิ่งบัญญัติ

๖. แยกปวด เจ็บ มึน ชา คัน เมื่อย ร้อน เย็น แน่น ตึงปรมัตถ์ ออกจากปวด เจ็บ มึน ชา คัน เมื่อย ร้อน เย็น แน่น ตึงบัญญัติ

แยกพอง-ยุบปรมัตถ์ ออกจากพอง-ยุบบัญญัติ

แยกเคลื่อน-นิ่งปรมัตถ์ “ถ่ายน้ำหนักให้กายนิ่งก่อนเดินจงกรมทุกก้าว เพื่อให้จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ที่สมบูรณ์พร้อมกับมรรคเกิด” ออกจากเคลื่อน-นิ่งบัญญัติ

“แยกรู้ขวาย่างอยู่ หรือหนอปรมัตถ์
ออกจากรู้ขวายางอยู่ หรือหนอบัญญัติ”

“แยกรู้ซ้ายย่างอยู่หรือหนอ ปรมัตถ์
ออกจากรู้ซ้ายย่างอยู่หรือหนอ บัญญัติ” เป็นต้น

ทำไมต้องแยกรูปปรมัตถ์ออกจากรูปบัญญัติ ก็เพราะว่าอริยมรรค ๘ องค์ ในภาคปฏิบัติการไม่สามารถเกิดขึ้นกับรูปบัญญัติได้ แต่สามารถเกิดขึ้นกับรูปปรมัตถ์ได้ ดังนั้นโยคีบุคคลที่ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในวิถีมรรค ๘ ต้องเอาเฉพาะรูปปรมัตถ์เป็นเครื่องหมายในการกำหนดเท่านั้น และไตรลักษณ์ญาณแท้ไม่ปรากฎกับรูปบัญญัติทั้งหลาย

“ศึกษาเทคนิคการนั่งคู้บัลลังก์ให้ได้ท่าร่างมัชฌิมา ในกรณีที่สามารถนั่งกับพื้นได้ และต้องทรงจำจุดสัมผัส หรือจุดถูก หรือจุดทับ ๖ จุด ในท่าร่างมัชฌิมาให้ได้”

“ศึกษาเทคนิคการปรับสมดุลอินทรีย์ ๕ คือ
๑. สัทธินทรีย์

๒. วิริยินทริย์

๓. สตินทรีย์

๔. สมาธินทรีย์

๕. ปัญญินทรีย์

“ให้สตินทรีย์เป็นผู้ควบคุมระบบปรับสมดุลอินทรีย์ที่เหลือ คือปรับสมดุลวิริยะให้เสมอกับสมาธิ (คู่ที่หนึ่ง) และปรับสมดุลปัญญาให้เสมอกับศรัทธา (คู่ที่สอง) และควบคุมอินทรีย์ทั้ง ๔ คือศรัทธา วิริยะ สมาธิ ปัญญา ให้สมดุลกันอีกด้วย ไม่ให้อินทรีย์ใดนำหน้า หรือไม่ให้อินทรีย์ใดถอยหลัง ต้องขับเคลื่อนอินทรีย์ทั้ง ๕ ไปพร้อมกันตลอดเวลาของการทำวิปัสสนากัมมัฏฐาน สมาธิญาณจึงจะสามารถเคลื่อนไปได้”

ศึกษาเทคนิคการกำหนด เบื้องต้นใช้สติกำหนดทำให้มรรค ๘ เกิด ด้วยการกำหนดให้ตรงวิถีจิต ว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถกำหนดได้ตั้งแต่ต้นจนถึงสิ้นสุด ของวิถีจิต โดยเฉพาะวิถีของอาการกาย ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นต้น

ที่กล่าวมานี้ โยคีบุคคลผู้เข้าศึกษาวิปัสสนาธุระใหม่ทุกท่าน ที่สำนักปฏิบัติธรรมวัดหงส์รัตนาราม ต้องศึกษาทำความเข้าใจเป็นลำดับแรก และฝึกปฏิบัติภาคปฏิบัติการจริง ก่อนจะเพิ่มบทเรียนในลำดับต่อไป โยคีบุคคลผู้ปฏิบัติจะได้เพิ่มบทเรียนหรือไม่ขึ้นอยู่กับความพากเพียรมาฝึกปฏิบัติได้ต่อเนื่อง หรือไม่ต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครู

“วิถีอริยมรรค  ๘  องค์อันประเสริฐ”เดี๋ยวนี้ถ้าเปลี่ยนทำกัมมัฏฐานโดยไม่ต้องกำหนดตามอารมณ์ที่ปรากฏ  เลือกเอาอารมณ์ที่ชอบมา...
07/04/2026

“วิถีอริยมรรค ๘ องค์อันประเสริฐ”

เดี๋ยวนี้ถ้าเปลี่ยนทำกัมมัฏฐานโดยไม่ต้องกำหนดตามอารมณ์ที่ปรากฏ เลือกเอาอารมณ์ที่ชอบมาเป็นเครื่องหมายทำกัมมัฏฐานให้จิตจดจ่ออยู่แต่อารมณ์ที่ชอบ เห็นชัดเลยว่าไปไม่รอดแน่ เพราะต้องใช้การบังคับจิตไม่อยากนั้นเอาจิตไม่อยู่ รู้สึกเหนื่อยกับการทำกัมมัฏฐานแบบนี้ เมื่อก่อนไม่รู้วิธีปฏิบัติกัมมัฏฐานในวิถีมรรค ๘ ก็เอาจริงเอาจังกับการทำกัมมัฏฐานด้วยอารมณ์ที่ชอบ แต่ไม่รู้ไม่เข้าใจว่ากำลังเพ่ง เกร็ง บังคับ เพื่อจะให้จิตสงบเป็นสมาธิ ด้วย “อภิชฌา” การเพ่ง เกร็ง บังคับ เอาด้วยอำนาจของโลภะอยู่ ทำแบบนี้มานานพอสมควร จนมาได้พบครูบาอาจารย์สอนกัมมัฏฐานในวิถีมรรค ๘ ให้ จึงได้รู้ว่าที่เคยปฏิบัติมาไม่ใช่วิธีนำออกจากทุกข์ จากกิเลส กลับยิ่งพอกพูนให้มากขึ้น

ด้วยเหตุนี้จึงขอแนะนำผู้ที่กำลังฝึกปฏิบัติกัมมัฏฐานอยู่ (สมาธิและวิปัสสนา) ไม่ต้องเลือกอารมณ์ที่ชอบ ให้กำหนดทุกอารมณ์ที่จิตสัมผัส ตั้งแต่ครั้งแรกให้หมดทุกๆ อารมณ์ ถ้าเลือกอารมณ์ที่ชอบกามเข้า คือ อาการพอใจ อาการดีใจ อาการสุขใจ อาการชอบใจ เป็นต้น ในอารมณ์ที่ตนปรารถนาแล้วได้มันมา ในระบบวิปัสสนาถือว่าจิตสกปรก สมาธิที่ดีเสีย สมาธิเสียเกิดขึ้นมาแทน ปัญญาถูกปิดกั้น เห็นไหมไม่มีดีเลยถ้าทำกัมมัฏฐานแล้วปล่อยให้กิเลสกามเข้ามา ความเสียหายของสมาธิญาณจะเกิดขึ้น

กำหนดทุกๆ อารมณ์ ถ้าอารมณ์นั้นเป็นกลางแล้วมรรค ๘ เกิด เราจะได้อุกกัฏฐมหากุศลทุกครั้งที่กำหนด ถ้าเป็นอารมณ์ที่เป็นอกุศลมรรค ๘ เกิด ก็จะทำกิจดับอารมณ์อกุศลนั้นให้สลายไป อย่างนิวรณ์ ๕ คือ

#กามฉันทะ เป็น โลภะ เป็นกิเลสกาม

#พยาบาท เป็น โทสะ เป็นอกุศล

#ถีนมิทธะ เป็น โมหะเผยรูป เป็นอกุศล

#อุทธัจจกุกกุจจะ เป็น โมหะเผยรูป เป็นอกุศล

#วิจิกิจฉา เป็น โมหะเผยรูป เป็นอกุศล

จะเห็นได้ว่า “โมหะ” จะเยอะ มี ๓ กลุ่ม กิเลสนิวรณ์ปรมัตถ์เหล่านี้ เกิดขึ้นในขณะจิตใด ในขณะจิตนั้นกุศลอันมีสมาธิเสียทันที

ดังนั้น เจ้ากิเลสนิวรณ์ปรมัตถ์นี้ มันไม่กลัวอะไร เพราะมันสามารถอาศัยเกิดพร้อมได้ในขณะที่ปฏิบัติอยู่แต่มรรคไม่เกิด ถ้าผู้ที่ปฏิบัติไม่รู้เท่าทัน และไม่รู้วิธีทำให้มรรค ๘ เกิดเพื่อดับกิเลสนิวรณ์ปรมัตถ์นั้น แต่กิเลสนิวรณ์กลัวมรรค ๘ ถ้าใครกำหนดให้เกิดขึ้นได้ในขณะที่ปฏิบัติกัมมัฏฐานอยู่ ถ้ากิเลสนิวรณ์ปรมัตถ์เหล่านี้เกิดขึ้น จะถูกมรรค ๘ ดับทันที ในขณะที่องคประกอบ ๘ ประการรวมเป็นมัคคสมังคี ในขณะจิตเดียวกัน ผู้ที่ปฏิบัติจะเห็นกิเลสนิวรณ์ปรมัตถ์สลายไปเป็นขณะๆ ด้วยมรรค ๘ พร้อมกับเห็นขณิกสมาธิ (สมาธิที่เกิดเป็นขณะๆ) ในขณะที่มรรค ๘ ทำกิจดับ หรือประหารกิเลสนิวรณ์ปรมัตถ์นั้นจนดับสลายไปจนไม่เหลือในขณะจิตนั้น

เพราะฉะนั้นการปฏิบัติกัมมัฏฐาน (สมาธิและวิปัสสนา) ต้องปฏิบัติในวิถีมรรค ๘ จึงจะรักษาสมาธิญาณไว้ได้ และช่วยป้องกันรักษาไม่ให้กุศลเสียหายด้วยกิเลสนิวรณ์ได้ และก็ช่วยพัฒนาสมาธิญาณไปด้วย อินทรีย์ ๕ ก็ถูกพัฒนาไปด้วยกัน ได้ฝึกสติให้มีกำลังด้วยการกำหนดทุกอารมณ์ ไม่ต้องเลือก อารมณ์อะไรปรากฎกำหนดทันที เดี๋ยวก็เห็นการเกิดดับของอารมณ์นั้น

เทคนิคการกำหนดให้ได้คุณภาพ ต้องประกอบด้วย

ฉนฺทํ ชเนติ ผู้ที่ปฏิบัติต้องเต็มใจกำหนด

วายมติ ผู้ที่ปฏิบัติต้องเพียรกำหนด คือต้องประคองความเพียรในการกำหนดไม่ให้ตกต่ำลงไป

วิริยํ อารภติ ผู้ที่ปฏิบัติต้องปรารภความเพียร คือต้องพัฒนาความเพียรให้ยิ่งยวดขึ้นไป จนถึงความเพียรแก่กล้าถึงที่สุด เรียกว่ามีความเพียรกำหนดจนไม่มีช่องว่างในกิเลสนิวรณ์เข้ามาได้ (ทำอย่างนี้จึงจะสามารถเข้าฌานได้ตามพุทธวิธี) จิตเข้าถึงความสะอาดบริสุทธิ์ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

โยคีบุคคลผู้ปฏิบัติถ้าทำตามพุทธวิธี ให้ทำอย่างนี้ คือ

จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ ความรู้สึก หรือทุกข์ (ในอริยสัจ) หรือจิต (จิตนามปรมัตถ์) อยู่ที่ไหน ให้กำหนดที่นั่น ไม่ต้องเลือกว่าเป็นอารมณ์ที่ชอบ หรือไม่ชอบ กำหนดให้มรรค ๘ เกิด จิตจึงจะเป็นอุเบกขา หรือเป็นกลางได้

“ความรู้สึก หรือทุกข์ หรือจิต เขาอยู่ด้วยกัน กำหนดตรงๆ ตามความรู้สึกที่ปรากฏ ก็เป็นการกำหนดตามรู้ทุกข์ ปัญญาตามเห็นพร้อมกับจิตนามปรมัตถ์เกิดดับ โยคีผู้ปฏิบัติจึงสามารถเห็นทุกข์ดับสลายไป พร้อมกับเห็นนิโรธเกิด”

สรุปก็ไปจบที่ “อริยสัจ” เกิด จึงเห็นทุกข์กับเหตุแห่งทุกข์ดับ และเห็นมรรคกับนิโรธเกิดขึ้นได้จริง จะหนี้จากตรงนี้ไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้น สัมมาทิฏฐิไม่เกิด หรือไม่ครบ ถ้าบุคคลใดปฏิบัติในวิถีมรรค ๘ ตามพุทธวิธีของพระพุทธเจ้า ในขณะที่กำหนดอารมณ์ที่จิตเข้าถึงอยู่ ก็ต้องเห็นอริยสัจ ๔ เกิดในขณะจิตเดียวกันอยู่ดี ถ้าไม่เห็นอริยสัจเกิดในขณะจิตเดียวกัน แสดงว่าหลุดออกจากวิถีมรรค ๘ ไปเรียบร้อยแล้ว

ที่อยู่

วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร ซอยวังเดิม 2 ถ. วังเดิน แขวงวัดอรุณ บางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
Bangkok Yai
10600

เบอร์โทรศัพท์

+66956180787

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วิปัสสนาธุระ วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหารผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท