All Music Spoken by Pratak Faisupagarn

  • Home
  • All Music Spoken by Pratak Faisupagarn

All Music Spoken by Pratak Faisupagarn All music categories - jazz, classical music, pop, etc.

YEAR 6 - WEEK 17 (April 24, 2026)บัด แชงค์เด่นในดนตรี “West Coast Jazz”“West Coast Jazz” เป็นรูปแบบดนตรีพัฒนาจากกลุ่มนัก...
24/04/2026

YEAR 6 - WEEK 17 (April 24, 2026)
บัด แชงค์
เด่นในดนตรี “West Coast Jazz”

“West Coast Jazz” เป็นรูปแบบดนตรีพัฒนาจากกลุ่มนักดนตรีที่ตั้งรกรากอยู่ที่ในนครลอสแอนเจลิสและซานฟรานซิสโก ช่วงกลางทศวรรษ 1950

นักวิจารณ์บางคนบอก “เวสต์โคสต์แจ๊ส” เป็นประเภทย่อยของ “คูล” หรือ “คูลแจ๊ส” (Cool Jazz) บางคนก็บอกว่าเหมือนกัน

ดนตรีแบบชายฝั่งตะวันตกสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่บรรเลงโดยนักดนตรีอาชีพที่มีงานประจำในห้องบันทึกเสียง นักดนตรีเหล่านั้นจะแบ่งเวลาส่วนหนึ่งออกแสดงฝีมือต่อสาธารณชน ณ จุดศูนย์รวมที่ “ไลท์เฮาส์” คลับแถวชายหาดเฮย์โมซา และ “เฮก” (Haig)

ในนครลอสแอนเจลิส โดยมากงานของพวกเขาเป็นงานในห้องบันทึกเสียง งานอัดเสียงต้องแสวงหาแหล่งข้อมูลใหม่เกี่ยวกับแจ๊ส บริหารด้วยทักษะระดับสูง

แจ๊สแบบ “เวสต์โคสต์” เกิดขึ้นคล้ายดนตรี “บีบ็อพ” มักรวมตัวกันเพื่อแสดงฝีไม้ลายมือหลังงานประจำตามบาร์ตามคลับ พวกนักดนตรีผิวสีในนครนิวยอร์ก ส่วนพวกนักดนตรี “เวสต์โคสต์แจ๊ส” หลังงานบันทึกเสียงในห้องอัดไปรวมตัวเล่นด้วยกัน เป็นพวกนักดนตรีผิวขาว มักใช้หลักการประสานเสียงแบบดนตรียุโรป และใช้เทคนิคบางอย่าง เช่น การสร้าง “ทำนองสัมพันธ์” (Counterpoint) ใช้เครื่องดนตรีบางเครื่องที่ใช้ในออร์เคสตรา

นักดนตรี “เวสต์โคสต์” ที่เด่น ชอร์ที รอเจอร์ส, เจอร์รี มัลลิแกน, อาร์ต เพพเพอร์, จิมมี จิฟฟรี, เชลลี แมนน์, คาร์ล เพอร์กินส์, บัด แชงค์

ความจริง บัด แชงค์ ไม่ใช่ชาวแคลิฟอร์เนีย พื้นเพเดิมเป็นชาวโอไฮโอ เกิดที่เมืองเดย์ตัน วันที่ 27 พฤษภาคม 1926 มีชื่อจริงว่า คลิฟฟอร์ด เอเวอเรตต์ แชงค์ ชื่อเล่นตั้งแต่วัยเด็กว่า “บัด” ต่อมาจึงใช้ชื่อว่า บัด แชงค์ เขาเคยเปรยกับลินดาภรรยาว่า ไม่ชอบชื่อ “คลิฟฟอร์ด”

บัด แชงค์ เติบโตในฟาร์มชนบทที่ไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ เริ่มเรียนเป่าคลาริเน็ตตอนอายุ 10 ปี ผ่านไปเพียง 4 สัปดาห์ก็ได้ทำกิจกรรมดนตรีของโรงเรียนออกแสดงต่อหน้าสาธารณชน

หลังจากได้ยินเสียงคลาริเน็ตของ เบนนี กู๊ดแมน และ อาร์ที ชอว์ ทำให้บัดอยากเป็นนักดนตรีอาชีพ สองปีต่อมาหันไปเป่าเทเนอร์แซ็กโซโฟน

บัด แชงค์ เข้าเรียนวิชาเอกดนตรีและธุรกิจที่มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา เรียนแค่ 2 ปี ลาออกในปี 1946 บัดยืมเงินพ่อเพื่อซื้อฟลูตมาเป่า เขาอาศัยเพื่อนนักเปียโนขับรถจากนิวยอร์กไปยังแคลิฟอร์เนีย เช่าห้องอยู่กับทหารเกณฑ์ที่ได้รับทุนมาเรียนฟลูตในแอลเอ เมื่อเพื่อนร่วมห้องกลับมาถึงห้องมักจะบอกทุกอย่างที่ครูสอนแก่บัด

ทั้งสองคนซ้อมด้วยกัน นี่แหละเป็นบทเรียนฟลูตบทแรกของบัด จนในที่สุดบัดกลายเป็นนักฟลูตทั้งคลาสสิกและแจ๊สชั้นยอด

ปลายปีเดียวกันนี้ บัดกลับไปนครนิวยอร์ก ได้งานเล่นกับวงชาร์ลี บาร์เนต อยู่กับวงนี้จนถึงปี 1948

ปีถัดมา บัดกลับไปอยู่แอลเอ เล่นกับวงขนาดเล็กที่มี แอล วิโอลา นักกีตาร์เป็นหัวหน้าวง

ต่อจากนั้น บัดเข้าไปเล่นในวงสแตน เคนตัน วงขนาด 40 ชิ้น เป็นครั้งแรกที่บัดต้องผ่านการทดสอบฝีมือ ในวงต้องการนักแซ็กโซโฟนที่เป่าฟลูตได้ด้วย บัดเล่นในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มอัลโตแซ็กโซโฟน ไม่ใช่โซโลอิสต์ ซึ่งมี อาร์ต เพพเพอร์ เป็นโซโลอิสต์ของวงอยู่แล้ว ช่วงนี้เองบัดเลิกเป่าเทเนอร์แซ็กโซโฟน

สำหรับผลงานของวงสแตน เคนตัน บัด แชงค์ ชอบฟังงานเรียบเรียงดนตรีที่มีแนวคิดร่วมสมัยของ บิลล์ โฮลแมน เป็นผลงาน “บิ๊กแบนด์” ดีที่สุดเท่าที่เคยฟังมา ทั้งเขียนและบรรเลงได้ดีเยี่ยม ดีกว่าผลงานอื่นเท่าที่วงสแตน เคนตัน เคยมีมา

บัดออกจากวงสแตน เคนตัน เนื่องจากได้รับหมายให้เข้าประจำการในนาวิกโยธิน อยู่แค่ 6 สัปดาห์ก็ถูกปลดออก เพราะตาเขหรือตาเหล่ตั้งแต่เกิด ทางกองทัพไม่ต้องการคนตาเดียวอย่างเขา แม้ภายหลังจะมีการผ่าตัด แต่ก็ไม่ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น เวลาโซโลต้องก้มมองดูพื้น แทนที่จะมองไปที่คนดู ปัญหาเรื่องสายตาทำให้บัดต้องปรับปรุงวิธีการเล่นดนตรี

ตอนอายุ 26 บัดเล่นในวงจอร์จ เรดแมน บรรเลงเพลงเต้นรำจำพวก “จิทเทอร์บัก” ในวงมีนักดนตรีฝีมือดีอย่าง เมย์นาร์ด เฟอร์กูสัน และ บิลล์ เพอร์กิน เล่นสัปดาห์ละ 5 วัน ตอนนี้บัดได้เล่นโซโลสมใจอยาก

ที่ “ไลท์เฮาส์” บัดเล่นกับวงเฮาเวิร์ด รัมซีย์ เป็นแหล่งรวมนักดนตรีหัวสมัยใหม่ในนครลอสแอนเจลิส

บัดได้เล่นกับ เชลลี แมนน์, เจอร์รี มัลลิแกน, เชท เบเกอร์ และนักร้อง จูน คริสตี

ปี 1954 บัด แชงค์ เล่นอัดแผ่นเสียงให้กับ “แปซิฟิกแจ๊ส” เช่น อัลบั้ม Bud Shank with Shorty Rogers; Bud Shank and Bill Perkins

ช่วงเดียวกันนี้ บัด แชงค์ ร่วมทำวงกับ บิลล์ เพอร์กินส์, บ็อบ คูเพอร์ และนักร้อง จูน คริสตี ภรรยาของ บ็อบ คูเพอร์ ออกตระเวนแสดงทั้งในยุโรปและแอฟริกา ทำให้บัดเป็นที่รู้จักของแฟนแจ๊สกว้างขวางขึ้น

ปี 1953 บัด แชงค์ กับ ลอรินโด อัลเมดา นักกีตาร์ชาวบราซิล พร้อม แฮร์รี บาบาซิม และ รอย ฮาร์ด นำเอาเพลงพื้นเมืองของบราซิลมาบรรเลงแบบแจ๊ส จากนั้น 5-6 ปี เพลงลักษณะนี้เรียกว่า “บอสซาโนวา” โดย ชาร์ลี เบิร์ด กับ สแตน เกตซ์ นำมาเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา

ปี 1974 บัด แชงค์ กับ ลอรินโด อัลเมดา มาจับมือกันอีกครั้ง ร่วมก่อตั้งวง “L.A. Four” โดยดึงเอา เรย์ บราวน์ มาเล่นดับเบิลเบส ชัค ฟลอเรส ตีกลอง ประเดิมออกอัลบั้มแรก “The L.A. Four Scores!” บัด แชงค์ เป่าทั้ง อัลโตแซ็กโซโฟนและฟลูต บรรเลงทั้งแบบบอสซาโนวา, ซัมบา, คูล, บ็อพ, บัลลาด

ผมได้ชมการแสดงสดของ “L.A. Four” ที่มี เจฟฟ์ แฮมิตัน ตีกลองที่ “ลูลู ไวท์” แจ๊สคลับหรูสไตล์อังกฤษแถวถนนแอมเพิลตัน เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ตอนประมาณ 4 ทุ่ม คืนวันที่ 11 มิถุนายน 1981 ได้คุยกับ ลอรินโด อัลเมดา ช่วงพัก

บัด แชงค์ ผู้เดี่ยวฟลูตในเพลง California Dreamin’ ของวง “มามาส์แอนด์ปาปาส์” ได้เสียชีวิตที่บ้านในเมืองทูซ์สัน รัฐแอริโซนา วันที่ 2 เมษายน 2009

YEAR 6 - WEEK 16 (April 17, 2026)ซันนี รอลลินส์ยิ่งใหญ่ยิ่งยงแห่งวงการแจ๊สซันนี รอลลินส์ นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนที่ผลงานด้าน...
17/04/2026

YEAR 6 - WEEK 16 (April 17, 2026)
ซันนี รอลลินส์
ยิ่งใหญ่ยิ่งยงแห่งวงการแจ๊ส

ซันนี รอลลินส์ นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนที่ผลงานด้านการเล่นและแต่งเพลงยิ่งใหญ่ในวงการดนตรีแจ๊สเกือบ 7 ทศวรรษ แต่เนื่องจากมีปัญหาทางสุขภาพ ซันนีจึงต้องเว้นวรรคจากการเล่นในปี 2012 อีก 2 ปีต่อมาประกาศขอเกษียณตัวเองไม่แสดงในที่สาธารณะ

ซันนี รอลลินส์ เข้ามาสู่วงการดนตรีอาชีพตั้งแต่ปี 1947 ด้วยประสบการณ์จากการเป็นนักแซ็กโซโฟนในโรงเรียน โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก โคลแมน ฮอว์กินส์ ต้นแบบเทเนอร์แซ็กโซโฟนแจ๊ส

ปีต่อมาซันนีนักเทเนอร์แซ็กซ์วัย 18 ก็ได้เล่นอัดแผ่นเสียงครั้งแรกกับนักร้อง “บ็อพ” บับส์ กอนซาเลซ จากนั้นไม่นานก็ได้เล่นอัดแผ่นเสียงกับ “แคปปิตอล” กับนักดนตรีแจ๊สดังอย่าง บัด เพาเวลล์, แฟ็ตส์ นาร์วาร์โร, เจ.เจ. จอห์นสัน

ปี 1949 ซันนี รอลลินส์ เล่นกับ อาร์ต เบลกี แล้วต่อด้วย แทดด์ ดาเมรอน, ไมล์ส เดวิส และ ธีโลเนียส มังค์

ช่วงเล่นกับ ไมล์ส เดวิส เพลงที่ซันนีแต่งได้บรรเลงอัดแผ่นเสียงและได้รับความนิยมอย่างมากจนเป็นเพลง แจ๊สมาตรฐาน ได้แก่ เพลง Airegin (อ่านถอยหลังคือ Nigeria), Oleo, Doxy

กลางปี 1956 ซันนี รอลลินส์ ตั้งวงเองออกอัลบั้ม Tenor Madness กับ แผ่นเสียง “เพรสติจ” เพลงนี้กลายเป็นการประชันฝีมือเทเนอร์แซ็กโซโฟนระหว่าง ซันนี รอลลินส์ กับ จอห์น โคลเทรน และ Tenor Madness ที่แต่งโดยซันนีกลายเป็นเพลง “บลูส์” ที่นิยมกันมากในวงการดนตรีแจ๊ส

ช่วงเดียวกัน ซันนี รอลลินส์ ได้ออกอัลบั้ม Saxophone Colossus ที่ถือเป็น “มาสเตอร์พีซ”

หลังออกอัลบั้ม And The Contemporary Leaders ซันนีหายหน้าไปซุ่มฝึกซ้อมแถวใต้สะพานวิลเลียมสเบิร์กในนิวยอร์ก 2 ปี มาโด่งดังอีกครั้งในอัลบั้ม “The Bridge” ปี 1962 ประเดิมให้กับแผ่นเสียง “อาร์ซีเอ วิกเทอร์” เป็นแนวดนตรีใหม่ที่มี จิม ฮอลล์ (กีตาร์), บ็อบ แครนชอว์ (เบส), เบน ไรลี (กลอง) ร่วมบรรเลงด้วย

ความดังของ The Bridge ทำให้ซันนีออกตามมาอีก 4-5 อัลบั้ม แล้วไปตระเวนแสดงตามประเทศต่าง ๆ ในยุโรป โดยเล่นกับนักดนตรีแจ๊สในยุโรปช่วงปี 1965-67

เมื่อกลับมาสหรัฐอเมริกา ซันนีออกอัลบั้ม East Broadway Rundown ร่วมกับนักดนตรีที่เคยเป็นสมาชิกวง จอห์น โคลเทรน คือ จิมมี แกรริสัน (ดับเบิลเบส), เอลวิน โจนส์ (กลอง)

ซันนี รอลลินส์ หายไปจากวงการอีกครั้งหนึ่งช่วงปี 1968-71 หลบไปศึกษาปรัชญาตะวันออกในอินเดียและญี่ปุ่น

กลับมาอเมริกาพร้อมกับอัดอัลบั้ม Next Album ในปี 1972 แล้วมีการแสดงคอนเสิร์ตและออกอัลบั้มอย่างต่อเนื่อง

อัลบั้ม “This Is What I Do” ทำให้ ซันนี รอลลินส์ ได้รับรางวัล “แกรมมี่” สาขา “Best Jazz Instrumental Album” ปี 2002

อัลบั้มนี้มีทั้งหมด 6 เพลง ได้แก่ เพลง Salvador; Sweet Leilani; Did You See Harold Vick?; A Nightingale Sang in Berkeley Square; Charles M.; Moon of Manakoora

ซันนีจัดวงเป็นรูปแบบ “ควินเทต” มี ซันนี รอลลินส์ (เทเนอร์แซ็กโซโฟน) คลิฟตัน แอนเดอร์สัน (ทรอมโบน), สตีเฟน สกอตต์ (เปียโน), บ็อบ แครนชอว์ (เบส), แจ็ค ดีจอห์นเนตต์ กับ เพอร์ซี วิลสัน ผลัดกันตีกลอง

ผมเคยชมคอนเสิร์ตของ ซันนี รอลลินส์ ที่ “เบิร์กลีเพอร์ฟอร์มแมนซ์เซ็นเตอร์” ในเมืองบอสตัน วันที่ 31 มีนาคม 1982 ได้ฟังเพลงดังของซันนี Don’t Stop the Carnival ในจังหวะ “คาลิปโซ” รื่นรมย์ ครึกครื้นกับลีลาการเป่าแซ็กซ์ของ ซันนี รอลลินส์ และการบรรเลงของวง

ซันนีเป็นนักดนตรมีสไตล์การเล่นเป็นธรรมชาติที่สุด เป่าแบบสบาย ๆ แต่ลึก ดนตรีของเขาสัมผัสง่ายทั้ง ๆ ที่แนวการเล่นมีสาระซับซ้อน แน่นอน! วันนั้นผู้ทำหน้าที่เบสคือ บ็อบ แครนชอว์ ที่สำคัญ แอล ฟอสเตอร์ นักกลองเคยเล่นกับซันนีมาก่อน ผู้เล่นกีตาร์ โยชิอากิ มูซูโอะ นักกีตาร์ชาวญี่ปุ่นร่างเล็กผู้นี้ หากเทียบมาตรฐานคนเอเชียด้วยกันต้องถือว่าเก่งเข้าขั้น

การบรรเลงครั้งนี้มีความพิเศษ ก่อนหน้าวง ซันนี รอลลินส์ จะบรรเลง แลร์รี คอร์เยลล์ นักกีตาร์แจ๊สชื่อดัง ขึ้นมาเดี่ยวกีตาร์บนเวที เพลง Mercy, Mercy, Mercy ของ โย ซอวินูล และ เพลง Spain ของ ชิค โคเรีย

แลร์รี คอร์เยลล์ ออกมาปรากฏตัวอีกครั้ง โดย “แจม” กับวง ซันนี รอลลินส์ เพลง And Then My Love I Found You แลร์รีกับ โยชิอากิ มาซูโอะ ประชันฝีมือกีตาร์ดุจดังนักมวยแลกหมัดกันกลางเวที ตื่นเต้นเร้าใจ ผู้ชมพากันโห่ร้องกรี๊ดกร๊าดด้วยความสะใจ

ซันนี รอลลินส์ ได้รับการยกย่องจากกว่า 10 สถาบันการศึกษา โดยเชิดชูเกียรติเขาด้วยการมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาดนตรี อาทิ มหาวิทยาลัยรัทเจอร์ส, จูลลิอาร์ดสกูลออฟมิวสิค, นิวอิงแลนด์คอนเซอเวทอรีออฟมิวสิค, เบิร์กลีคอลเลจออฟมิวสิค, มหาวิทยาลัยลองไอร์แลนด์

YEAR 6 - WEEK 15 (April 10, 2026)โจ เฮนเดอร์สันคว้ารางวัล “แกรมมี่” จาก Lush Lifeโจ เฮนเดอร์สัน นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนแถวหน...
10/04/2026

YEAR 6 - WEEK 15 (April 10, 2026)
โจ เฮนเดอร์สัน
คว้ารางวัล “แกรมมี่” จาก Lush Life

โจ เฮนเดอร์สัน นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนแถวหน้าแห่งวงการดนตรีแจ๊สอเมริกา คว้ารางวัล “แกรมมี่” ครั้งแรก สาขา “Best Jazz Instrumental Performance, Soloist” จากเพลง Lush Life ในอัลบั้ม Lush Life: The Music of Billy Strayhorn ในปี 1992

บิลลี สเตรย์ฮอร์น นักแต่งเพลง นักเรียบเรียงดนตรีที่ได้รับการยกย่องและกล่าวขวัญถึงของคนในวงการดนตรีแจ๊สตลอดมา โดยเฉพาะเป็นคนสำคัญในวงดุ๊ก เอลลิงตัน “บิ๊กแบนด์” ชื่อก้องในยุค “สวิง”

ดุ๊ก เอลลิงตัน กล่าวว่า บิลลีเป็นคนใจกว้าง ใจเย็น ขันติ แม้จะอยู่ในสภาวะแย่มากก็ตาม พร้อมกล่าวย้ำว่าตนเป็นหนี้บุญคุณของบิลลีอย่างยิ่งที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้แก่วงของเขา

ดุ๊ก เอลลิงตัน ให้เกียรติ บิลลี สเตรย์ฮอร์น โดยเปิดวงทุกครั้งด้วยเพลง Take the “A” Train ผลงานอมตะของ บิลลี สเตรย์ฮอร์น

โจ เฮนเดอร์สัน เป็นเทเนอร์แซ็กโซโฟน เป็นหัวหน้าวง ร่วมกับนักดนตรีชั้นนำ วินตัน มาร์แซลลิส (ทรัมเป็ต), สตีเฟน สกอตต์ (เปียโน), คริสเชียน แม็คไบรด์ (เบส)

เพลงแรก Isfahan บิลลี สเตรย์ฮอร์น แต่งพิเศษสำหรับ จอห์นนี ฮอดเจส นักอัลโตแซ็กโซโฟนเด่นในวงดุ๊ก เอลลิงตัน ผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความวิจิตรของอิสฟาฮาน เมืองหลวงแห่งอาณาจักรเปอร์เซีย ประเทศอิหร่าน บิลลีแต่งเพลงนี้หลังกลับจากแสดงคอนเสิร์ตที่ประเทศอิหร่านเมื่อปี 1963 Isfahan เป็นเพลงหนึ่งบันทึกลงใน “Far East Suite” อัลบั้มสุดยอดของ ดุ๊ก เอลลิงตัน

Isfahan โจ เฮนเดอร์สัน เล่น “ดูเอ็ต” กับ คริสเชียน แม็คไบรด์ นักดับเบิลเบสอันดับต้น ๆ แห่งวงการดนตรีแจ๊สยุคนี้

Johnny Come Lately เพลงนี้รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า Stomp บรรเลงในลีลา “สวิง” เต็มวง โดยปล่อยให้ วินตัน มาร์แซลลิส แสดงฝีมือทรัมเป็ตเต็มที่

Blood Count เป็นเพลงที่ บิลลี สเตรย์ฮอร์น แต่งช่วงหลังสุดก่อนเสียชีวิตเพียงเดือนกว่า แต่งขณะนอนซมอยู่บนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล เพื่อให้ทันนำออกแสดงที่ “คาร์เนกีฮอลล์” ในนครนิวยอร์ก

เพลงนี้เล่นกันแค่ 3 คน โจเป่าแซ็กซ์นำมาด้วยอารมณ์ค่อนข้างเศร้า คล้ายสำเนียงแซ็กซ์ของ จอห์นนี ฮอดเจส ที่เคยเล่นไว้ในอดีต

Rain Check โจยังรักษาความเป็นละติน ซึ่งแต่เดิม ฮวน ติซอล นักดนตรีเปอโตริโกแห่งวงดุ๊ก เอลลิงตัน เคยเป่า “วาล์วทรอมโบน” กับ บิลลี สเตรย์ฮอร์น และ เบน เวบสเตอร์ เป่าเทเนอร์แซ็กโซโฟน

Lotus Blossom โจเล่นเพลงนี้ได้ไพเราะมาก ต้องชม สตีเฟน สกอตต์ นักเปียโนรุ่นใหม่ที่เล่นได้ประณีตด้วยความสามารถสูง เป็นการ “ดูเอ็ต” ที่สวยงามมาก สมกับที่บิลลีเคยชอบฟังเพลงนี้จากฝีมือของ ดุ๊ก เอลลิงตัน

A Flower is Lovesome Thing เป็น “บัลลาด” ที่มีเสน่ห์ในทำนองโรแมนติก

Take the “A” Train เพลงที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ บิลลี สเตรย์ฮอร์น มากที่สุด โจ เฮนเดอร์สัน เล่นกับกลองตัวต่อตัว แสดงชั้นเชิงการเป่าแซ็กซ์ที่ใครเสมอเหมือนยาก

Drawing Room Blues เป็นเพลง “บลูส์” 12 ห้องที่บิลลีกับดุ๊กเคยเล่นฆ่าเวลา สลับกันเล่นคนละ 5 เที่ยว

U.M.G. (Upper Manhattan Medical Group) เพลงนี้บิลลีแต่งอุทิศให้ นายแพทย์ อาร์เธอร์ โลแกน แพทย์ประจำตัว ดุ๊ก เอลลิงตัน

Lush Life เพลงเด่นสุดที่เป็นชื่ออัลบั้ม แน็ต “คิง” โคล นักร้องเสียงนุ่ม เคยประสบความสำเร็จมาแล้วจากการร่วมงานกับ พีท รูโคโล นักเรียบเรียงดนตรีฝีมือเยี่ยมจากซิซิลี ทำให้คนทั้งโลกเริ่มรู้จักเพลงนี้ จอห์นนี ฮาร์ทแมน เสียงละมุน เป็นผู้หนึ่งที่นำ Lush Life ไปร้องกับวงจอห์น โคลเทรน เป็นเพลง “บัลลาด” ที่นักร้องนักดนตรีนิยมนำไปร้องและบรรเลง

โจ เฮนเดอร์สัน เกิดในเมืองลิมา รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา วันที่ 24 เมษายน 1937

เริ่มเรียนดนตรีที่เคนทักกีสเตทคอลเลจ แล้วไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเวย์นเสตท ช่วงปี 1956-60 ณ สถาบันแห่งนี้มีเพื่อนรุ่นเดียวกัน ได้แก่ เคอร์ทิส ฟูลเลอร์ และ ยูเซฟ ลาทีฟ

โจเล่นกับนักดนตรีแจ๊สท้องถิ่นในเมืองดีทรอยต์ เล่นกับ ซันนี สติตต์ ช่วงสั้น ๆ แล้วตั้งวงเอง

หลังปลดประจำการจากวงในกองทัพ โจ เฮนเดอร์สัน ไปเล่นกับ แจ็ค แม็คดัฟฟ์ แล้วตั้งวงกับ เคนนี ดอร์แฮม นักทรัมเป็ตฝีมือดี

โจเริ่มมีชื่อเสียงช่วงเล่นกับ ฮอเรซ ซิลเวอร์ และต่อด้วย เฮอร์บี แฮนค็อค

โจย้ายมาอยู่นครซานฟรานซิสโกกลางทศวรรษ 1970 มักเล่นกับนักทรัมเป็ตในตำนาน เฟรดดี้ ฮับบอร์ด โจเป็นนักดนตรีอิสระ เล่นกับนักดนตรีคนอื่นในวงต่าง ๆ

โจพัฒนาแนวการเล่น “อิมโพรไวส์” ของ จอห์น โคลเทรส โดยผสมกับแนวของ ซันนี รอลลินส์ บ้าง และรับเอาแนวคิดแบบ “ฟรีแจ๊ส” ของ ออร์เนตต์ โคลแมน

โจได้แนวคิดการประพันธ์เพลงโดยศึกษาจากผลงานของนักประพันธ์เพลงคลาสสิกอย่าง สตราวินสกี, บาร์ทอค, ฮินเดมิธ Blue Bossa เป็นผลงานที่ได้รับความนิยมอย่างมากในวงการดนตรีแจ๊ส

ผมได้ชมฝีมือแซ็กโซโฟนฝีมือของ โจ เฮนเดอร์สัน ช่วงเล่นกับ ชิค โคเรีย, รอย เฮย์นส, มิโรสลาฟ วิทูส ที่ “เบิร์กลีเพอร์ฟอร์มแมนซ์เซ็นเตอร์” ในเมืองบอสตัน วันที่ 2 พฤษภาคม 1982 ในคอนเสิร์ตมอบทุนการศึกษา “รอย เฮย์นส์” ครั้งที่ 4 จัดโดยสมาคมแจ๊สบอสตัน

โจ เฮนเดอร์สัน เสียชีวิตด้วยโรคถุงลมโป่งพอง ในนครซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา วันที่ 30 มิถุนายน 2001

YEAR 6 - WEEK 14 (April 3, 2026)สแตนลี เทอร์เรนทีนนักแซ็กซ์ “โซลแจ๊ส”“โซลแจ๊ส” รูปแบบดนตรีที่นิยมกันมากช่วงทศวรรษ 1960 ร...
03/04/2026

YEAR 6 - WEEK 14 (April 3, 2026)
สแตนลี เทอร์เรนทีน
นักแซ็กซ์ “โซลแจ๊ส”

“โซลแจ๊ส” รูปแบบดนตรีที่นิยมกันมากช่วงทศวรรษ 1960 รากฐานของ “โซลแจ๊ส” สืบเนื่องมาจากแนวการเล่นเปียโน “ฟังกี” ผสมกับ “บ็อพ” ของ ฮอเรซ ซิลเวอร์ ซึ่งรับเอาอิทธิพลดนตรีในโบสถ์และ “กอสเปล” ดำเนินไปตามแนวทางของ “บลูส์” นักเปียโนที่เจริญรอยตามได้แก่ บ็อบบี้ ทิมมอนส์, จูเนียร์ แมนซ์, เลส แม็คแคนน์, จิม แฮร์ริส, แรมซี ลุยส์

ความเด่นของ “โซลเจ๊ส” เริ่มที่แนวการเล่นของ จิมมี สมิธ นักออร์แกนแจ๊สอันดับหนึ่งตลอดกาล

จิมมี สมิธ มักจัดรูปแบบวง ประกอบด้วยนักดนตรี 3-4 คน ตัวเขาเอง มือขวาเล่นทำนอง มือซ้ายเล่นคอร์ดเป็นหลัก ขณะเดียวกันเท้าเหยียบแป้นเดินเบสไปด้วย กลองชุดตีให้จังหวะพร้อมสอดแทรกเสริมสีสันเพิ่มความเข้มข้นให้แก่เพลง มีกีตาร์เล่นเสียงประสานประกอบและโซโลผลัดกับออร์แกน บางครั้งเอาเทเนอร์แซ็กโซโฟนมาเล่นแทนกีตาร์ บางครั้งใช้ทั้งกีตาร์และเทเนอร์แซ็กโซโฟน หากต้องการแนวเบสที่แพรวพราว ก็นำดับเบิลเบสเข้ามาทำหน้าที่แทนการเหยียบเบสด้วยปลายเท้า

สไตล์การจัดวงของ จิมมี สมิธ กลายเป็นแบบอย่างของนักออร์แกนอีกหลายคน อาทิ แจ๊ค แม็คดัฟฟ์, เชอร์ลี สกอตต์, จิมมี เม็กกริฟฟ์, ชาร์ลส์ เออร์แลนด์, ริชาร์ด “กรูฟ” โฮล์มส์ นักกีตาร์มีชื่อเสียงที่เล่นกับ “ออร์แกนทรีโอ” เช่น แกรนต์ กรีน, จอร์จ เบนสัน, เคนนี เบอร์เรลล์, นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนที่เล่นกับออร์แกน มี เดวิด “แฟตเฮด” นิวแมน, แฮงค์ ครอว์ฟอร์ด, จีน แฮมมอน, เรด ฮอลโลเวย์, เอ็ดดี้ แฮร์ริส, คิง เคอทิส, เอ็ดดี้ “ล็อคจอว์” เดวิด, สแตนลี เทอร์เรนทีน

สแตนลี เทอร์เรนทีน เกิดในเมืองพิตต์สเบิร์ก เพนซิลเวเนีย วันที่ 5 เมษายน 1934 ในแวดวงดนตรี “โซลแจ๊ส” จัดเป็นนักเทเนอร์แซ็กโซโฟนยอดเยี่ยม มีแนวการเล่นเฉพาะตัวเด่นชัด

สแตนลี เทอร์เรนทีน ถือกำเนิดในครอบครัวนักดนตรีอย่างแท้จริง แม่เล่นเปียโน พ่อเป็นนักแซ็กโซโฟนอาชีพ ทอมมี พี่ชายเป่าทรัมเป็ต มาร์วิน น้องชายตีกลอง สแตนลีหัดเล่นเปียโนตั้งแต่เด็ก หัดเล่นเพลงจำพวก “บูกี-วูกี” คนสอนคือแม่ของเขานั่นเอง พ่อให้แซ็กโซโฟนตัวแรกตอนอายุ 3-4 ขวบ เริ่มหัดแซ็กโฟนตั้งแต่อายุ 13 พ่อเป็นครูสอนคนแรก

สแตนลี เรียนจบไฮสกูลที่ “สเกนลี” โรงเรียนนี้มีนักเรียนผิวขาวร้อยละ 70 ผิวดำ 30 ในจำนวนนี้ คนผิวขาวเชื้อสายอิตาลีและโปแลนด์ วิชาดนตรีโรงเรียนนี้ดีมาก จอร์จ เฮลด์ เป็นครูสอนดนตรี ส่วน เจมส์ มิลเลอร์ สอนวิชาโสตทักษะ จอร์จ เฮลด์ สอนดนตรีในชั้น เป็นผู้ควบคุมวงดนตรี ก่อนการบรรเลง จะช่วยปรับเสียงให้กับเครื่องดนตรีทุกเครื่อง

โครงการดนตรีโรงเรียนมีค่าอย่างยิ่ง ช่วยส่งเสริมให้เป็นนักดนตรีอาชีพ ที่ประสบความสำเร็จ สแตนลีคิดว่าหากไม่มีโครงการดนตรีนี้ บางคนอาจต้องไปทำงานหนักในโรงงานถลุงเหล็กกล้า ขับรถขยะ หรือไม่ก็อาจจะทำงานผิดกฏหมาย นี่ยังดีทำให้เขามีทางเลือก มิฉะนั้นอาจจะไม่ได้เป็นนักดนตรี

ศิษย์เก่าโรงเรียนสเกนลีมีชื่อเสียงอยู่ในวงการแจ๊ส อาทิ เรย์ บราวน์ (เบส), เอิร์ล “ฟาธา” ไฮน์ส (เปียโน), บิลลี เอ็คสไตน์ (นักร้อง), รอย เอลดริด (ทรัมเป็ต), อาร์ต เบลกี (กลอง), เออร์รอลล์ การ์เนอร์ (เปียโน,แต่งเพลง), บิลลี สเตรย์ฮอร์น (เปียโน,แต่งเพลง)

สแตนลี เทอร์เรนทีน เล่นกับวงโลเวลล์ ฟูลสัน นักกีตาร์บลูส์ ปี 1950-51 มี เรย์ ชาร์ลส์ เป็นนักร้อง นักเปียโนคนสำคัญของวง สองปีต่อมา สแตนลีได้เข้าไปเล่นแทน จอห์น โคลแทรน ในวงเอิร์ล บอสติก นักอัลโต แซ็กโซโฟน กล่าวกันว่าเป็นวง “อาร์แอนด์บี” ดีเยี่ยมวงหนึ่ง

สแตนลีได้เล่นและอัดแผ่นเสียงกับ แม็กซ์ โรช ครั้งแรกปี 1959 และอัดแผ่นเสียงวงของตนเองในปีเดียวกัน ยุคแรกเขาอัดแผ่นให้แก่บริษัท “บลูโน้ต” สังกัดบริษัทนี้อยู่ประมาณ 10 ปี อัดแผ่นให้กับ “บลูโน้ต”กว่า 20 อัลบั้มที่สร้างชื่อเสียงให้แก่สแตนลีคือ Up at Minton’s 2 อัลบั้ม บันทึกจากการแสดงสดที่ “มินตันส์เพลย์เฮาส์” แจ๊ส คลับเลื่องชื่อในนครนิวยอร์ก

นักดนตรีในวงประกอบด้วย สแตนลี เทอร์เรนทีน, แกรนด์ กรีน, ฮอเรซ พาร์แลน,จอร์จ ทักเกอร์, แอล แฮร์วูด อัดเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 1961 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่สแตนลีแต่งงานกับยอดนักออร์แกนแจ๊สหญิง เชอร์ลี สกอตต์ ทั้งคู่อยู่คนละสังกัด เชอร์ลีเป็นนักดนตรีคนสำคัญของค่าย “อิมพัลส์” ด้วยเหตุนี้แม้จะอยู่ด้วยกัน เล่นด้วยกัน ยามอัดแผ่นเสียงต่างคนต่างไปหาพรรคพวกเอง ไม่ค่อยอัดเสียงด้วยกัน ในอัลบั้ม Let It Go เชอร์ลี สกอตต์ นำเอา สแตนลี เทอร์เรนทีน มาเป่าเทเนอร์แซ็กโซโฟน รอน คาร์เตอร์ เล่นเบสสลับกับ บ็อบ แครนชอว์, โอทิส ฟินซ์ ตีกลอง ออกแผ่นในนาม “อิมพัลส์”

ก่อนหน้านี้ สแตนลีนำ เชอร์ลี สกอตต์ มาเล่นออร์แกน แซม โจนส์ กับ เมเจอร์ ฮอลลี ผลัดกันเล่นเบส แคลเรนซ์ จอห์นสตัน ตีกลอง เรย์ บาร์เรโต เล่นเพอร์คัสชั่น ในอัลบั้ม Never Let Me Go ออกแผ่น “บลูโน้ต” ทำให้รู้สึกสับสนพอสมควร คงจะด้วยเหตุนี้ ทั้งสแตนลีและเชอร์ลีต่างเป็นจุดขายของบริษัท จึงทำให้ทั้งคู่ไม่ค่อยอัดแผ่นร่วมกัน แม้จะเล่นด้วยกันตลอด หลังจากสแตนลีกับเชอร์ลีได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงาน อยู่กินกันนานถึง 10 ปี ทั้งคู่มีอันต้องแยกทางกันในปี 1971

ช่วงที่สังกัด “บลูโน้ต” นอกจากมีอัลบั้มของตนเอง สแตนลียังเล่นอัดแผ่นกับนักดนตรีคนอื่น เช่น จิมมี สมิธ และ เคนนี เบอร์เรลล์

สแตนลีย้ายไปสังกัดบริษัทแผ่นเสียง “ซีทีไอ” เซ็นสัญญากับ ครีด เทย์เลอร์ ปลายปี 1970

“ซีทีไอ” สร้างกระแสดนตรีที่เป็น “Crossover” เป็นทั้งป๊อป, ร็อคผสมแจ๊ส จะเรียกว่า “ฟิวชั่น” ก็น่าจะได้ งานเด่น ๆ ของ “ซีทีไอ” เป็นอัลบั้ม เวส มอนท์กัมเมอรี และ จอร์จ เบนสัน

“Sugar” เป็นชื่อเพลงและชื่ออัลบั้มที่ สแตนลี เทอร์เรนทีน ประเดิมอัดให้ “ซีทีไอ” กลายเป็นเพลงฮิตและมาตรฐานในวงการดนตรีแจ๊ส เพลงนี้สแตนลีแต่งแบบเรียบง่าย โดยขยาย ”โมทิฟฟ์” ด้วย “Melodic Sequence” เป็นเพลงความยาว 16 ห้อง ทำนองค่อนข้าง “Bluesy” ถือเป็นเพลงสัญลักษณ์ประจำตัว สแตนลี เทอร์เรนทีน เห็นได้จากวิดีโอ “Stanley Turrentine in Concert” ที่ผมซื้อติดมือมาจากอเมริกา บันทึกภาพและเสียงจากการบรรเลงสดที่ “วิลเลจเกท” แจ๊สคลับดังย่านกรีนิชวิลเลจ ในนครนิวยอร์ก เริ่มด้วย Sugar เป็นเพลงแรก ในวงเดฟ สไตรเกอร์ (กีตาร์), บ็อบ ฟ็อกซ์ (คีย์บอร์ด), สกอต ที แอมบุช (เบส), สกอตต์ พีเกอร์ (กลอง)

สแตนลี เทอร์เรนทีน มีผลงานในนามตนเองกว่า 50 อัลบั้ม

สแตนลี เทอร์เรนทีน ยอดนักแซ็กโซโฟน “โซลแจ๊ส” ได้จากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2000 ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

YEAR 6 - WEEK 13 (March 27, 2026)จอห์นนี กริฟฟินร่วมบุกเบิก “ฮาร์ดบ็อพ”จอห์นนี กริฟฟิน ฉายาว่า “ยักษ์เล็ก” (The Little G...
27/03/2026

YEAR 6 - WEEK 13 (March 27, 2026)
จอห์นนี กริฟฟิน
ร่วมบุกเบิก “ฮาร์ดบ็อพ”

จอห์นนี กริฟฟิน ฉายาว่า “ยักษ์เล็ก” (The Little Giant) นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนแจ๊สมีชื่อเสียงในดนตรีแบบ “บีบ็อพ” และมีส่วนร่วมบุกเบิกดนตรีแบบ “ฮาร์ดบ็อพ”

จอห์นนีปิดฉากชีวิตนักดนตรีที่เคยมีบทบาทสำคัญในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยย้ายไปอยู่ที่ฝรั่งเศสปี 1963

มีหลายสาเหตุที่ทำให้ จอห์นนี กริฟฟิน ตัดสินใจออกจากอเมริกา เริ่มจากปัญหาการใช้ชีวิตคู่กับภรรยาคนแรก การเสียภาษีเงินได้แก่รัฐก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ และรับไม่ได้กับการวิจารณ์แจ๊สของสื่อบางคนที่กล่าวถึงดนตรี “อวองค์-การ์ด” หรือ “ฟรีแจ๊ส” ในเชิงลบ ซึ่งทำให้จอห์นนีรู้สึกตลก เซ็ง

เรื่องใกล้ตัวอีกอย่างคือ นักดนตรีที่เขาเคยชอบบางคน แต่พอได้ฟังแนวดนตรีที่เล่น รู้สึกน่าเบื่อ ไม่สบอารมณ์ ความกดดันหลายอย่างทำให้ จอห์นนี กริฟฟิน มุ่งสู่ยุโรป จุดหมายอยู่ที่กรุงปารีส เป็นที่ที่ให้ความอิสระ ไม่มีแรงกดดัน ไม่มีใครมาบอกให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ หรืออย่าทำอย่างนั้น เหมือนอย่างคนจ้างในนครนิวยอร์ก ไม่มีการแบ่งสีผิวเหมือนในอเมริกา

เมื่อออกไปอยู่โลกภายนอก หูตาสว่างขึ้น ไม่เหมือนคนอเมริกันบางกลุ่มที่ยังคิดว่าอเมริกาเป็นเจ้าครองโลก ชาติอื่นไม่มีความหมาย ไม่พูดถึงยุโรปหรือเอเชีย

ที่ยุโรปรู้สึกอบอุ่น แจ๊สรุ่นใหญ่อย่าง บัด เพาเวลล์, เคนนี ดรูว์, เคนนี คลาร์ค, เด็กซ์เตอร์ กอร์ดอน, อาร์ต เทย์เลอร์ และนักร้องบลูส์ เมมฟิส สลิม รวมถึงนักดนตรีอีกมากมายอยู่ที่นั่น

จอห์นนี กริฟฟิน เล่นทั้งในกรุงปารีส และออกตระเวนแสดงในเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี อิตาลี สเปน อังกฤษ และประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย มีงานดนตรีเยอะแยะ ข้อสำคัญได้รับการตอบรับและยอมรับเป็นอย่างดี

ช่วงหนึ่งในเยอรมนี จอห์นนี กริฟฟิน นำผลงานของเขาออกบรรเลงกับวงต่าง ๆ ในเมืองฮัมบูร์ก สตูทการ์ท แฟรงค์เฟิร์ท โคโลญจน์ มิวนิก เบอร์ลิน ปรากฏว่าแฟนแจ๊สตอบรับดีมาก

จากประสบการณ์ส่วนตัวเห็นตรงตามที่ จอห์นนี กริฟฟิน กล่าว

ครั้งหนึ่งผมแวะไปที่เมืองฮัมบูร์ก เยอรมนี ได้พูดกับ ดร.เฮนนิง ลูเอเบอร์ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งต่อมาได้ผันตัวเองเป็นนักธุรกิจ เป็นเพื่อนบิ๊กบอสเบียร์สิงห์ ปิยะ ภิรมย์ภักดี เมื่อคุยกันเรื่องดนตรีที่โต๊ะอาหาร น่าแปลกใจที่คู่สนทนารู้เรื่องดนตรีแจ๊สมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่เฉพาะแวดวงดนตรีแจ๊สในเยอรมนีเท่านั้น แจ๊สระดับอินเตอร์รู้ไปหมด ตอนหนึ่งบอกว่าแจ๊สในเมืองแฟรงก์เฟิร์ทนิยมกันมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ จอห์นนี กริฟฟิน ได้รับการตอบรับดีจากชาวยุโรป

นับเป็นความบังเอิญก็ว่าได้ สองทุ่มครึ่งคืนวันที่ 14 กรกฎาคม 2007 ผมได้ชมการแสดงของ จอห์นนี กริฟฟิน ที่ห้อง “ฮัดสัน” ใน “North Sea Jazz Festival” ที่เมืองร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

ตามโปรแกรมเป็นการแสดงของวง รอน คาร์เตอร์ ที่มี รัสเซลล์ มาโลน และ มัลกรูว์ มิลเลอร์ ร่วมด้วย โฆษกประกาศว่า รอน คาร์เตอร์ ป่วย เลยต้องเอาวง เบนนี โกลสัน ที่มี จอห์นนี กริฟฟิน มาเล่นแทน

เมื่อ เบนนี โกลสัน มาประชันฝีมือแซ็กโซโฟนกับ จอห์นนี กริฟฟิน โอโฮ! มันสุด ๆ เพราะทั้งคู่เป็นคนอารมณ์ดี คนดูเฮฮากันตลอด ฝีมือแซ็กโซโฟนของยอดนักดนตรีทั้งสองคนเฉียบขาด ไหวพริบในการเล่นทัดเทียมกัน ยิ่งความเร็วหายห่วง เพราะจอห์นนีได้ชื่อว่าเป็น “เจ้าแห่งความเร็ว” เสียงแซ็กโซโฟนรวดเร็วราวกับเสียงปืนกลรัว ยุคที่เขาโด่งดังอยู่ในแถบชายฝั่งตะวันตกสหรัฐอเมริกา ความเด่นในการ “อิมโพรไวส์” คือเสียงพร่างพรูออกจากปากลำโพงแซ็กซ์เร็วจนเป็นที่กล่าวขวัญว่า “Fastest Gun”

ความจริงผมเคยเห็นฝีมือเทเนอร์แซ็กโซโฟนของ จอห์นนี กริฟฟิน จะ ๆ มาก่อนที่ “สวีทเบซิล” แจ๊สคลับเลื่องชื่อแถวเซเวนท์แอวินิวในนครนิวยอร์ก คืนวันที่ 23 กันยายน 1982

จอห์นนี กริฟฟิน เกิดในนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา วันที่ 24 เมษายน 1928 อยากเล่นแจ๊สตั้งแต่เด็ก จอห์นนีเรียนทั้งเปียโน กีตาร์ คลาริเน็ต และแซ็กโซโฟน พ่อเป็นนักสะสมแผ่นเสียงตัวยง จอห์นนีฟังแผ่นเสียงผลงานของนักแซ็กโซโฟนชั้นยอดอย่าง เบน เวบสเตอร์, จอห์นนี ฮอดเจส, ดอน ไบแอส, เลสเตอร์ ยัง, โคลแมน ฮอว์กินส์ เฉพาะอย่างยิ่งชอบ ชาร์ลี พาร์กเกอร์ ช่วงที่เล่นกับวงเจย์ แม็คแชน ทำให้เขาได้แนวการใช้คอร์ดหรือเสียงประสานระหว่างเรียนที่ “ดูซาเบิล” ไฮสกูล จอห์นนีเรียนกับ วอลเทอร์ ดเยตต์ ครูดนตรีที่เคยสร้างคนดังมาแล้วหลายคน อาทิ จีน แอมมอนส์, แน็ต “คิง” โคล, เบนนี กรีน, วอน ฟรีแมน

เริ่มเล่นอาชีพกับ ทีโบน วอล์กเกอร์ นักร้องนักกีตาร์บลูส์ จากนั้นเป่าอัลโตแซ็กซ์กับวงไลอะเนิล แฮมพ์ตัน โดยการสนับสนุนของไลอะเนิลช่วยให้จอห์นนีเปลี่ยนมาเป่าเทเนอร์แซ็กโซโฟนเป็นเครื่องดนตรีหลัก

ต่อมาได้เล่นกับนักดนตรีแจ๊สยิ่งใหญ่อย่าง ธีโลเนียส มังค์, บัด เพาเวลล์ และเล่นในวง “แจ๊สเมเซนเจอร์” นำโดย อาร์ต เบลลี ที่โด่งดังในดนตรีแนว “ฮาร์ดบ็อพ”

จอห์นนี กริฟฟิน ออกอัลบั้มแรกในนามตนเอง “Introducing Johnny Griffin” ปี 1957 อัลบั้มหลังสุด “Johnny Griffin and the Great Danes” รวมแล้วกว่า 50 อัลบั้ม นอกจากนี้ จอห์นนียังเล่นอัดอัลบั้มกับ เคนนี คลาร์ค, ดิซซี กิลเลสปี, อาร์ต เบลกี, ธีโลเนียส มังค์, เวส มอนท์กัมเมอรี, เชค เบเกอร์

จอห์นนี กริฟฟิน ได้รับปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์ สาขาดนตรีจากเบิร์กลีคอลเลจออฟมิวสิค

จอห์นนี กริฟฟิน เสียชีวิตที่บ้านในหมู่บ้านชนบทโมเปรวัวร์ ใกล้เมืองอวายเยส์มีมูซีน ประเทศฝรั่งเศส วันที่ 25 กรกฎาคม 2008

YEAR 6 - WEEK 12 (March 20, 2026)รอนนี สกอตต์สร้างตำนานแจ๊สในอังกฤษรอนนี สกอตต์ นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนแจ๊สชั้นนำชาวอังกฤษ เ...
20/03/2026

YEAR 6 - WEEK 12 (March 20, 2026)
รอนนี สกอตต์
สร้างตำนานแจ๊สในอังกฤษ

รอนนี สกอตต์ นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนแจ๊สชั้นนำชาวอังกฤษ เกิดย่านอัลด์เกทในกรุงลอนดอน วันที่ 28 มกราคม 1927 และเสียชีวิตในกรุงลอนดอน เมืองหลวงของสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 1996

แม้ รอนนี สกอตต์ ได้จากโลกนี้ไปแล้ว แต่ “Ronnie Scott’s” แจ๊สคลับคนทั้งโลกรู้จักที่รอนนีก่อตั้งขึ้นกับ พีท คิง เพื่อนนักเทเนอร์แซ็กโซโฟนในห้องใต้ดินย่านโซโห แถวถนนเจอราร์ด ปลายเดือนตุลาคม 1959 ก็ยังยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้

จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยไปนั่งชมอยู่ในแจ๊สคลับมีชื่อเสียง อาทิ ที่สวีทเบซิล, บลูโน้ต, วิลเลจเกท ในนครนิวยอร์ก ที่ เดอะบูลล์ส, กรีนมิลล์ ในนครชิคาโก ที่ไรลส์, วิลโลว์, โจนาธานสวิฟส์ ในเมืองเคมบริดจ์ และ “ลูลู” ในเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา สังเกตเห็นคนฟังเขาฟังดนตรีกันจริง ๆ แม้บางครั้งดนตรีค่อนข้างจะซีเรียสมากก็ตาม คนฟังก็ยังให้ความสนใจกับดนตรีเป็นพิเศษ

ดนตรีจะออกมาดีได้คงต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง สำคัญที่สุดคือ นักดนตรีต้องมีคุณภาพ เลือกเพลงดี มีรสนิยม มีแนวการเล่นชัดเจน สถานที่มีบรรยากาศใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องหรูหรา มีระบบเสียงดี คนฟังต้องไม่ตามใจตนเองมากเกินไป เปิดโอกาสให้นักดนตรีได้แสดงฝีมือเต็มที่ตามสไตล์ของวง

ที่ “Ronnie Scott’s” คลับมีเสน่ห์ เป็นที่ชื่นชอบของนักร้อง นักดนตรี และคนฟัง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเจ้าของคลับแห่งนี้มีความเข้าใจแจ๊สดี

รอนนี สกอตต์ เริ่มแรกเล่นโซปราโนแซ็กโซโฟน เปลี่ยนมาเล่นเทเนอร์แซ็กโซโฟนตอนอายุ 15 ปี หลังจากนั้นเพียงปีเดียว รอนนีก็ได้เข้าไปเล่นในคลับเล็ก ๆ กับ จอห์นนี เคลส นักทรัมเป็ต

ปี 1946 รอนนีได้เข้าไปเล่นในวงเทด ฮีธ ที่มีชื่อเสียง เล่นเพลงประเภท “สวิง” เป็น “บิ๊กแบนด์” อังกฤษดีที่สุดที่คนฟังแจ๊สทั้งโลกรู้จักกันดีในยุคนั้น หากจะกล่าวว่า รอนนี สกอตต์ มีชื่อเสียงจากวงเทด ฮีธ ก็ว่าได้

จากวงเทด ฮีธ นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนหนุ่ม รอนนี สกอตต์ ไปเล่นกับวงเบิร์ท แอมโบรส, แค็บ เคย์ส, ตีโต เบิร์น

แต่แรกรอนนีชอบแนวการเป่าแซ็กโซโฟนของ โคลแมน ฮอว์กินส์ นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนแจ๊ส ต้นแบบการเล่น “สวิง” ชาวอเมริกัน

ต่อมารอนนีมีโอกาสไปสหรัฐอเมริกา ชมและฟังการเล่นดนตรีแบบ “บีบ็อพ” ของ ชาร์ลี พาร์กเกอร์, บัด พาว (เวล), ดิซซี กิลเลสปี

พอกลับถึงอังกฤษ รอนนีก็เริ่มบุกเบิกการเล่นดนตรี “บีบ็อพ” ในกรุงลอนดอน โดยนำวงเข้าไปบรรเลงที่ “Club Eleven” ซึ่งเขาร่วมก่อตั้งด้วยช่วงทศวรรษ 1950 โดยรอนนีเป็นหัวหน้าวง “แจ๊สคูริเออร์ส” ร่วมกับ ทับบี เฮย์ส

ปี 1959 รอนนีเปิดแจ๊สคลับเองแถวถนนเจอราร์ด ต่อมาย้ายไปแถวถนนฟริธ นั่นก็คือ “Ronnie Scott’s” ดังกล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตาม รอนนีก็ยังคงเล่นดนตรีตลอด

ช่วงระหว่างปี 1960-67 รอนนีเป็นหัวหน้าวงควอร์เทต ซึ่งมี สแตน เทรซี นักเปียโนและนักแต่งเพลง เป็นนักดนตรีหลักของวง

จากนั้นขยายเป็นวง 8 ชิ้น มี จอห์น เซอร์แมน นักโซปราโนและบาริโทนแซ็กโซโฟนแจ๊สชาวอังกฤษระดับโลก และ เคนนี วิลเลอร์ นักทรัมเป็ตแจ๊สระดับแนวหน้าชาวแคนาดามาสมทบในวง

ปี 1971-75 ตั้งทรีโอ โดยมี ไมค์ คาร์ เป็นผู้เล่นออร์แกน ต่อจากนั้นเพิ่ม ดิ๊ค เพิร์ช เล่นทรัมเป็ตขยายเป็นวง ควอร์เทต

ช่วงหลัง รอนนี สกอตต์ ชอบสไตล์การเล่นของนักเทเนอร์แซ็กโซโฟนสองคนคือ ซูท ซิมส์ และ สแตน เกตซ์ ยุคหลังรอนนีได้รับแรงบันดาลใจจากนักดนตรีทั้งสอง แต่มิได้ลอกเลียน รอนนีปรับเปลี่ยนแนวการเล่นให้เป็น “เมนสตรีมแจ๊ส” (Mainstream Jazz) สมัยใหม่

“Ronnie Scott’s” แจ๊สคลับของรอนนี ทำให้ชาวอังกฤษได้ชมและฟังแจ๊สชั้นดีจากอเมริกา ลาตินอเมริกา และยุโรป

เปิดได้สักสองปี ธุรกิจดีขึ้น รอนนีสั่งวงแจ๊สเด็ดจากสหรัฐอเมริกาไปแสดงที่คลับ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักแซ็กโซโฟน อาทิ ซูท ซิมส์, เด็กซ์เตอร์ กอร์ดอน, ซันนี รอลลินส์, เบน เวบสเตอร์, ออร์เนตต์ โคลแมน, สแตน เกตซ์

สตีวี วันเดอร์ เคย “แจม” กับ ราห์ซาน โรแลนด์ เคิร์ค และ แจโค แพสโทริอัส เคยแจมกับวง “แจ๊สเมสเซนเจอร์” ที่คลับแห่งนี้

เอลลา ฟิตซ์เจรัล, ซาราห์ วอห์น, บิลล์ เอแวนส์, เวส มอนท์กัมเมอร์รี, สแตน เกตซ์ และนักดนตรีแจ๊สอีกมากมาย เคยอัดอัลบั้มบันทึกการแสดงสดที่ “Ronnie Scott’s”

รอนนี สกอตต์ มีผลงานในนามตนเองกว่า 10 อัลบั้ม “Boppin’ at Esquire” เป็นอัลบั้มแรกในปี 1948 และเล่นอัดอัลบั้มกับนักดนตรีแจ๊สอเมริกันด้วย

รอนนี สกอตต์ นักแซ็กโซโฟนผู้เปิดโลกกว้างดนตรีแจ๊สในอังกฤษ

YEAR 6 - WEEK 11 (March 13, 2026)ลี โคนิตซ์สวนกระแส “บีบ็อพ”จากผลการจัดอันดับของนักวิจารณ์แจ๊สสื่อแขนงต่าง ๆ ใน DownBeat...
13/03/2026

YEAR 6 - WEEK 11 (March 13, 2026)
ลี โคนิตซ์
สวนกระแส “บีบ็อพ”

จากผลการจัดอันดับของนักวิจารณ์แจ๊สสื่อแขนงต่าง ๆ ใน DownBeat นิตยสารแจ๊สทรงอิทธิพลของวงการดนตรีประจำปีที่ 51 จัดให้ ลี โคนิตซ์ เป็นนักอัลโตแซ็กโซโฟนแจ๊สอันดับหนึ่ง

ลี โคนิตซ์ เป็นชาวชิคาโก เกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 1927 เข้าสู่วงการดนตรีอาชีพในนครชิคาโกเมื่อกลางทศวรรษ 1940 ซึ่งเป็นช่วงที่กระแสดนตรี “บีบ็อพ” กำลังมาแรง

ผู้นำดนตรีประเภทนี้มีหลายคน เด่นที่สุดน่าจะเป็น ชาร์ลี พาร์กเกอร์ ผู้เล่นเครื่องดนตรีเดียวกับ ลี โคนิตซ์ ในสมัยนั้น ใครก็ตามเทียบรัศมีของ ชาร์ลี พาร์กเกอร์ “เจ้าแห่งบีบ็อพ” ไม่ติด ชั้นเชิงการเป่าอัลโตแซ็กซ์ของ ชาร์ลี พาร์กเกอร์ แหวกออกจากวิธีเดิม ๆ อย่างสิ้นเชิง

ลี โคนิตซ์ มีจุดเริ่มต้นทางดนตรีคล้ายคลึงกับ ชาร์ลี พาร์กเกอร์ โดยเริ่มฟังแนวการเล่นของ เลสเตอร์ ยัง นัก เทเนอร์แซ็กโซโฟนชื่อก้องแห่งวงเคาน์ท เบซี ลีชอบแนวการเล่นของ อาร์ต เททัม นักเปียโนแจ๊สตาพิการ รวดเร็ว ทันใจ ได้อารมณ์ การเล่น “อิมโพรไวส์” ของอาร์ตพร่างพรู ลื่นไหลดุจดังสายน้ำที่ไหลเชี่ยว เสียงเปียโนพลิ้ว แพรวพราว ดึงอารมณ์คนฟังให้ล่องลอยไปกับเสียงดนตรีอย่างไม่รู้ตัว

ฝีมือการเล่นเปียโนของ อาร์ต เททัม ไม่เพียงแต่จะตรึงใจแฟนแจ๊สเท่านั้น นักดนตรีคลาสสิกชั้นดียังแอบชอบติดตามฟังผลงานของเขาตลอด

ลี โคนิตซ์ เริ่มฟังการเล่นของ เลสเตอร์ ยัง เรียนรู้แนวการเล่นและเรียนกับ เลนนี ทริสตาโน นักเปียโนตาพิการ มีแนวทางดนตรีตรงกันข้ามกับ “บีบ็อพ”

ศิษย์ของ เลนนี ทริสตาโน นอกจาก ลี โคนิตซ์ ยังมี บิลลี เบาเออร์ นักกีตาร์ และ วอร์น มาร์ช นักเทเนอร์แซ็กโซโฟนทั้งหมดคลุกคลีอยู่กับ เลนนี ทริสตาโน จนสามารถสร้างแนวดนตรีใหม่ เรียกว่า “คูลแจ๊ส”

ลีเปลี่ยนจากคลาริเน็ตหันมาจับอัลโตแซ็กโซโฟน เข้าเล่นกับวงเจอร์รี วอลด์ นักคลาริเน็ต ในปี 1947 จากนั้นไปเล่นกับวงโกลด ธอร์นฮิลล์ ปีสองปีต่อมาได้เล่นอัดแผ่นเสียงกับ ไมล์ส เดวิส ในอัลบั้ม “Birth of the Cool” มีส่วนทำให้เกิดดนตรีแนวใหม่ “Cool Jazz”

ลีเล่นอัดแผ่นกับ เลนนี ทริสตาโน หลายอัลบั้ม ทั้ง Live at Birdland และ Wow ที่ ลี โคนิตซ์ กับ วอร์น มาร์ช สองนักแซ็กโซโฟนผนึกกันบรรเลงสุดฝีมือ ทำให้สองอัลบั้มดังกล่าวได้รับการกล่าวขวัญกันในหมู่คอแจ๊ส

หลังร่วมงานกับ เลนนี ทริสตาโน กับ วอร์น มาร์ช เป็นพัก ๆ ลีพยายามหาแนวทางดนตรีของตนเอง จึงตัดสินใจออกตระเวนไปยังกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย นำเสียง “คูล” จากแซ็กโซโฟนของเขาไปเผยแพร่แก่นักดนตรี นักฟังแจ๊สในแถบนั้น

ลี โคนิตซ์ กลับมาเล่นกับวงสแตน เคนตัน ปี 1952 แนวการเล่นของลีมีบทบาทในวง สแตน เคนตัน อย่างมาก วงนี้นอกจากมีนักดนตรีฝีมือดีแล้ว ยังมีนักเรียบเรียงเก่งกาจอย่าง บิลล์ โฮลแมน และ บิลล์ รัสโซ เป็นกำลังสำคัญของวง

ช่วงนี้เอง ชื่อเสียงของ ลี โคนิตซ์ โด่งดังไปทั่วโลก อันเป็นการพิสูจน์ว่า เขาสามารถฝ่าความแรงของกระแสดนตรี “บีบ็อพ” ที่ร้อนแรงซับซ้อน โดยเสนอดนตรีแนวใหม่ที่ให้ความนุ่มนวล ละเมียดละไม ประณีต พัฒนาจากรูปแบบและหลักการของดนตรีคลาสสิกในทศวรรษที่ 1950 ซึ่งต่อมาเรียกว่า “คูลแจ๊ส” หรือ “คูล” ดนตรีประเภทนี้ส่วนใหญ่นักดนตรีทางชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริการ่วมสร้างสรรค์จนได้รับความนิยม บางทีจึงเรียกว่า “เวสต์โคสต์แจ๊ส”

แนวการเล่นของ ลี โคนิตซ์ มีอิทธิพลต่อนักอัลโตแซ็กโซโฟนชั้นแนวหน้าหลายคน อาทิ อาร์ต เพพเพอร์, พอล เดสมอนด์, บัด แชงค์, เลนนี นีฮอส ผู้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ประวัติ ชาร์ลี พาร์กเกอร์ เรื่อง “Bird” ชื่อเรื่องเป็นชื่อเล่นของ ชาร์ลี พาร์กเกอร์

ต้นทศวรรษ 1960 ลีพักการเล่น หันไปทำงานด้านการสอน จัดการศึกษาแบบคลีนิกและเชิงปฏิบัติ รวมทั้งจัดทำอุปกรณ์การศึกษา ตำราฝึกพร้อมคู่มือประกอบ ขณะเดียวกันรับสอนพิเศษ สอนทางไปรษณีย์

ลี โคนิตซ์ หวนกลับมาสู่วงการดนตรีแจ๊สอีกครั้งช่วงปลายทศวรรษ 1960 ออกแผ่นติดต่อกันนับสิบอัลบั้ม เล่นประจำตามคลับ และตระเวนเล่นตามงานเทศกาลดนตรีแจ๊ส

ผมมีโอกาสชมการบรรเลงของ ลี โคนิตซ์ ซึ่งมาเป็นนักดนตรีรับเชิญของ ลูว์ ทาแบคคิน ที่ “แฮสตีพุดดิ้ง” คืนวันที่ 15 มีนาคม 1982 “แฮสตีพุดดิ้ง” เป็นบาร์อยู่ในย่านฮาร์วาร์ดสแควร์ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเสตส์ สหรัฐอเมริกา เป็นที่ที่พวกนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมักไปจัดกิจกรรมดนตรี

ลูว์ ทาแบคคิน เป่าฟลูตและเทเนอร์แซ็กโซโฟน ลี โคนิตซ์ เป่าอัลโตแซ็กโซโฟน โจ คอห์น (กีตาร์), จอห์น ล็อควูด (ดับเบิลเบส), เจฟฟ์ วิลเลียมส์ (กลอง)

ลี โคนิตซ์ เสียชีวิตในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา วันที่ 15 เมษายน 2020

Address


Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when All Music Spoken by Pratak Faisupagarn posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

  • Want your business to be the top-listed Event/venue?

Share