วิปัสสนาธุระ วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร

วิปัสสนาธุระ วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร อัฏฐังคิกมรรค ทางมีองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ
บุคคลผู้ปราถนาความเจริญในวิปัสสนาธุระ
จงทำสมาธิญาณให้เกิดขึ้นในพื้นที่ของมรรคเถิด

พรุ่งนี้วันพระขึ้น  ๘  ค่ำ  เดือน  ๙  ปีมะเมียเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมทำวัตร  สมาทานศีล  และฟังพระธรรมเทศนา  ณ พระอุโบสถวัดห...
20/08/2026

พรุ่งนี้วันพระขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะเมีย

เชิญพุทธศาสนิกชนร่วมทำวัตร สมาทานศีล และฟังพระธรรมเทศนา ณ พระอุโบสถวัดหงส์รัตนาราม เวลา ๐๙:๐๐ น.

#การศึกษาพระไตรปิฎก

“ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”

“ฉัตตปาณิอุปาสกวัตถุ”

เรื่องฉัตตปาณิอุบาสก

[๕๑] วาจาสุภาษิต ย่อมไม่มีผลแก่ผู้ไม่ทำตาม

เหมือนดอกไม้งาม มีสีสวยแต่ไม่มีกลิ่น

[๕๒] วาจาสุภาษิต ย่อมมีผลแก่ผู้ทำตาม

เหมือนดอกไม้งาม มีทั้งสีและกลิ่น ฉะนั้น

“วิสาขาวัตถุ”

เรื่องนางวิสาขา

[๕๓] สัตว์ผู้มีอันจะตาย เมื่อเกิดมาแล้ว ควรสร้างกุศลไว้ให้มากเหมือนช่างดอกไม้ร้อยพวงมาลัยไว้จำนวนมากจากกองดอกไม้ ฉะนั้น

“อานันทเถรวัตถู”

เรื่องพระอานันทเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสคาถานี้แก่พระอานนทเถระ ดังนี้)

[๕๔] กลิ่นดอกไม้ลอยไปทวนลมไม่ได้

กลิ่นจันทร์ กลิ่นกฤษณา

หรือกลิ่นกระลำพักก็ลอยไปทวนลมไม่ได้

ส่วนกลิ่นของสัตบุรุษ ลอยไปทวนลมได้

เพราะสัตบุรุษขจรไปทั่วทุกทิศ

[๕๕] กลิ่นศีลยอดเยี่ยมกว่ากลิ่นหอมเหล่านี้ คือ

กลิ่นจันทร์ กลิ่นกฤษณา กลิ่นดอกอุบล และกลิ่นดอกมะลิ

“สัตบุรุษย่อมมีกลิ่นเกียรติคุณคือศีลแผ่ขจรไปทั่วทุกทิศ” (ขุ.ธ.อ ๗๗๖) และดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๘๐/๓๐๕

พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๕ (มจร) พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ ขุททกปาฐะ ธรรมบท อุทาน อิติวุตตกะ สุตตนิบาต หน้าที่ ๔๓ - ๔๔

 #วิถีจิต  คืออะไรการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานจะให้ได้คุณภาพต้องรู้วิธีการกำหนดให้ตรงวิถีจิต  วิถีจิตในพระอภิธรรมปิฎก   ค...
17/08/2026

#วิถีจิต คืออะไร

การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานจะให้ได้คุณภาพต้องรู้วิธีการกำหนดให้ตรงวิถีจิต วิถีจิตในพระอภิธรรมปิฎก คือ

วี + ถิ = วิถี - (อิตถีลิงค์) - แปลตามศัพท์ว่า “ที่เป็นที่ดำเนินไป” ในที่นี้หมายถึง ถนน, หนทาง, วิถี, ทางเดิน, รอยทาง

พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรียกวิถีจิตว่า “ถนน”

#วิถีจิต หรือ #วีถิ หรือ #จิตฺต หรือ #จิตฺตวิถี หรือ #วิถีแห่งจิต ก็คือ กระบวนการการทำงานของจิตนั่นเอง จิตจะทำหน้าที่ของเขาด้วยวิถีจิต

หมายความว่า “ถนนที่จิตท่องเที่ยวไปในอารมณ์ที่จิตชอบ” เมื่อทำวิปัสสนากัมมัฏฐาน = “สมถะและวิปัสสนาคู่กันไป - ยุคนัทธกถา - ปฏิสัมภิทามรรค” ตามพุทธวิธีทรงแนะนำให้ใช้รูปนามสังขารที่เป็นกลาง (สภาวะอยู่ในธัมมสังคณี) ใช้สติที่เกิดพร้อมกับมรรค ๘ กำหนดทำให้มัคคสมังคีเกิด เมื่อมรรคเกิด จะขจัดโมหะที่อาศัยอยู่ หรือกิเลสกามและอกุศลทั้งหลาย จิตจึงเข้าถึงวัตถุกามที่สภาวะเป็นกลางพร้อมกับกุศลมีสมาธิของมรรคเกิด เป็นต้น คือ

อาการเห็น - วิถีเห็น - กามาวจร

อาการได้ยิน - วิถีได้ยิน - กามาวจร

อาการได้กลิ่น - วิถีได้กลิ่น - กามาวจร

อาการรู้รส - วิถีรู้รส - กามาวจร

อาการถูก โดน ชน กระทบ เคลื่อน นิ่ง - วิถีถูก โดน ชน กระทบ เคลื่อน นิ่ง (เป็นโผฏฐัพพะ - กามาวจร)

อาการปวด เจ็บ มึน ชา คัน เมื่อย ร้อน เย็น แน่น ตึง - วิถีปวด เจ็บ มึน ชา คัน เมื่อย เป็นต้น (เป็นธรรมารมณ์ - กามาวจร)

เมื่อจิตเข้าถึงวัตถุกาม - (รูปนามสังขารปรมัตถ์) พร้อมกับมรรค ๘ เกิด กุศลจึงเกิด กุศล - ความชาญฉลาด พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในธัมมสังคณีว่า (เข้าสภาวะ) - ถนนที่จิตท่องเที่ยวไปในอารมณ์ที่จิตชอบด้วยความชาญฉลาด #กามาวจรกุศล

ฉะนั้น “วิถีจิต” มีความสำคัญต่อการทำวิปัสสนากัมมัฏฐาน สมาธิญาณจะมีกำลังมาก โดยเฉพาะปัญญาจะเด่น ในการเห็นแจ้งสภาวะที่ละเอียดถี่ถ้วนทั่วถึงอย่างลึกซึ้ง ผลทางปัญญาสำหรับโยคีผู้ปฏิบัติจะต่างกัน ไม่เท่ากัน อยู่ที่ “ปริคคหปัญญา คือ ปัญญาจัดการ” ในเวลาทำวิปัสสนากัมมัฏฐานปัญญาชนิดนี้ต้องมี และอยู่ที่โยคีผู้ปฏิบัติท่านใดจะกำหนดทำงานได้รอบคอบละเอียดถี่ถ้วนทั่วถึงได้มากกว่ากัน

#หมายเหตุ วัตถุกาม, อารมณ์ เป็นชื่อเรียกสภาพธรรมที่จิตชอบ (เพราะจิตชอบท่านจึงเรียกว่ากาม) ถ้ากำหนดทำให้มรรค ๘ เกิด กิเลสกามและอกุศลทั้งหลายจะเข้าไม่ได้ จิตจึงสะอาดผ่องใสพร้อมกับการเข้าถึงวัตถุกามโดยไม่มีกิเลสกามอาศัยเกิดขึ้น หรือเมื่อไม่ได้วัตถุกามตามที่กิเลสเหนี่ยวนำจึงเกิดโทสะ ฉะนั้นหน้าที่ของโยคีผู้ปฏิบัติจึงต้องกำหนดให้มรรค ๘ เกิดให้ติดต่อและต่อเนื่องในขณะที่จิตเข้าถึงอารมณ์ที่เป็นกลางเพื่อรักษาพื้นที่ให้สะอาด

#วิปัสสนาธุระวัดหงส์รัตนาราม
#สติปัฏฐานสี่
#วิถีจิต
#ถนน
#บุพภาคมรรคเบื้องต้น
#โลกุตรมรรคเบื้องปลาย
#วิมุตติ

 #พระนวกะบวชโครงการถวายพระกุศลกำลังฝึกปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน  เท่าที่สอนมา  ๓  วันเห็นถึงความตั้งใจปฏิบัติดี  การปฏิบั...
17/08/2026

#พระนวกะบวชโครงการถวายพระกุศล

กำลังฝึกปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เท่าที่สอนมา ๓ วันเห็นถึงความตั้งใจปฏิบัติดี การปฏิบัติระดับของการทำให้มรรค ๘ เกิด

#มหาสติปัฏฐานสูตร
#บุพภาคมรรค
#รูปนามสังขาร
#พระนวกะ
#วัดหงส์รัตนาราม

ระหว่าง  รูป  กับ  นาม  ทุกข์อยู่ที่ไหน  ทุกข์ - วิญญาณ - จิต - ใจ - มโน - มน  - ความรู้สึก  =  รวมเป็นอันเดียวกัน  มีสภ...
16/08/2026

ระหว่าง รูป กับ นาม ทุกข์อยู่ที่ไหน

ทุกข์ - วิญญาณ - จิต - ใจ - มโน - มน - ความรู้สึก = รวมเป็นอันเดียวกัน มีสภาพธรรมเป็นหนึ่งเดียวกันกับความรู้สึกที่ปรากฏ (ทุกข์ปรมัตถ์ตามพุทธวิธีทำวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่ที่ความรู้สึก)

ความรู้สึกเห็น = เป็นทุกข์ - วิญญาณ - จิตนาม

ความรู้สึกได้ยิน = เป็นทุกข์ - วิญญาณ - จิตนาม

ความรู้สึกได้กลิ่น = เป็นทุกข์ - วิญญาณ - จิตนาม

ความรู้สึกรู้รส = เป็นทุกข์ - วิญญาณ - จิตนาม

ความรู้สึกถูก โดน ชน กระทบ เคลื่อน นิ่ง = เป็นทุกข์ - วิญญาณ - จิตนาม

ความรู้สึกปวด เจ็บ มึน ชา คัน เมื่อย ร้อน เย็น แน่น ตึง = เป็นทุกข์ - วิญญาณ - จิตนาม

ส่วนอาการ - รูป = “ธาตุ ๔ - (แยกออกจากธาตุบัญญัติ) หรือมหาภูตรูป ๔ ปรมัตถ์อยู่ครบในอาการโดยเฉพาะอาการกายมีอาการพองยุบ เป็นต้น ขณะที่สติกำหนดตามรู้ปัญญาตามเห็นอาการกายอยู่ สภาวะธาตุปรมัตถ์จะปรากฎ ขึ้นอยู่กับว่าสภาวะธาตุไหนจะปรากฎชัดกว่ากันให้รู้เห็นตามกำลังของสมาธิญาณ” อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ทำให้เกิดความรู้สึกตามที่รูปสังขารปรุงแต่ง”

สภาวะทุกข์ของพระพุทธเจ้าในอริยสัจ ๔ มีลักษณะ ๓ คือ

#ลักษณะเกิดเป็นปรมัตถ์ - (สภาวะในพระอภิธรรม)

#ลักษณะเสื่อมเป็นปรมัตถ์ - (สภาวะในพระอภิธรรม)

#ลักษณะดับสลายเป็นปรมัตถ์ - (สภาวะในพระอภิธรรม)

อาการ กับ ความรู้สึก เกิดพร้อมกัน เสื่อมพร้อมกัน ดับพร้อมกัน เห็นในขณะเดียวกันทั้งขณะเกิดเป็นขณะจิตเดียวกัน ขณะเสื่อมเป็นขณะจิตเดียวกัน และขณะดับเป็นขณะจิตเดียวกัน “มคฺค - อัฏฐังคิกมรรค - บุพภาคมรรค - มัคคสมังคี (มรรคมีสภาวะอันเดียวกันต่างแต่ชื่อที่เรียก) เกิดขึ้นพร้อมกับที่เห็น #นิโรธ ปรากฎแจ้งชัด #ทุกข์ ที่เป็นสภาวะของปรมัตถ์จึงดับตาปัญญาของโยคีผู้ที่ปฏิบัติจะเห็นในขณะจิตเดียวกับที่นิโรธเกิด ส่วนอาการหรือรูปโยคีผู้ที่ปฏิบัติจะเห็นการดับพร้อมกับมรรคเกิดในขณะจิตเดียวกัน

 #มรรคในธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาศึกษาความหมายของมรรคกันสักหน่อยนะมรรค   บาลีเป็น  มคฺค  (มัค-คะ)   รากศัพท์มาจา...
13/08/2026

#มรรคในธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

มาศึกษาความหมายของมรรคกันสักหน่อยนะ

มรรค บาลีเป็น มคฺค (มัค-คะ) รากศัพท์มาจาก

มคฺคฺ (ธาตุ = ไป ถึง แสวงหา) + อ ปัจจัย

มคฺค + อ = มคฺค แปลตามศัพท์ว่า (๑) ทางเป็นเครื่องไปสู่ที่ต้องการได้โดยตรง (๒) ที่อันพวกคนเดินทางแสวงหา (๓) ธรรมที่ยังบุคคลให้ถึงพระนิพพาน (๔) ทางอันผู้ต้องการพระนิพพานดำเนินไป

มชฺชฺ (ธาตุ = สะอาด,หมดจด) + ณ ปัจจัย ลบ ณ แปลง ชฺชฺ ที่ (ม) - ชฺชฺ เป็น คฺค

มชฺช + ณ = มชฺชณ - มชฺช - มคฺค แปลตามศัพท์ว่า ที่ที่สะอาดโดยพวกคนเดินทาง

ม (นิพพาน) + คมฺ (ธาตุ = ไป, ถึง) + อ ปัจจัย ซ้อน คฺ ระหว่าง ม + คมฺ ลบ มฺ ที่สุดธาตุ (คมฺ - ค)

ม + คฺ + คมฺ = มคฺคม - มคฺค + อ = มคฺค แปลตามศัพท์ว่า ธรรมเป็นเครื่องถึงพระนิพพาน

ม (กิเลเส มาเรติ = ฆ่ากิเลส) + ค (คจฺฉติ = ไป) ซ้อน คฺ
ม + คฺ + ค = มคฺค แปลตามศัพท์ว่า วิธีที่ไปฆ่ากิเลส

—————————————————————

จบตรงที่แปลว่า #วิธีที่ไปฆ่ากิเลส คำนี้มีความหมายสำหรับผู้ที่ศึกษาวิปัสสนาธุระภาคปฏิบัติการจริง เพราะไร ก็เพราะว่า กิเลสต้องใช้มรรคประหาร หรือ ดับ เท่านั้น ไม่มีวิธีอื่นเลย กิเลส หมายถึง เครื่องเศร้าหมอง,ความเศร้าหมอง,มลทิน เมื่อเกิดกับจิต สภาพธรรมฝ่ายอกุศลนี้จะย้อมจิตให้เศร้าหมอง สภาวจิตขณะที่จิตเศร้าหมองประตูอบายภูมิจึงถูกเปิด เวลาปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานจะสามารถรู้เห็นสภาวะนี้ได้ นี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า ภพชาติมีอยู่จริง การตายไม่ได้จบสิ้นอย่างที่คิด หรือบุคคลบางคนมีความคิดว่า “เกิดครั้งเดียวตายครั้งเดียวจบแค่นี้” เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากธรรมชาติตามความเป็นจริงของกรรม - วิบาก - สังสารวัฏ ที่ครอบคลุมสัตว์ทั้งหลาย มีมนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน เทวดา มาร พรหม ไว้ทั้งหมด ยังต้องเวียนวายตายเกิดอีกยาวนาน และเมื่อคนตายแล้ววิญญาณไม่ได้แสวงหาที่เกิด หรือล่องลอย แต่จะเกิดทันทีตามอำนาจกรรม จะเกิดขึ้นตามภพภูมิที่อำนาจของกรรมตกแต่งให้นั่นแหละ ที่บุคคลบางคนเห็นว่ามีผีมาหลอกหลอนนั่นแสดงว่าที่เจอนั่นเป็นอสูรกาย คนที่ตายไปแล้วจะไปเกิดเป็นเปรตหรืออสูรกายก็ไปเกิดด้วยอำนาจของโลภะนั่นเอง อสูรการนี้มีรูปร่างน่าตาน่าเกลียดน่ากลัว ชอบหลอกหลอนให้คนหวาดกลัว ทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยเพื่อมุ่งหวังขอเครื่องเซ่นไหว้ก็มี เป็นต้น (กรรมเป็นสภาพธรรมที่มีอยู่จริง)

“ยกเว้นพระอริยบุคคล ๔ ขั้น ที่จะออกจากสังสารวัฏได้อย่างแน่นอน”

มาถึงเรื่องของมรรคในระบบของวิปัสสนาธุระ มรรคมีสองชุด คือ บุพภาคมรรค - มรรค ๘ - อัฏฐังคิกมรรค - มคฺค และ โลกุตรมรรค มรรคที่โยคีผู้ปฏิบัติที่วัดหงส์รัตนารามได้กำหนดทำให้เกิดขึ้นในเบื้องต้น เรียกว่า บุพภาคมรรค คือ มรรคที่ต้องทำก่อน ในระดับนี้ กิเลสหยาบ หรือ อุปกิเลสอ่อน จะดับได้ต้องใช้บุพภาคมรรคดับ ดังนั้นจิตจะถูกฟอกให้สะอาดผ่องใสเป็นสัมมาอาชีวะได้ ต้องใช้บุพภาคมรรคเบื้องต้นฟอก หรือ ทำความสะอาดจิต เมื่อจิตสะอาดหมดจดดีแล้วสมาธิญาณจึงจะสามารถทำให้เจริญจนถึงโลกุตรมรรคได้

13/08/2026

กำหนดการเข้าคอร์สเสาร์-อาทิตย์ (เดือนละหนึ่งคอร์ส) ของสำนักปฏิบัติธรรมวัดหงส์รัตนาราม

#วันเสาร์

เวลา 09:00 ถึง เวลา 11:00 น. ลงทะเบียนเข้าคอร์สศึกษาวิปัสสนาธุระ (มีอาหารกลางวันเลี้ยง)

เวลา 12:45 น. เตรียมตัวเข้าที่นั่งให้เรียบร้อย

เวลา 13:00 น. พระอาจารย์เข้าไปนำบูชาพระรัตนตรัย รับศีล ๘ ฟังบรรยายวิธีทำให้บุพภาคมรรคเกิด

เวลา 14:30 น. โยคีเข้าคอร์สครั้งแรกเริ่มเรียนวิธีปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานเบื้องต้น (โยคีเก่าเริ่มปฏิบัติได้เลย) หลังจากนั้นครูจะปล่อยให้ให้โยคีใหม่ฝึกเดินจงกรม และ นั่งคู้บัลลังก์ตามที่ครูสอน และครูจะเดินตรวจดูว่าโยคีใหม่เดินจงกรมถูกต้องตามวิถีจิต ขณะจิตหรือไม่ กำหนดตรงองค์กำหนด ๔ หรือไม่ เวลานั่งคู้บัลลังก์ท่าร่างได้มัชฌิมาหรือไม่ กำหนดอารมณ์หลัก กำหนดอารมณ์รองถูกต้องตามวิธีทำให้บุพภาคมรรคเกิดหรือไม่ เป็นต้น

เวลา 16:30 น. หยุดพักทานนำ้ปานะและทำภารกิจส่วนตัว

เวลา 17:30 น. เตรียมเข้าที่นั่ง

เวลา 18:00 น. กำหนดกราบสติปัฏฐานให้ตรงตามวิถีจิตเป็นการปฏิบัติบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสร็จแล้วเริ่มปฏิบัติกำหนดสติปัฏฐาน ๔ ตามวิถีจิตต่อเนื่องจนถึงเวลา 21:00 น.

เวลา 21:00 น. เป็นต้นไปพักผ่อน ส่วนโยคีบุคคลใดมีกุศลฉันทะจะปฏิบัติอย่างต่อเนื่องก็ให้ทำความเพียรต่อได้ตามอัธยาศัย

#วันอาทิตย์

เวลา 04:00 น. เจ้าหน้าที่ให้สัญญาเวลากำหนดตื่นนอน เก็บที่นอนเข้าที่ให้เรียบร้อย กำหนดทำภารกิจส่วนตัว

เวลา 05:00 น. กำหนดกราบสติปัฏฐานให้ตรงตามวิถีจิตเป็นการปฏิบัติบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบเสร็จแล้วกำหนดสติปัฏฐาน ๔ ตามวิถีจิตให้ต่อเนื่อง

เวลา 07:00 น. พักปฏิบัติเตรียมทานอาหารเช้า

เวลา 08:00 น. เริ่มปฏิบัติต่อจนถึงเวลา 10:30 น. พักทานอาหารกลางวัน แล้วพักผ่อนตามอัธยาศัย

เวลา 13:00 น. เริ่มปฏิบัติต่อ (สำหรับโยคีเก่าที่เข้าปฏิบัติสมทบให้รับศีล 5 และเริ่มปฏิบัติต่อได้เลย)

เวลา 15:00 น. พักปฏิบัติเตรียมฟังบรรยายสรุปสภาวะ

เวลา 16:30 น. โยคีที่เข้าคอร์สค้างคืนลาศีล ๘ สมาทานศีล ๕ เสร็จแล้วช่วยกันล้างห้องน้ำ ทำความสะอาดสถานที่ปฏิบัติ เก็บของใช้เข้าที่ให้เรียบร้อย

เวลา 17:30 น. เตรียมเข้าที่นั่งให้เรียบร้อย กราบพระประธาน และกราบพระอาจารย์ เสร็จแล้วเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ

#หมายเหตุ ระเบียบการนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม และในระหว่างการเข้าคอร์สศึกษาวิปัสสนาธุระไม่เน้นสวดมนต์ แต่จะเน้นที่การให้ความรู้วิธีกำหนดทำให้บุพภาคมรรคเกิดพร้อมกับพัฒนาให้เจริญขึ้นไป และเน้นที่การกำหนดตามวิถีจิตเป็นสำคัญ คือ เน้นปฏิบัติให้ตรงขณะจิตและวิถีจิต

ส่วนงานวิปัสสนาธุระงดเลี้ยงชา กาแฟ โกโก้ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลังทุกชนิดตลอดการเข้าคอร์ส (มีเจ้าภาพน้ำปานะเลี้ยงตลอดการเข้าคอร์ส)

“สำนักปฏิบัติธรรมวัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร”

(๑)  วิปัสสนาญาณ      (วิชชา  ๘)                [๑๓๑] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปก...
12/08/2026

(๑) วิปัสสนาญาณ (วิชชา ๘)

[๑๓๑] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไป เพื่อญาณทัสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แล มีรูปประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุก และขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลาย และกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และ วิญญาณของเรานี้ ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้

ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใสแวววาวสมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียว เหลืองแดงขาว หรือ นวลร้อยอยู่ในนั้น บุรุษมีจักษุจะพึงหยิบแก้วไพฑูรย์นั้น วางไว้ในมือแล้วพิจารณาเห็นว่า แก้วไพฑูรย์นี้งาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์แปดเหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใสแวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียวเหลืองแดงขาว หรือนวลร้อยอยู่ในแก้วไพฑูรย์นั้น ฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อ ญาณทัสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แลมีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายกระจัดกระจาย เป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ข้อก่อนๆ.

(๒) มโนมยิทธิญาณ

[๑๓๒] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อนิรมิต รูปอันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตรกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง

ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็น อย่างนี้ว่า นี้หญ้าปล้อง นี้ไส้ หญ้าปล้องอย่างหนึ่ง ไส้อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษ จะพึงชักดาบ ออกจากฝัก เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก ดาบอย่างหนึ่ง ฝักอย่างหนึ่ง ก็แต่ดาบชักออกจากฝักนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักงู ออกจาก คราบ เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้งู นี้คราบ งูอย่างหนึ่ง คราบอย่างหนึ่ง ก็แต่งูชักออกจากคราบนั่นเอง ฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ เธอย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อ นิรมิตรูป อันเกิดแต่ใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็น ประจักษ์ทั้งดี ยิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.

(๓) อิทธิวิธญาณ

[๑๓๓] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อ อิทธิวิธี เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็น คนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ ไม่ติดขัด เหมือนไปในที่ว่าง ก็ได้ ผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตก เหมือนเดินบนแผ่นดิน ก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์ พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มี อานุภาพมาก ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอด พรหมโลกก็ได้

ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนช่างหม้อหรือลูกมือของช่างหม้อผู้ฉลาด เมื่อนวดดิน ดีแล้ว ต้องการภาชนะชนิดใดๆ พึงทำภาชนะชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือน ช่างงา หรือลูกมือของช่างงาผู้ฉลาด เมื่อแต่งงาดีแล้ว ต้องการ เครื่องงา ชนิดใดๆ พึงทำเครื่องงาชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้

อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างทองหรือลูกมือของช่างทองผู้ฉลาด เมื่อหลอมทอง ดีแล้ว ต้องการทองรูปพรรณชนิดใดๆ พึงทำทองรูปพรรณชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ ฉันใด ภิกษุ ก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี

เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคน เป็นคนเดียว ก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงไปได้ ไม่ติดขัด เหมือนไป ในที่ว่าง ก็ได้ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตก เหมือนเดิน บนแผ่นดินก็ได้ เหาะไป ในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์ พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมาก ด้วยฝ่ามือก็ได้ใช้อำนาจทางกาย ไปตลอด พรหมโลก ก็ได้ ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผล ที่เห็นประจักษ์ ข้อก่อนๆ.

(๔) ทิพยโสตญาณ

[๑๓๔] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก กิเลส อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไป เพื่อ ทิพยโสตธาตุ เธอย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกล และใกล้ด้วยทิพยโสตธาตุ อันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์

ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษเดินทางไกล เขาจะพึงได้ยินเสียง กลองบ้าง เสียง ตะโพนบ้าง เสียงสังข์บ้าง เสียงบัณเฑาะว์บ้าง เสียงเปิงมางบ้าง เขาจะพึง เข้าใจว่า เสียงกลองดังนี้บ้าง เสียงตะโพนดังนี้บ้าง เสียงสังข์ดังนี้บ้าง เสียงบัณเฑาะว์ ดังนี้ บ้าง เสียงเปิงมางดังนี้บ้าง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็น สมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้

ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อทิพยโสตธาตุ เธอย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยทิพยโสตธาตุ อันบริสุทธิ์ ล่วงโสต ของมนุษย์ ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผล ที่เห็นประจักษ์ ข้อก่อนๆ.

(๕) เจโตปริยญาณ

[๑๓๕] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโต ปริยญาณ เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือจิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิต มีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิต ปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิต ปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่า จิตฟุ้งซ่าน จิตเป็น มหรรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรรคต หรือจิตไม่เป็นมหรรคต จิตมีจิตอื่น ยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่น ยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็น สมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น

ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนหญิงสาวชายหนุ่มที่ชอบการแต่งตัว เมื่อส่องดูเงาหน้า ของตนในกระจกอันบริสุทธิ์สะอาด หรือในภาชนะน้ำอันใส หน้ามีไฝ ก็จะพึงรู้ว่า หน้ามีไฝ หรือหน้าไม่มีไฝ ก็จะพึงรู้ว่าหน้าไม่มีไฝ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิต เป็นสมาธิบริสุทธิ์ ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ เธอย่อมกำหนดรู้ใจ ของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่น ด้วยใจ คือจิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะหรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่านจิตเป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรรคต หรือจิตไม่เป็น มหรรคต ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหรรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่น ยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้นหรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.

(๖) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

[๑๓๖] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อ บุพเพนิวาสานุสสติญาณเธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้างสี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัป เป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัป เป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น

ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่อ อย่างนั้น มีโคตร อย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์ อย่างนั้นๆ มีกำหนด อายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อน ได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้

ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงจาก บ้านตนไปบ้านอื่น แล้วจากบ้านนั้น ไปยังบ้านอื่นอีก จากบ้านนั้นกลับมาสู่บ้านของตน ตามเดิม เขาจะพึงระลึกได้อย่างนี้ว่า เราได้จากบ้านของเราไปบ้านโน้น ในบ้านนั้น เราได้ยืน อย่างนั้นได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น เราได้จากบ้านแม้นั้นไปยังบ้าน โน้น แม้ในบ้านนั้นเรา ก็ได้ยืนอย่างนั้น ได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น แล้วเรากลับจาก บ้านนั้น มาสู่บ้านของตนตามเดิม ดังนี้ ฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไป เพื่อบุพเพนิวาสา นุสสติญาณ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัป เป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้นเสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียง เท่านั้น

ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้นแม้ในภพนั้นเราก็มีชื่อนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียง เท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึก ถึงชาติก่อนได้ เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ดูกรมหาบพิตรนี้แหละ สามัญผล ที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่า สามัญผลที่เห็นประจักษ์ ข้อก่อนๆ.

(๗) จุตูปปาตญาณ

[๑๓๗] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติ และอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุ ของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกาย ทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำ ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก

เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุ อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุ ของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม

ด้วยประการฉะนี้ เปรียบเหมือนปราสาทตั้งอยู่ ณ ทาง ๓ แพร่ง ท่ามกลางพระนคร บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนปราสาทนั้น จะพึงเห็นหมู่ชนกำลัง เข้าไปสู่เรือนบ้าง กำลัง ออกจากเรือนบ้าง กำลังสัญจรเป็นแถวอยู่ในถนนบ้าง นั่งอยู่ที่ทาง ๓ แพร่งท่ามกลาง พระนครบ้าง เขาจะพึงรู้ว่า คนเหล่านี้เข้าไปสู่เรือน เหล่านี้ออกจากเรือนเหล่านี้ สัญจรเป็นแถวอยู่ในถนน เหล่านี้นั่งอยู่ที่ทาง ๓ แพร่งท่ามกลางพระนคร ฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงานตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติ และ อุปบัติ ของสัตว์ ทั้งหลายเธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณ ทราม ได้ดีตกยากด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุ ของมนุษย์ ย่อมรู้ชัด ซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรมว่าสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วย กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียน พระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิยึดถือการกระทำ ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ กายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์ เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียน พระอริยเจ้า เป็น สัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจ สัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้

เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติเลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัด ซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไป ตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผล ที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ.

(๘) อาสวักขยญาณ

[๑๓๘] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อ อาสวักขยญาณย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคา มินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้ อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินี ปฏิปทา

เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จาก อวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว.

รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความ เป็นอย่างนี้มิได้มี.

ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนสระน้ำบนยอดเขาใสสะอาด ไม่ขุ่นมัวบุรุษ ผู้มีจักษุ ยืนอยู่บนขอบสระนั้น จะพึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวด และ ก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำ เขาจะพึงคิดอย่างนี้ ว่าสระน้ำนี้ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอยกาบต่างๆบ้าง ก้อนกรวด และ ก้อนหิน บ้าง ฝูงปลาบ้าง เหล่านี้กำลังว่ายอยู่บ้าง กำลังหยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำนั้น ดังนี้ฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงานตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไป เพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทา เหล่านี้ อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา

เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะแม้จากภวาสวะ แม้จาก อวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรมหาบพิตร นี้แหละ สามัญผล ที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่า สามัญผล ที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ

ดูกรมหาบพิตร ก็สามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้ออื่น ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผล ที่เห็นประจักษ์ข้อนี้ ย่อมไม่มี.

[๑๓๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า อชาตศัตรู เวเทหีบุตร ได้กราบทูลพระดำรัสนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิต ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีป ในที่มืดด้วยคิดว่าผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด

พระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรมและพระสงฆ์ว่า เป็นสรณะ ขอพระผู้มี พระภาคจงทรงจำหม่อมฉันว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โทษได้ครอบงำหม่อมฉัน ซึ่งเป็นคนเขลา คนหลง ไม่ฉลาด หม่อมฉันได้ปลง พระชนมชีพ พระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับทราบความผิดของ หม่อมฉัน โดยเป็นความผิดจริง เพื่อสำรวม ต่อไป.

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า จริง จริง ความผิดได้ครอบงำมหาบพิตร ซึ่งเป็นคนเขลา คนหลงไม่ฉลาด มหาบพิตรได้ปลงพระชนมชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชา โดยธรรม เพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่ แต่เพราะมหาบพิตร ทรงเห็นความผิด โดยเป็นความผิดจริงแล้ว ทรงสารภาพตามเป็นจริง ฉะนั้น อาตมภาพ ขอรับทราบ ความผิดของมหาบพิตร ก็การที่บุคคลเห็นความผิด โดยเป็นความผิดจริง แล้วสารภาพตามเป็นจริงรับสังวรต่อไป นี้เป็นความชอบในวินัย ของพระอริยเจ้าแล.

[๑๔๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอได้กราบทูลลาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลาไปในบัดนี้ หม่อมฉันมีกิจมาก มีกรณียะมาก พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ขอมหาบพิตรทรงสำคัญเวลา ณ บัดนี้เถิด. ครั้งนั้นแล พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร ทรงเพลิดเพลินยินดี ภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จไป.

เมื่อท้าวเธอเสด็จไปไม่นานพระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นี้ถูกขุดเสียแล้วพระราชาพระองค์นี้ถูกขจัดเสียแล้ว หากท้าวเธอ จักไม่ปลงพระชนมชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรมไซร้ ธรรมจักษุ ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน จักเกิดขึ้นแก่ท้าวเธอ ณ ที่ประทับนี้ทีเดียว. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำเป็นไวยากรณ์นี้แล้ว.

ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล.

จบสามัญญผลสูตร ที่ ๒.

พระไตรปิฏกฉบับหลวงเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย
สีลขันธวรรค หน้าที่ ๗๒

12/08/2026

ผู้ที่จะเข้าคอร์สวันเสาร์ที่ 29 วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม สามารถลงชื่อได้อีก 10 คน ส่งชื่อนามสกุลเบอร์โทรศัพท์ทางข้อความ

เวลาทำกัมมัฏฐาน   งานทางกาย  “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน”  คือ  กายจะเคลื่อนไหวหรืออยู่ในอิริยาบถใด  ให้ใช้สติกำหนดตามรู้อากา...
10/08/2026

เวลาทำกัมมัฏฐาน งานทางกาย “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ กายจะเคลื่อนไหวหรืออยู่ในอิริยาบถใด ให้ใช้สติกำหนดตามรู้อาการกายเหล่านี้ทั้งหมด หรือกำหนดตามรู้ตามเห็นอาการเคลื่องนิ่งของอาการกายที่กำลังปรากฎ เรียกว่ากำหนดตามวิถีจิตที่เกิดทางกาย เมื่อจิตสัมผัสอาการกายอย่างใดอย่างหนึ่ง (โผฏฐัพพะจิตรับรู้ทางประตูกาย) สติกำหนดตามรู้ทันทีในขณะที่สติกำหนดตามรู้อาการกายในปัจจุบันสมาธิจึงเกิดมาพร้อม และในขณะที่สติกำหนดอยู่ปัญญาจะตามเห็นอาการกายที่ปรากฎสภาวะเกิด เสื่อม ดับให้เห็นตรงขณะทั้ง ๓ ขณะในพระอภิธรรมปิฎก “เป็นขณะหยาบและวิปัสสนาเกิดพร้อม”

การตามดู ตามรู้ ตามเห็น สภาวะของรูปนามสังขารของอาการกายด้วยการกำหนด สังกัปปะ กับ วาจา ตรงกัน จึงเป็นสัมมาสังกัปปะ ตรึกถูกต้อง (๑) สัมมาวาจา บริกรรมภาวนาทางจิตหรือคำกำหนดถูกต้องเกิด (๒) สัมมากัมมันตะ ทำงานหรือปฏิบัติการถูกต้องเกิด (๓) สัมมาอาชีวะ อาชีพถูกต้องเกิด ตอนต้นเป็นมรรค ๕ พอกำหนดมรรคอีก ๓ เกิด ร่วมเป็นมรรค ๘ สมถะและวิปัสสนาเกิดขึ้นพร้อมกัน ผู้ที่ปฏิบัติจะเห็นสมาธิของมรรค ๘ เกิดเป็นสมาธิของอุปธิวิเวก และเห็นสภาวะของรูปนามสังขารที่ปรากฏตามความเป็นจริงของเขาตั้งแต่เกิดจนถึงดับจึงเป็นวิปัสสนาญาณในขณะจิตเดียวกัน

ตอนแรกที่จิตสัมผัสอาการกายเรายังไม่ได้กำหนด สภาวะตรงนี้มีโมหะอาศัยอยู่ โมหะนี้สภาวะของเค้าเป็นโมหะชนิดจิตสงบ สภาวะตรงนี้จึงเป็นจิตตวิเวก คือ จิตสงบ (ตรงนี้ขันธ์ ๕ เกิดมรรค ๕ เกิดเป็นกรรมสติเห็นอารมณ์) เมื่อเรากำหนดสติอีกชนิดหนึ่งจึงเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าทรงเรียกสติชนิดนี้ว่า “สัมมาสติ” หมายถึงสติที่เกิดจากมรรค ๘ เมื่อมรรค ๘ เกิดโมหะชนิดจิตสงบสลายไปโลภะ โทสะ โมหะระดับหยาบไม่มีในจิต สภาวะของขณะจิตนี้จึงเป็นอุปธิวิเวก กิเลสสงบ (กิเลสหยาบที่เข้าอาศัยรูปนามสังขารถูกสงบระงับไปด้วยมรรค ๘ ) สมาธิระดับจิตตวิเวก จึงเปลี่ยนเป็นสมาธิของอุปธิวิเวกจิตจึงสะอาดผ่องใส ปัญญาเพื่อการเห็นแจ้งรูปนามสังขารจึงแจ่มแจ้งชัดเจน (วิปัสสนาญาณทำหน้าที่พร้อมกับมรรคเกิดด้วยเพราะโมหะไม่มี) พร้อมกับจิตดำรงความเป็นมัชฌิมาอยู่ โลกียอริยสัจครบบริบูรณ์ในขณะจิต-วิถีจิต สัมมาทิฏฐิของมรรค ๘ จึงบริบูรณ์

ในระบบวิปัสสนาญาณแต่ละญาณ จะปรากฎสภาวะในญาณนั้นตามสภาพธรรมที่มีอยู่จริง ความละเอียดลึกซึ้งในวิปัสสนาญาณ ต้องทำให้มรรคเกิดพร้อมในขณะจิตเดียวกัน และวิถีจิตเดียวกัน ตลอดเวลาของการปรากฎสภาวะของวิปัสสนาญาณ ห้ามคิดนึกเข้าเพราะจะกลายเป็นวิปัสสนึก (คิดนึกใช้ชั้นวิปัสสนาถือว่าเป็นโมหะปิดบังการเห็นแจ้งสภาวะตามความเป็นจริง) ปัญญาที่เกิดจากอาการคิดนึกเป็นปัญญานอกมรรค ๘ ปัญญาคิดนึกจึงมีความฟุ้งอยู่ภายในสภาวะของปัญญาด้วย สภาพความละเอียดถี่ถ้วนทั่วถึงอย่างหมดจดจึงไม่ถึงปัญญาของวิปัสสนาแท้ตามแบบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สติปัฏฐาน  ๔  นี้แล  เป็นกัมมัฏฐานในธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทำให้มรรค  ๘  เกิดพร้อมเพื่อมัชฌิม...
10/08/2026

สติปัฏฐาน ๔ นี้แล เป็นกัมมัฏฐานในธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้มรรค ๘ เกิดพร้อมเพื่อมัชฌิมาของจิตในขณะที่เจริญสติปัฏฐาน เป็นหน้าที่ของนักศึกษาวิชาการตรัสรู้เพื่อดับทุกข์ของพระพุทธเจ้า ต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ พุทธบริษัทจงช่วยกันรักษาระบบการทำกัมมัฏฐานนี้ไว้ แล้วช่วยกันศึกษาและปฏิบัติให้ตรงตามวิสุทธิ ๗ เถิด

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเทศน์ว่า
เอเต เต ภิกฺขเว อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม

ผู้เห็นภัยในสังสารวัฏทั้งหลาย ส่วนซึ่งเป็นที่สุดทั้งสองนั้นเหล่านี้ ไม่ควรเข้าไปใกล้ (กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค)

มชฺฌิมา ปฏิปทา
การทำให้เกิดสภาพที่เป็นกลาง

ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา
อันตถาคต ได้ตรัสรู้เองอย่างยอดเยี่ยมดีแล้ว

จกฺขุกรณี
ด้วยการทำตา คือการเห็นส่วนที่สุดทั้งสอง

ญาณกรณี
ด้วยการทำญาณ คือการรู้ส่วนซึ่งเป็นที่สุดทั้งสอง

อุปสมาย
เพื่อทำความสงบระงับ ส่วนที่เป็นที่สุดทั้งสอง ให้สงบลงสู่มัชฌิมาความเป็นกลาง

อภิญฺญาย
เพื่อทำการรู้ยิ่ง คือเห็นการสงบระงับ สู่มัชฌิมาเพิ่มมากยิ่งขึ้น ถึงที่สุด

สมฺโพธาย
เพื่อการตรัสรู้พร้อม คือปัญญารู้เห็นมัชฌิมาเกิดขึ้นพร้อมได้ด้วยตนเอง

นิพฺพานาย สํวตฺตติ
และเพื่อทำนิพพาน ความดับที่สุดทั้งสอง ให้ปรากฎแจ้งชัดขึ้นพร้อมๆ กัน

ที่อยู่

วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร ซอยวังเดิม 2 ถ. วังเดิน แขวงวัดอรุณ บางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
Bangkok Yai
10600

เบอร์โทรศัพท์

+66956180787

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วิปัสสนาธุระ วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหารผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท